เรือรบลำหนึ่งถูกสั่งให้ออกลาดตระเวนในคืนเดือนมืด ซึ่งคืนนั้นทัศนวิสัยแย่มากเพราะมีหมอกหนา ดังนั้นกัปตันจึงต้องอยู่บนสะพานเรือคอยเฝ้าดูความเป็นไป
ทันใดนั้น “มีแสงไฟอยู่ข้างหน้าครับกัปตัน” ลูกเรือตะโกนบอก
“แสงไฟอยู่กับที่หรือเคลื่อนไหว” กัปตันถาม
“อยู่กับที่ครับกัปตัน” ลูกเรือตอบ
กัปตันนึกขึ้นได้ว่า มีเรือรบอีกลำหนึ่งปฏิบัติภารกิจอยู่ใกล้ๆ จึงสั่งเจ้าหน้าที่ให้วิทยุว่า “วิทยุบอกเรือลำนั้นว่าเรากำลังจะชนกัน ขอให้คุณหันหัวเรือ 20 องศา”
สักพักก็มีวิทยุตอบกลับมา
“เราขอแนะนำให้คุณหันหัวเรือ 20 องศา”
กัปตันรู้สึกขุ่นขึ้นมา จึงบอกต่อว่า
“วิทยุไปว่าผมเป็นกัปตัน ขอให้คุณหัน 20 องศา”
แต่อีกฝ่ายกลับตอบมา “ผมเป็นกะลาสีเรืออันดับสองครับ” “ท่านหัน 20 องศาดีกว่าครับ”
ถึงตอนนี้กัปตันเดือดดาลเป็นกำลัง จึงตะโกนว่า
“วิทยุไปว่านี่เรือรบ บอกให้หัน 20 องศาเดี๋ยวนี้”
“ที่นี่เป็นประภาคารครับ” เสียงตอบสั้นๆของอีกฝ่าย
เท่านั้นแหละพี่น้อง กัปตันรีบตะโกนบอกลูกน้องให้ บินหนีไปลอนดอนโดยด่วน เฮ้ย!ไม่ใช่ครับ อันนี้คลื่นแทรก กัปตันบอกลูกน้องของตนให้หันหัวเรือทันที
ไม่น่าเชื่อนะครับว่า พฤติกรรมของคนเรานั้นเปลี่ยนยากแค่ไหน ยิ่งเป็นใหญ่ ยิ่งเปลี่ยนยาก มีแต่จะสั่งจะบีบให้คนอื่นเป็นผู้เปลี่ยน
ยิ่งประสบความสำเร็จสูง ยิ่งมั่นใจในความคิดของตนเอง
ยิ่งมีมาร์เก็ตแชร์สูง ยิ่งลำพองในผลงาน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่จะทำให้พฤติกรรมของเราเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน นั่นคือ “ทัศนคติ” ครับ
พอรู้ว่าจะชนประภาคาร ก็ต้องหันเรือหนีตายทันที
พฤติกรรมปรับตามทัศนคติทันที
เป็นเจ้าของธุรกิจก็เหมือนเป็นกัปตันเรือครับ
บางครั้ง “ทัศนคติ” ก็เป็นตัวตัดสินว่า ธุรกิจจะอยู่รอดหรือล่มสลาย!
