ชั้นวางหนังสือแบบมีดีไซน์

ช่วงนี้ต้องแบ่งเวลาทำหลายอย่างพร้อมๆกัน
หนึ่งในนั้นคือหาเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านใหม่ (ซึ่งสำคัญไม่ด้อยไปกว่างานประจำ และฟุตบอลยูโร)
ผมเน้นเป็นพิเศษสำหรับชั้นวางหนังสือ เพราะน่าจะเป็นมุมที่ได้ใช้งานมากที่สุด
หลังจากไปเดินดู เดินหา ตามร้าน ตามงานแฟร์ต่างๆ ก็ยังไม่เจอรูปแบบที่ถูกใจ เห็นทีต้องสั่งทำเป็นพิเศษเสียแล้ว
แต่จะเลือกแบบไหนดี ใช้เวลาอยู่นาน สุดท้ายก็มาถึงรอบ 10 คนสุดท้าย เอ้ย! 10 แบบสุดท้าย ตามนี้เลยครับ

ตอนนี้ ก็ยังตัดสินแชมป์ไม่ได้ อาจต้องรอหลังบอลยูโรจบก่อน
ที่มา: ยืมมาจากหลายเว็บมาก จนจำไม่ได้ ต้องขออภัยเจ้าของภาพ มา ณ ที่นี้ด้วย

2 comments June 21st, 2008

เมื่อยักษ์ค้าปลีกทำอัลบั้มเพลง


ช่วง 2-3 ปีมานี้ เวลาไปเดินช็อปปิ้งในห้างติดแอร์ เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างไหมครับ?

อย่าตอบว่า ราคาแพงขึ้นนะครับ เพราะคำนี้มันแสลงหูเกินไป!

การแข่งขันที่ดุเดือดเลือดพล่าน ทำให้ผู้ค้าปลีกต้องงัดกลยุทธ์ต่างๆนานาออกมาสู้กัน
ถ้าพูดเฉพาะสินค้า ก็มีสู้ได้ 2 วิธี
คือ ทำให้ราคาต่างจากชาวบ้าน (ต่างในที่นี้ คือถูกกว่านะครับ ถ้าโฆษณาว่าแพงกว่า จะมีลูกค้าไปช็อปหรือ?)
หรือไม่ก็ ทำให้ตัวสินค้าแตกต่างจากร้านอื่น (ต่างในที่นี้ คือคุณภาพดีกว่า ทนกว่า อร่อยกว่า และอีกหลายๆสรรพคุณที่ควรจะดีกว่า)

เรื่องราคา เราเห็นมาเยอะแล้วนะครับ ทั้งลด-แลก-แจก-แถม ซื้อแพกคู่ถูกกว่าซื้อเดี่ยว ถือบัตรสมาชิกได้ราคาถูกกว่า
นั่นเป็นลีลาพื้นๆ เบสิคๆ

แต่เรื่องตัวสินค้านี่ซิ ในบ้านเรายังมีน้อยไป
รู้สึกไหมว่าเวลาไปเดินซื้อของในห้างไหน ก็เห็นมีแต่ยี่ห้อคล้ายๆกัน ต่างกันแค่ตำแหน่งบน shelf และราคาสมาชิก

ความเหมือนของตัวสินค้านี่แหละ เป็นบ่อเกิดของสงครามราคา
อันนี้ทุกห้างรู้ดี และก็พยายามหนีให้พ้น แต่ก็ทำยาก

การทำสินค้ายี่ห้อของตนเอง หรือที่เรียกว่า “เฮ้าสแบรนด์” หรือ “ไพรเวทแบรนด์” ก็เป็นวิธีสร้างความแตกต่างอย่างหนึ่ง
เพียงแต่วิธีนี้ ลูกค้ารู้ไต๋ ว่าได้ของคุณภาพไม่ดีเท่ายี่ห้อดัง
ตลาดบ้านเรา จึงมี “เฮ้าสแบรนด์” อยู่น้อยนิด

สร้างแบรนด์เองยาก กว่าลูกค้าจะเชื่อมั่นก็อีกนาน แล้วมันจะมีวิธีอื่นไหม?
ขอตอบว่า มีครับ!

ก็ใช้แบรนด์ดังนี่แหละ แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องขายที่นี่ที่เดียว
เคยได้ยินคำว่า Only at ไหมครับ?
นี่แหละเทรนด์สุดฮิตของค้าปลีกยุคนี้

กลยุทธ์นี้เป็นความร่วมมือพิเศษของผู้ค้าปลีกกับเจ้าของสินค้าที่เป็นพันธมิตรกัน ภายใต้เงื่อนไขทางธุรกิจที่แฮ้ปปี้ทั้งสองฝ่าย
ในบ้านเรา สินค้า Only at ที่เจอบ่อยๆ มักจะเป็นเครื่องดื่ม และไอศครีม
แต่ที่สหรัฐ เขาก้าวไปอีกขั้น เพราะที่นั่นห้างวอลมาร์ทจับมือกับนักร้องดัง ทำอัลบั้มเพลงเสียเลย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น หลังจาก Apple เปิด Music Store ซึ่งก็กระทบชิ่งยอดขาย CD ของวอลมาร์ทอย่างมาก
ยักษ์ค้าปลีกจึงแก้เกม ด้วยการจับมือกับนักร้องดัง ทำ CD อัลบั้มใหม่ ที่วางขายเฉพาะในวอลมาร์ทเท่านั้น

