
เห็นรูปร่างหน้าตา คงไม่มีใครเดาถูกหรอกว่ามันคือ ‘พัดลม’
“แต่เอ๊ะ แล้วใบพัดอยู่ไหน”
“เขาย้ายใบพัดไปอยู่ที่ฐานพัดลมแหงๆเลย”
ผมเองก็เดาแบบนี้ เป็นวิธีคิดของผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อนแอบ
แหะๆ สมัยเด็กๆคงเล่นซ่อนหามากเกินไป พอให้ออกแบบอะไรใหม่ๆ ผมจึงทำให้แค่สลับชิ้นส่วนไปมา
แต่ถ้าผู้ผลิต คิดเหมือนผม อีกไม่นานก็มีสินค้าเลียนแบบออกมาวางขาย ในราคาถูกกว่า
ดังนั้นจึงไม่ควรทำครับ!
หากคิดจะเปลี่ยนแค่รูปลักษณ์ภายนอก ก็คงหลอกลูกค้าได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว
แต่ถ้าจะเอาแบบกินยาวๆ ก็ต้องคิดค้นสินค้าใหม่ไปเลย
และถ้าเปลี่ยนตับไตใส้พุงได้ด้วยก็ยิ่งดี เพราะจะช่วย ‘ตีกันคู่แข่ง’ ไปในตัว
‘สินค้าใหม่’ บางทีก็ไม่ได้อยู่ไกล ขนาดต้องปีนกระไดคิด
แค่มองดูรอบตัว แล้วหาวิธีแก้ปัญหาที่มีอยู่
“พัดลมที่ใช้กันอยู่ มันมีฝุ่นเกาะติดใบพัด ทำให้สกปรก”
“ลมไม่สม่ำเสมอ”
“ไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก”
“รูปทรงหน้าตา ก็ดูไม่หน้ามอง”
แก้ปัญหาเหล่านี้ได้ สินค้าใหม่ก็เกิดครับ
และก็เป็น James Dyson คนเดิม ที่เปิดตัวพัดลมสุดไฮเทค
หลักการทำงาน ก็คือ ‘ดึงลมจากด้านหลัง ปล่อยสู่ด้านหน้า’ เหมือนพัดลมทั่วไป
แต่ใส้ในที่ใช้เทคโนโลยี turbochargers และ jet engines ก็จะได้ลมที่แรงขึ้น
ผสมกับการออกแบบให้ลมไหลผ่านส่วนโค้งเว้า ทำให้ได้กระแสลมสม่ำเสมอ
เป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
หากยกให้ Steve Jobs แห่ง Apple เป็นเจ้าพ่อของอุปกรณ์สื่อสารประจำตัวยุคใหม่
ผมว่า James Dyson ก็ต้องเป็นเจ้าพ่อแห่งเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน หละครับ!
สินค้าตัวแรกของ Dyson เป็นเครื่องดูดฝุ่น ซึ่งหลังจากเปิดตัวในปี 1993 ก็ทำยอดขายกว่า 15 ล้านเครื่อง ภายใน 3 ปี และตอนนี้ ก็ทำยอดไปแล้วเกิน 31 ล้านเครื่อง
ยอดขายระดับนี้ ในยุคที่ ‘เมดอินไชน่าราคาถูก’ ตีตลาดโลก ผมว่าไม่ธรรมดานะครับ!
Steve Jobs และ James Dyson มีความเหมือนกันที่ใช้ ‘รูปลักษณ์ภายนอก เป็นจุดขาย’
แต่ ‘จุดชี้เป็นชี้ตาย คือ คุณสมบัติภายในเครื่อง’
สินค้าใหม่สวยกว่าเดิม
สินค้าใหม่ดีกว่าเดิม
สินค้าใหม่ แก้ปัญหาเดิมๆ
เข้าทำนอง “ปัญหามา สินค้า(ใหม่)เกิด”
เลียนแบบคำพระสอน “ปัญหามา ปัญญาเกิด”
มิน่า! บางคนจึงชอบสะสมปัญหา แหะๆ

เพื่อนๆออกไอเดีย