Tag-Archive for » โออิชิ «

“เขียนผิดหรือเปล่าหว่า ไหนลองขยี้ตาก่อนสิ”
“เฮ้ย! ห่วย จริงๆด้วย”

ใช่แล้วครับ ‘หวย’ เติมไม้เอก ก็อ่านว่า ‘ห่วย’
เพราะวันนี้ไม่ได้เขียนเรื่องหวย แม้พรุ่งนี้จะมีหวยออกก็ตาม
ว่าแต่….งวดนี้จะเล่นเลขไรดี?

เดี๋ยวนี้โลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น จนแทบแยกไม่ออกระหว่าง online กับ offline เพราะอุปกรณ์พกพา สามารถเชื่อมต่อได้เกือบทุกที่ ขนาดนั่งqeeยังเล่นเน็ตได้ และบอกใครต่อใครผ่านทวิตเตอร์ ว่ากำลังสร้างสุข(ปลดทุกข์)อยู่นะค้าบบบบ!

โลกบนเน็ต เดินทางไปอย่างรวดเร็ว ขยับจากเรื่องข้อมูลข่าวสาร ไปเป็นเรื่องธุรกิจค้าขาย และการเคลื่อนย้ายเงินทอง จนมาถึงสังคมออนไลน์ที่เปิดเผยการใช้ชีวิตแบบเรียลไทม์

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเร็วมาก ทำให้ธุรกิจหลายแห่งวิ่งตามไม่ทัน บ้างก็ตามทันแบบหอบ แฮ่กๆๆ
ตอนดอทคอมเกิดขึ้นใหม่ๆ ห้างร้านทั่วไปก็แห่ทำเวบไซด์ของตนเอง
ประมาณว่า ในนามบัตรบริษัท นอกจากเบอร์โทรศัพท์และแฟกซ์แล้ว ก็ต้องมีเวบไซด์ด้วย
ตัวหนังสือ ‘www.ชื่อบริษัท.co.th’ จึงเป็นเหมือนเครื่องหมายการันตีคุณภาพ

แต่หลายบริษัทไม่ได้ใช้ช่องทางนี้ เพื่อเสนอข่าวสาร แนะนำรายการสินค้าใหม่ หรือโปรโมชั่นโดนใจ
กลับใส่เพียงประวัติ และข้อมูลพื้นๆเท่านั้น
ยังไม่พอครับ เวบไซด์บางแห่งจัดทำเพียงครั้งเดียว เสร็จแล้วเสร็จเลย!

พอกระแสบล็อกมาแรง
กิจการหลายแห่ง ก็มีบล็อกของบริษัทเหมือนกัน
ทั้งที่จุดเด่นของบล็อกคือการนำเสนอความเห็นในระดับบุคคล สะท้อนตัวตนของคนคนนั้น แล้วบล็อกบริษัทมันจะเป็นอย่างไร
บางแห่งให้หัวหน้าทีมการตลาดแต่ละแผนกช่วยกันเขียน เนื้อหาจึงเป็นการขายสินค้า
บางแห่งใช้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ แล้วมันต่างจากเวบไซด์ตรงไหนหนอ?

มาถึงยุค facebook และ twitter บริษัทต่างๆก็กระโดดไปแจมกับเขาเหมือนกัน

รูปแบบการสื่อสารใหม่ๆ มีจุดเด่นและจุดด้อยในตัวของมัน
หากปรับใช้ให้เหมาะกับธุรกิจ ก็จะเกิดประโยชน์มหาศาล
แต่ถ้าศรัทธาลัทธิ me too ทำเพื่อให้ ‘มีเหมือนกัน’ ก็จะเปลืองทรัพยากรบริษัท(ทั้งเงินจ้างพนักงาน เงินเช่าเซิฟเวอร์)ไปอย่างเปล่าประโยชน์
ยังไม่พอครับ นอกจากเสียตังค์แล้ว บางทีสิ่งที่นำเสนอออนไลน์ กลายเป็นของห่วยๆเฉยๆ เสียอีก
ถ้าเป็นแบบนั้น ก็เลิกทำดีกว่าครับ!
เพราะธุรกิจสมัยนี้ภาพลักษณ์เป็นเรื่องสำคัญ

