ถ้าถามว่าฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ ทีมไหนโชว์ผลงานได้น่าผิดหวังมากที่สุด?
‘อังกฤษ บราซิล อิตาลี’ ต้องมีรายชื่ออยู่ในกระดาษคำตอบแน่นอน
แต่ถ้าเป็นผมจะเลือกอาร์เจนตินาครับ!

สามทีมแรกที่เล่นได้น่าผิดหวัง ถ้ามองย้อนไปก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้นสักหนึ่งปีก่อนหน้านี้ ก็จะพบความจริงว่า สองทีมจากทวีปยุโรปและเต็งหนึ่งตลอดกาลอย่างบราซิล ไม่มีนักเตะดาวรุ่งพุ่งแรงหรือนักเตะดาวเด่นที่โชว์ฟอร์มในช่วงขาขึ้นกันเลย
จึงไม่แปลกใจที่ต้องกลับบ้านก่อนนัดชิง
ต่างจากอาร์เจนตินาที่บรรดานักเตะโชว์ฟอร์มเด่นในลีกดัง ทั้งอังกฤษ อิตาลี และสเปน ตลอดฤดูกาลก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้น เรียกว่าถ้าเป็นดัชนีหุ้นก็กำลังพุ่งปรู้ดทีเดียว
นอกจากมีนักเตะระดับพระกาฬเต็มทีมแล้ว พลพรรคฟ้าขาวเป็นที่จับตาของนักข่าวมากกว่าทีมอื่น เพราะมีผู้จัดการทีมที่ชื่อ ‘ดิเอโก้ มาราโดน่า’

ไม่มีใครปฎิเสธฝีเท้าสุดอัจฉริยะของนักเตะร่างเล็กคนนี้ครับ
อันที่จริงเขามีดีมากกว่าใช้มือตบลูกบอลเข้าประตูแบบตบตากรรมการได้อย่างแนบเนียน แต่ผู้คนกลับจดจำเรื่องหัตถ์พระเจ้ามากกว่าลีลาการเลี้ยงลูกหลบคู่แข่ง

ในฐานะนักเตะมาราโดน่าถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก
แต่ในฐานะผู้จัดการทีม ยังไม่มีผลงานการันตี

อาร์เจนติน่าเลือกมาราโดน่าคุมทีม ด้วยหวังว่าบารมีของเขาจะนำความสำเร็จมาสู่ทีม
‘นักเตะที่ประสบความสเร็จ ก็น่าจะทำทีมให้ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน’ นี่คือสมมติฐานที่สมาคมฟุตบอลอาร์เจนติน่าคิด
แต่เพียงเริ่มต้น อดีตนักเตะเบอร์สิบของทีมชาติก็สร้างความผิดหวังเล็กๆให้กับแฟนบอล
ด้วยการปฏิเสธนักเตะตัวเก๋าหลายคน แต่กลับเรียกตัวผู้เล่นบางคนที่ฟอร์มตกมาติดทีมชาติเฉยเลย

การเลือกผู้เล่นแบบนี้ยังพอเข้าใจได้ครับ เพราะว่าเป็นสิทธิของผู้จัดการทีม
แต่ที่สร้างความผิดหวังมากกว่า คือการจัดทีมลงสนาม และการแก้เกมระหว่างแข่งขัน
แทกติคการทำทีมของเสือเตี้ยไม่มีอะไรซับซ้อนครับ ส่งนักเตะเก่งๆในแต่ละตำแหน่ง จากนั้นก็ให้ใช้ความสามารถเฉพาะตัวเล่นกันไป หากถูกยิงนำแล้วทีมยังทำอะไรไม่ได้ ก็ส่งกองหน้าลงไปเพิ่ม
ที่ผมกล้าสรุปแบบนี้ก็เพราะว่า ตอนนักข่าวไปสัมภาษณ์ว่าอาร์เจนฯจะได้แชมป์หรือไม่
เสือเตี้ยตอบว่า ถ้าเป็นประสงค์ของพระเจ้า ทีมของเขาก็จะเป็นแชมป์
แหม เล่นตอบแบบโยนอย่างนี้