August 14th, 2008

“เย้! ได้เหรียญทองแล้วโว้ย” เสียงเชียร์นักกีฬาไทยดังข้างๆหู ไม่รู้เป็นของใคร เพราะตอนนั้นก็ดีใจมากเหมือนกัน และไม่รู้ตะโกนอะไรไปบ้าง
นี่เป็นการนั่งเชียร์ นั่งลุ้นนักกีฬาเป็นวันแรกของผม ทั้งที่เมื่อวันเสาร์ก็มีรายการยกน้ำหนักให้ได้ตื่นเต้นเหมือนกัน
เหมือนกับจะรู้ว่า วันนี้จะได้เหรียญ เลยได้ดูการถ่ายทอดแบบไม่ตั้งใจ เพราะไปทานข้าวบ้านเพื่อน
เป็นอาการอิ่มแบบบอกไม่ถูกครับ
ไม่ใช่เฉพาะอาหาร แต่เป็นความรู้สึกที่ตื้นตัน นี่แค่เป็นกองเชียร์นะ ถ้าลงแข่งเอง แล้วได้เหรียญ อารมณ์จะขนาดไหน
ผมว่า เมื่อวานเป็นวันที่คนไทยมีความสุขในรอบหลายสิบเดือน เพราะที่ผ่านมา มีเรื่องราวให้ขัดแย้งกันตลอด
หากมีสำนักวิจัยไหน ใครไปทำ “ดัชนีชีวัดความสุข” ผมว่าปรอทความสุขคงพุ่งปรี๊ด
นี่เป็นเหรียญแรก และคิดว่าคงไม่ใช่เหรียญสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์นี้
กลับมาที่ประภาวดี
หลังชูดอกไม้ จูบเหรียญทองโชว์ ผมก็อดลุ้นไม่ได้ว่า เธอจะให้สัมภาษณ์อย่างไรบ้าง
ต้องขอชมว่าเธอตอบคำถามสื่อมวลชนได้ดีมาก
ไม่รู้ว่า มีการเตรียมตัวมาหรือเปล่า ถ้ามีก็ต้องชมสมาคมฯ ที่ทำการบ้านมาล่วงหน้า
ตอนที่เผยเคล็ดลับของความสำเร็จ
ทำเอาผมลุ้นแทบแย่ เพราะเธอว่า “ได้ดีเพราะเปลี่ยนชื่อ”
ก่อนจะตบท้ายว่า ที่สำคัญกว่านั้นคือ “เธอตั้งใจฝึกซ้อมอย่างหนักเป็นเวลานาน”
นานขนาดไหนหรือครับ?
ก็เก็บตัวฝึกซ้อมเป็นระยะเวลา 8 ปีได้กลับบ้านแค่ 3 ครั้งเท่านั้น
ค่อยยังชั่วครับ ถ้าไม่มีประโยคตบท้าย เดี๋ยวเยาวชนรุ่นหลังเข้าใจผิด พากันเปลี่ยนชื่ออย่างเดียว จนลืมความสำคัญของการฝึกซ้อม ที่ต้องอดทนและใช้เวลาอันยาวนาน
การเปลี่ยนจากความผิดหวัง ที่พลาดไปโอลิมปิกส์ครั้งก่อน ถึงขนาดคิดจะเลิกเล่น ให้กลับมาตั้งใจฝึกซ้อมเพื่อแข่งขันใหม่ ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา
“ชื่อ-นามสกุล” ใหม่ อาจจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในจุดนี้
ชื่อของเราก็เหมือนยี่ห้อสินค้าครับ
บางชื่อ ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่มันอาจไม่เหมาะ หรือไม่เสริม กับอาชีพบางอาชีพ
ดารา นักร้อง เป็นกลุ่มตัวอย่างที่เราเห็นกันบ่อย
และนักกีฬาก็อยู่ในข่ายนี้ เพราะเป็นบุคคลสาธารณะที่จะดังได้เหมือนกัน
พอเปลี่ยนชื่อ ความเชื่อมั่นก็เริ่มกลับมา ทำให้มีกำลังใจมีสมาธิในการฝึกซ้อม ทีนี้คุณภาพและผลงานก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนมั่นใจถึงขนาดที่ว่า
ไม่ใช่แค่จะหยิบเหรียญทอง แต่จะทำลายสถิติโลกให้ได้