การทำ PR ผ่านสื่อสมัยใหม่ เป็นเรื่องพื้นๆที่ต้องคิดมุกให้ได้ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่หนีวิทยุ ทีวี มาอยู่บนอินเตอร์เน็ตกันเยอะขึ้น
แต่การใช้ช่องทางเหล่านี้ เพื่อเพิ่มกำไรให้องค์กรนี่สิ เป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง

Bestbuy พิสูจน์ให้เห็นว่า การเป็นร้านค้าปลีกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่อยู่รอดเพียงรายเดียวในตลาดสหรัฐ มันต้องเก่งขนาดไหน
(คู่แข่งสำคัญอย่าง Circuit City ต้องปิดกิจการเมื่อปีที่ผ่านมา เพราะทนพิษเศรษฐกิจไม่ไหว)
Bestbuy ใช้ twitter ปรับปรุงการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
แทนที่เวลาลูกค้าโทรมา ต้องโอนสายไปมาระหว่างแผนกต่างๆ สร้างความหงุดหงิดกว่าจะได้คำตอบครบ
แต่พื้นที่ twitter ช่วยให้พนักงานมารุมมาตุ้ม แก้ไขข้อสงสัยได้ไวขึ้น

ส่วน Starbucks ก็รู้จักเลือกทำเว็บไซด์สไตล์เว็บบอร์ด ให้ลูกค้าพันธุ์แท้ เสนอไอเดียใหม่ๆ ทั้งเรื่องสินค้า การเพิ่มบริการ หรือแม้แต่งานการกุศล
เว็บ mystarbucksidea.com ไม่ได้พูดถึงการค้าขาย แต่เป็นพื้นที่ระดมสมองล้วนๆ
ช่างเหมาะกับคนยุคนี้ ที่มีความคิดเป็นของตนเอง และกล้าเสนอความคิดแบบดังๆ

ในขณะที่ธุรกิจไทย อย่างโออิชิ ก็ไม่ใช่เล่น
ทำเนียนด้วยการชวนเล่นเกมออนไลน์ ผ่านเว็บ oishicafecity.com เกมทำอาหารที่แม่ครัวพ่อครัวสมัครเล่น ต้องปรุงเสิร์ฟลูกค้าให้ทันเวลาที่กำหนด
แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องการปรุงอาหารครับ เพราะมีครูกุ๊กเป็นลูกมือ
แต่ว่า…???
ลูกเล่นที่แฝงการทำเงินของโออิชิ อยู่ตรงวัตถุดิบในการประกอบอาหาร จะได้มาจากการกล่องโออิชิ
หากไม่มีวัตถุดิบพอ ก็ทำอาหารไม่ได้
อยากได้วัตถุดิบเพิ่ม ก็ต้องดื่มโออิชิ แล้วนำโค้ดข้างกล่องมาสแกนผ่านกล้องเว็บแคม

คิดเก่งแบบนี้ ก็เตรียมตัวรวยออนไลน์สิครับ!

เอ่ยชื่อนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง ไม่มีใครไม่รู้จัก “ตัน โออิชิ”
ชื่อนี้กลายเป็นโลโก้ของการคิดใหม่ ทำใหม่ และไอเดียการตลาดเจ๋งๆ

แต่ผมว่ามีอีกชื่อที่อาจจะไม่ดังเท่า แต่เรื่องราวของเขาก็น่าสนใจไม่น้อย
เขาคือ “ต๊อบ เถ้าแก่น้อย” เจ้าของสาหร่ายอบกรอบที่กำลังมาแรง

แล้วถ้าเอา 2 คนนี้มาเจอกันจะเป็นอย่างไร
ก็มันซิครับ!
เมื่อวานนี้ ผมมีโอกาสได้ฟัง ดูโอธุรกิจแห่งยุค “ตันแอนด์ต๊อบ” บนเวทีเสวนาที่โรงแรมเอเชีย
นักธุรกิจต่างวัย แต่วิธีคิดช่างละม้ายคล้ายคลึงกัน
แถมสินค้าที่มีก็เอื้อต่อกันเสียด้วย
“กินสาหร่ายมากๆแล้วคอแห้ง ก็ต้องหาโออิชิมาดื่ม”

หลายคนอาจรู้จักเจ้าของโออิชิในมุมของ คนที่ประสบความสำเร็จ
แต่เจ้าตัวก็ยืนยันว่า เขาคือผู้เชี่ยวชาญเรื่องความล้มเหลวตัวจริง
ทั้งที่ล้มเหลวด้วยตัวเอง และเรียนรู้เรื่องการล้มเหลว จากคนอื่น