ผลงานของการทำทีมสไตล์มาราโดน่า ก็เป็นไปอย่างที่เห็นครับ
ผมไม่อยากซ้ำเติมให้เจ็บช้ำน้ำใจคนที่เชียร์ทีมนี้ แต่นี่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ความเก่งในหน้าที่อย่างหนึ่ง ไม่ได้การันตีว่าถ้าเลื่อนขั้นแล้ว จะทำได้เก่งเหมือนเดิม
เคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับเซลล์แมนไหมครับ?
มีเซลล์แมนคนหนึ่ง เก่งมาก สามารถทำยอดขายทะลุเป้าทุกงวด เรียกว่าโชว์ผลงานล้ำหน้าเพื่อนๆ
แม้เจ้านายจะให้เป้าเพิ่ม เขาก็ยังทำได้ดีไม่มีตก
เห็นแววการขายแบบนี้ เจ้านายเลยโปรโมตให้เป็นหัวหน้าเซลล์ หวังว่าจะทำให้เซลล์แมนคนอื่นๆเก่งขึ้น
แต่เวลาผ่านไปกลับไม่เป็นอย่างนั้น ลูกน้องในความรับผิดชอบทำยอดไม่ได้ตามเป้า ส่วนเขาเองก็ไม่มีเวลาไปขายสินค้าเหมือนเดิม เพราะต้องยุ่งกับการจัดการลูกน้อง ยอดขายจึงร่วง แถมตัวเขาเองก็เครียดกว่าเดิม จนทนไม่ไหวเลยไปพบเจ้านาย
“ขอผมกลับไปเป็นเซลล์แมนแบบเดิมจะดีครับ”

เซลล์แมนคนนี้รู้จุดแข็งของตัวเอง การได้เลื่อนตำแหน่งไม่ได้ช่วยเพิ่มศักยภาพของเขา แถมผลงานกลับแย่กว่าเดิม

หลายองค์กร ทำการโปรโมตตามผลงานในอดีต โดยลืมนึกถึงขีดความสามารถของงานใหม่
สุดท้ายก็เสียเซลล์แมนเก่งๆไปหนึ่งคน และก็ได้หัวหน้าเซลล์แมนไร้ฝีมือมาหนึ่งคน
เป็นการ ‘ได้อย่างเสียอย่าง’ ที่ไม่คุ้มค่าเลย

หลายปีแล้วครับ ที่แฟนหงส์แดงอย่างผมต้องทนดูทีมคู่ปรับ เตะชิงถ้วยการกุศลก่อนเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ชิพ
ปีนี้เป็น แมนยูฯกับเชลซี อีกแล้วครับท่าน
สองทีมนี้ไม่รู้จักเบื่อบ้างหรือไง

ปีก่อนตอนเริ่มฤดูกาล ผมมีลางสังหรณ์ว่าจะเกิดการเปลี่ยนในถิ่นลิเวอร์พูลครั้งใหญ่
ไอ้ผมก็เดาว่า น่าจะได้ถ้วยเบิ้่มๆสักใบสองใบ ถึงขนาดฟันธงเขียนในบล็อกแห่งนี้ด้วยซ้ำ ที่ไหนได้จบฤดูกาลอันดับเจ็ด อดไปเตะแชมป์เปี้ยนลีค แถมไล่ผู้จัดการทีมออกอีก
เออ… จะว่าไป สองสามเหตุการณ์นี้ก็ใหญ่นะ
แปลว่า ที่ผมสังหรณ์ก็เป็นจริงนะสิ

มาปีนี้ ผมไม่กล้านั่งญาณครับ
สารภาพว่า กลัว!
…กลัวจะแม่น!

การนั่งดูทีมคู่ปรับ มีอย่างเดียวที่แฟนบอลเขาทำกัน คือ เชียร์ให้แพ้ (น่าจะเรียกว่า แช่ง มากกว่าเชียร์นะครับ)
แต่ในเมื่อเป็นทีมคู่ปรับแข่งกันเอง ครั้นจะเชียร์ให้แพ้ทั้งคู่ ดูเหมือนผมจะโรคจิตเกินไปหรือเปล่า
งั้นเปลี่ยนใหม่ เอาเป็นว่า ให้ยิงประตูเยอะๆเข้าไว้
ยิ่งเยอะยิ่งดี เอาให้กองหลังและผู้รักษาประตูหมดความมั่นใจไปเลย (อันนี้ก็โรคจิตไม่แพ้กัน)