สรุปแบบขลุกขลิก ต้องบอกว่าน้องเก๋ จัดการทั้ง Re-brand และ Product development
พัฒนาถึงขนาดทำลายสถิติโอลิมปิกส์
ภายใต้แบรนด์ใหม่ “ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล”
ขอบคุณครับ ที่ทำให้คนไทยมีความสุข
August 11th, 2008
เข้าสู่ตอนที่สามครับ ซึ่งเป็นตอนจบของไตรภาค อะแฮ่ม! เหมือนหนังฮอลลีวูดเลย
ขอสรุปสองบรรทัดรวบยอดกันไปเลย บรรทัดที่สี่และห้า คือ “จ่ายจริง จ่ายหลอก” กับ “รับจริง รับหลอก”
อธิบายทีละคำก่อนครับ
จ่ายจริง คือ ควักเงินซื้อสินค้าจริงๆ ณ ตอนนั้น
จ่ายหลอก คือ เอาสินค้ามาก่อน จ่ายตังค์ที่หลัง หรือที่เรียกว่า ซื้อด้วยเครดิตนั่นแหละครับ
รับจริง คือ เมื่อขายสินค้า ก็รับเงินสดๆจากลูกค้าตอนนั้น
รับหลอก คือ ขายสินค้าไปแล้ว แต่ยังไม่ได้เงิน กรณีนี้ค้าปลีกมักไม่ค่อยเจอ แต่ค้าส่ง โดนเป็นประจำ
เมื่อเอา “จ่ายจริง จ่ายหลอก” กับ “รับจริง รับหลอก” มาผสมกัน ก็จะได้ลูกหลาน 4 ประเภท
1. จ่ายจริง รับจริง
2. จ่ายหลอก รับจริง
3. จ่ายจริง รับหลอก
4. จ่ายหลอก รับหลอก
ถามว่า กรณีไหนดีสุดครับ?
ข้อ 3 และ 4 ขายสินค้าไปแล้ว แต่ยังไม่ได้เงิน ย่อมไม่ดีแน่นอน
งั้นมาเทียบ ข้อ 1 กับ 2 มีจุดต่างที่ การจ่ายเงินซื้อสินค้า
เห็นด้วยกับผมไหมครับว่า ข้อ 2 ดีที่สุด
การจ่ายช้า แต่รับเงินเร็ว มีผลอย่างมากต่อลมหายใจของธุรกิจ คนที่กู้เงินมาลงทุนจะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้เป็นอย่างดี
หากธุรกิจของเราเป็นแบบข้อ 3 คือซื้อสินค้าเป็นเงินสดมาขาย แต่ลุงข้างบ้านบอกว่าเดือนนี้ยังไม่ ขอแปะไว้ก่อน
แบบนี้ก็ลำบากครับ ต้องพยายามขายเงินสดเท่านั้น
ดังนั้น ต้องพยายามปรับจากข้อ 3 เป็นข้อ 1 แล้วค่อยปรับไปเป็นข้อ 2
หรือถ้าอยู่ที่ข้อ 4 ซึ่งซื้อด้วยเครดิตได้อยู่แล้ว ก็ต้องหันมาปรับด้านการขาย พยายามให้ระยะเวลาเครดิตการขาย น้อยกว่า การซื้อ
แม้จะทำแบบข้อ 2 ก็ใช่ว่าจะเดินถึงยอดเขา
“ยังไม่พออีกหรือ?”
“ปืนมาสูงแล้วนะ เหนื่อยก็เหนื่อย!”
ยังครับ อดทนเดินต่ออีกนิด เพื่อธุรกิจที่ดีกว่า
สังเกตไหมครับว่า เดี๋ยวนี้คนทำธุรกิจพัฒนาไปอีกขั้น ไม่ใช่แค่ “จ่ายหลอก รับจริง” ที่ลูกค้าจะต้องจ่ายเงินสดเมื่อซื้อสินค้า
แต่ Cash card หรือบัตรเงินสด เป็นวิธีที่เหนือกว่า
เพราะลูกค้าต้องใส่เงินเข้าไปในบัตรก่อน จากนั้นก็จะตัดยอดตามที่ใช้จริง ยอดหมดก็เติมใหม่
ลูกค้าคนเดียวอาจเติมเงินไม่กี่ร้อยบาท แต่ถ้านำมารวมหลายคน ก็มีเงินเป็นล้าน
เป็นการยืมเงินลูกค้า มาทำธุรกิจ
“จ่ายหลอก แต่รับเน้นๆ”
August 8th, 2008
Next Posts
Previous Posts