จากที่ทดลองทำอัลบั้ม Long Road out of Eden ของ EAGLES ปรากฎว่าทำยอดขายติด Top 3 อัลบัมขายดีเสียนี่
แบบนี้ก็เข้าทางวอลมาร์ทซิครับ
ในฝั่งนักร้องเอง ก็ได้ประโยชน์ครับ การมีวอลมาร์ทก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นอกเหนือจากค่ายเพลง

กลับมาที่บ้านเรา ไอเดียแบบนี้ยังไม่มีให้เห็น
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นจริงไม่ได้ ไอเดียนี้เฮียฮ้อ และอากู๋ต้องระวังให้ดีนะครับ

ลองนึกภาพ แดน-บีม ออกเพลงกับห้างโลตัส, เบิร์ด ธงชัย อัลบั้มใหม่ขายที่บิ๊กซี หรือ ซีดีโฟร์-มด วางขายเฉพาะเซเว่นฯ ซิครับ

1 comment June 18th, 2008

วิธีช่วยผู้บริโภคในยุคอาหารแพง


ช่วงนี้รัฐบาลหลายๆประเทศ ต่างเจอศึกหนักเหมือนกันเลยครับ
วันไหนไม่มีประท้วง ไม่มีการปิดถนน ถือว่าเป็นข่าวดีมากๆ
แต่ไม่ใช่รัฐบาลที่เจอศึกหนักอยู่ฝ่ายเดียว ประชาชนตาดำๆนี่ซิ เจอศึกหนักกว่า
ไหนจะราคาน้ำมันที่ขึ้นทุกวัน!
ไหนจะราคาอาหารที่เพิ่มไม่หยุด!
วันนี้กำเงินไปจ่ายตลาดเท่าเดิม แต่อาจได้ของไม่ครบเหมือนเดิม

ในบ้านเรา มาตรการ “ธงฟ้า”ที่ใช้มานาน ก็เริ่มเป็นที่ถกเถียงว่ามันดีจริงหรือเปล่า?
ช่วยผู้บริโภคนั่นอาจใช่ แต่ว่าธงฟ้าก็มีส่วนทำให้ตลาดปั่นป่วนเหมือนกัน แบบนี้ผู้ผลิตก็แย่ซิ
ดูท่าว่า “ธงฟ้า” จะถูกพับธง เพราะตอนนี้รัฐบาลกำลังมองหามาตรการใหม่
ต้องมาลุ้นครับว่า “คูปอง” จะเวิร์กหรือไม่?

ระหว่างนี้ ผมมีไอเดียจากอิตาลีมาฝากกัน
ในประเทศที่รวยกว่าเรา การศึกษาดีกว่าเรา เตะฟุตบอลเก่งกว่าเรา(เกี่ยวไหมเนี่ย?) เขามีวิธีช่วยเหลือผู้บริโภคอย่างไร?
แน่นอนครับว่า คงไม่ใช่วิธีลดราคา แจกเงิน หรือแจกคูปองแน่ๆ

สิ่งที่เขาทำ คือพยายามช่วยผู้บริโภคให้รู้ทันร้านค้า
เพราะราคาสินค้าที่ขยับขึ้นลงไหวเหมือนกันราคาหุ้น ทำให้ผู้บริโภคอาจถูกหลอกได้ Department for Agriculture, Food & Forestry ของอิตาลี จึงให้บริการ SMS แจ้งราคาสินค้า

หน่วยงานนี้ จัดทำฐานข้อมูลราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน กว่า 80 ชนิด อาทิ ผัก ผลไม้ เนื้อ ปลา ไข่ นม เป็นต้น ของร้านค้ากว่า 2,200 แห่ง ซึ่งราคาของร้านแต่ละประเภท จะแตกต่างกัน
เช่น ร้านสะดวกซื้อ หรือซูเปอร์มาร์เก็ต ย่อมแพงกว่า ดิสเคาท์สโตร์

เมื่อผู้บริโภคไปช็อปปิ้งและเกิดความไม่แน่ใจว่า สินค้าที่วางอยู่ตรงหน้าขายแพงเกินกำหนดหรือไม่ ก็เพียงแค่พิมพ์ชนิดสินค้าและส่ง SMS ไปที่เบอร์ 47947
จากนั้นก็จะมี SMS ตอบกลับมา ว่าราคาขายส่ง ราคาขายปลีกในแต่ละพื้นที่เป็นเท่าไร?

ถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดว่า แบบนี้ค่ายมือถือก็รวยเลยซิ
ไม่ครับ เพราะนี่เป็นบริการฟรี ที่ออกมาช่วยเหลือประชาชน
เพียงแต่ เกรงว่าคนจะใช้กันเยอะเกิน เขาจึงจำกัดจำนวนครั้ง ไม่ให้เกินวันละ 5 ครั้ง และเดือนหนึ่งก็ถามได้ 30 ครั้งเท่านั้น
“ของฟรีย่อมมีจำกัด”
แต่ถึงอย่างไร ผู้บริโภคก็สามารถเข้าเว็บไซด์ ไปดูข้อมูลได้
ดูย้อนหลัง ดูแนวโน้ม เผื่อจะเลือกช่วงเวลาที่ได้ของถูก

กระทรวงพาณิชย์เมืองไทยสนใจจะนำไปใช้ไหมครับ?

Add comment June 16th, 2008

Next Posts Previous Posts


Recent Posts

 

July 2008
M T W T F S S
« Jun    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

Tags

Categories

Recent Comments

Archives

blogroll

Pages

Meta

Spam Blocked