แม้จะเชียร์ลิเวอร์พูล แต่ผมก็ชอบดูทีมอื่นเหมือนกัน ทั้งอาร์เซนอล แมนยู และเชลซี
แต่ละทีมมีสไตล์การเล่นไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันคือ เน้นทำประตู
ไอ้ประเภทยิงได้ 1 ลูก แล้วเน้นเกมรับ เหมือนที่ลิเวอร์พูลชอบทำ จะไม่มีให้เห็นในสามทีมนี้แน่นอน

หงส์แดงมีสไตล์การเล่น ที่แตกต่างไปจากสามทีมดัง ก็เพราะรู้ว่าศักยภาพของทีม ว่าไม่สามารถยิงนัดละ 4-5 ลูกได้
แต่เนื่องจากมีเป้าหมาย คือ ชัยชนะ
ดังนั้น ต่อให้ยิงประตูได้น้อย แต่ถ้าไม่เสียประตูเลย ก็ชนะได้เหมือนกัน

เป็นสองวิธีคิดที่แตกต่าง แต่เป้าหมายเดียวกัน
“ถ้าคุณมีโอกาสเป็นผู้จัดการทีม จะเลือกเล่นสไตล์ไหน?”
“อยากลองเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลไหมครับ?”

คุณได้สิทธินั้นเดี๋ยวนี้
ใช่แล้วครับ! เราทุกคนต่างเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลโดยไม่รู้ตัว
เพียงแต่ชัยชนะในชีวิตของเรา คือ เงินเหลือ

รายได้จากการทำงาน ก็คือ ประตูที่ยิงได้
ส่วนรายจ่าย ก็เป็น การเสียประตูนั่นเอง

บางคนเน้นเติมกองหน้า ด้วยการทำงานหนัก หางานพิเศษทำ เสาร์อาทิตย์ไปขายสินค้าตามตลาดนัด กลางคืนโพสขายสินค้าทางเน็ต
จนลืมไปว่า กองหลังรั่ว ก็ทำให้ทีมแพ้เหมือนกัน

ในขณะที่บางคน ก็เค็มทุกเม็ด ไม่ใช่ถั่วคลุกเกลือนะครับ ผมหมายถึงการตระหนี่ที่มากเกินไป
ซึ่งการเน้นฝึกซ้อมให้กองหลังเหนียวแน่น โดยลืมมองหากองหน้ามาเพิ่ม ลืมฝึกซ้อมให้ยิงประตูเยอะๆ ทีมก็ไม่มีโอกาสชนะสิครับ

ถ้าการซื้อกองหน้ามาเพิ่ม ประเภทกู้หนี้ยืมสิน มาลงทุนทำธุรกิจ อาจเสี่ยงเกินไป
ก็ลองหันมาใช้กองหลังขึ้นไปยิงประตูสิครับ อาทิ ใช้เงินเก็บซื้อกองทุน ซื้อพันธบัตร แบบนี้แม้จะได้น้อยไปหน่อย แต่ก็ดีตรงที่ไม่เสี่ยง

สัจธรรมในวงการฟุตบอล เขาบอกว่า ‘ถ้ายิงประตูไม่ได้ก็ไม่มีวันชนะ และถ้าไม่เสียประตูก็ไม่มีวันแพ้’
ชีวิตเราก็คล้ายกัน ดังนั้นต้องหมั่นยิงประตูและอุดรูกองหลังไม่ให้รั่ว
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ต้องเล่นให้สนุกสนานครับ
ภาษาฟุตบอลเขาเรียกว่า เล่นแบบเอนเตอร์เทนคนดู เพราะความสนุก จะทำให้เราคิดมุกใหม่ๆในการทำประตู
มันถึงจะเป็นชัยชนะที่สมบูรณ์แบบ

พร้อมหรือยังครับ ที่จะสนุกกับชีวิต และคิดวิธียิงประตูใหม่ๆ

คำเตือน… ไม่ควรฝึกยิงประตูทุกคืน เพราะอาจทำให้หมดแรงได้ ;-)