ถ้าถามว่าทำธุรกิจเดี๋ยวนี้กับแต่ก่อน แตกต่างกันไหม?
ตันตอบว่า ‘แต่ก่อนทำง่ายแต่โตยาก’ แต่เดี๋ยวนี้ ‘ทำยากโตง่าย’

ที่ว่า ‘ทำยาก’ เพราะการแข่งขันสูง ลูกค้าก็เบื่อง่าย ต้องการสิ่งใหม่ๆ
แต่ที่บอกว่า ‘โตง่าย’ เพราะช่องทางจัดจำหน่ายมีเยอะ การโฆษณาให้เป็นที่รู้จักก็ใช้เวลาแป๊บเดียว หากเราจับจุดที่ลูกค้าต้องการได้ ก็มีแต่โตกับโต

ส่วนเคล็ดลับของการทำธุรกิจนั้น
‘ต๊อบ’ แนะว่าต้องเริ่มจากสิ่งที่ตนเองชอบ เพราะความชอบจะทำให้เราอยู่กับสิ่งนั้นได้นาน โดยไม่เบื่อ
ความชอบจะทำให้เรามีความอดทนสูง เหมือนเวลาเล่นเกม ที่เราสามารถอดข้าว อดหลับอดนอนได้

‘ต๊อบ’ ได้เงินจากการเล่นเกมออนไลน์ ก่อนจะนำเงินนั้นมาทำธุรกิจแฟรนไชส์เกาลัด ซึ่งเป็นของโปรด ก่อนที่ร้านเกาลัดของเขาจะเริ่มมีสินค้าตัวอื่นมาเพิ่ม และสาหร่ายก็เป็นหนึ่งในนั้น

นอกจากจะทำในสิ่งที่ ‘ชอบ’ แล้ว
ยังมีเคล็ดลับอีก 3 ข้อ นั่นคือ
1. ถาม
2. ถาม และ
3. ถาม

ผมไม่ได้กวนโอ๊ยนะครับ
แต่คุณต๊อบ แกตอบกวนๆแบบนี้

กว่าจะได้สาหร่ายยี่ห้อเถ้าแก่น้อย ‘ต๊อบ’ ก็เดินเข้าออกสถาบันอาหารไม่รู้กี่สิบครั้ง ถามผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญไม่รู้กี่สิบหน
เช่นเดียวกับ ‘ตัน’ ก่อนจะทำสตูดิโอถ่ายภาพแต่งงาน ก็ตระเวนไปคุย ไปถามผู้รู้ ผู้เคยล้มเหลวในวงการนี้ถึงประเทศไต้หวัน
ไปดูว่า ทำแบบไหนจึงเจ๊ง?

แม้การถาม จะไม่ได้คำตอบที่ถูกต้อง 100%
เพราะผู้รู้อาจตอบไม่หมด มีกั๊กข้อมูล
หรือถ้าแย่หน่อย ไปเจอมิตรเทียม อาจจะให้ข้อมูลผิดๆไปเลยก็ได้
แต่ถ้าใช้หลักสถิติ คือ ถามเยอะๆเข้าไว้ เป็นสิบๆคน เราก็พอจะรู้ว่า อะไรจริง อะไรเท็จ
เป็นการเรียนลัด ที่ประหยัดเวลาเป็นอย่างมาก

ส่วนเรื่องการทำตลาด
ตันบอกว่า แกก็ไม่ได้เรียน marketong marketing (อ่านว่า มาร์เก็ตต้ง มาเก็ตติ้ง) หรอก
แกใช้ ‘ตลาดกิ้ง’
คือ ใช้สามัญสำนักของคนเดินตลาดนี่แหละ
เหมือนตอนแจกตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวญี่ปุ่น
ปกติเวลาไปเที่ยว เราก็อยากไปเป็นครอบครัว และต้องซื้อของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับมาฝากญาติๆ
อย่าให้ลูกค้าที่โชคดีต้องควักตังค์ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ลูก อย่าให้ลูกค้าต้องหาเงินไปช้อปปิ้ง
แคมเปญของโออิชิ จึงแจก1 รางวัล แต่ให้ 4 ที่นั่ง แถมพ็อกเก็ตมันนี่อีก

แกย้ำว่า ถ้าคิดจะทำแคมเปญการตลาด ต้องยึดสุภาษิตที่ว่า “ฆ่าควายอย่าเสียดายเกลือ”