สมควรแก่เวลา หายหน้าไปสามสี่วัน
ไม่ได้ตั้งจะทิ้งระยะหรอกนะครับ แต่ช่วงนี้หาเวลาปั่นไม่ค่อยได้
มาต่อกันเลยครับ…
Trend 2009 ต่างชาติเขามองกันอย่างไรบ้าง
ผมขอ list หัวข้อก่อน แลวค่อยโซโล่ในรายละเอียด
1. Cut cost
2. Think risk management
3. Think customer experience
4. Think human capital management
5. Think multi-channel
6. Think smaller stores
7. Think market segmentation
8. Think global
เทรนด์แรก ‘ลดต้นทุน’ แหม่! คำนี้ฟังดูแล้วมันไม่เซ็กซี่เลย ออกจะเชยๆไปด้วยซ้ำ เพราะได้ยินบ่อยเหลือเกิน หลายคนจึงเพิกเฉยกับเรื่องต้นทุน ทั้งที่จริงๆแล้วมันช่วยให้ทำกำไรเพิ่ม มากกว่าการทำการตลาดในยุคฝืดเคืองแบบนี้
มาดูความสวยงามของคณิตศาสตร์กัน (ใครเบื่อวิชาเลข ก็อดทนหน่อยนะ)
สมมติว่า ร้านขายอาหารตามสั่ง ตั้งราคาขาย 100 บาทสำหรับอาหาร 1 ชุด โดยมีต้นทุนรวมทุกอย่าง 75 บาท
ก็จะมีกำไร 25 บาท หรือกำไร 25% สำหรับสินค้าเมนูนี้
ถ้าร้านนี้ สามารถลดต้นทุนได้ 1% (จาก 75 บาท ลดลงเหลือ 74.25 บาท) โดยที่ยังขายราคาเดิม
ก็จะทำให้มีกำไรเพิ่มจาก 25 บาท เป็น 25.75 บาท หรือ กำไรเพิ่มขึ้น 3%
ลดต้นทุน 1% กำไรเพิ่ม 3%
ลดได้ 2% ก็เพิ่ม 6%
ลดได้ 3% กำไรก็เพิ่มมากถึง 9%
เห็นอนุภาพของการลดต้นทุนหรือยังครับ ถ้ายัง!
งั้นขอยกตัวอย่างต่อ
ปกติ การค้าขาย น้อยนักที่จะได้กำไรมากถึง 25% เหมือนร้านอาหารที่ผมอ้างถึง
ร้านทั่วๆไป ทำกำไรเพียงตัวเลขหลักเดียวด้วยซ้ำ
สมมติว่าร้านขายปลีกแห่งหนึ่ง ซื้อมาขายไป มีกำไรราวๆ 10%
ซื้อมา 90 บาท ขาย 100 บาทขาดตัว
หากลดต้นทุนได้ 1% จาก 90 บาท เหลือ 89 บาท
กำไรก็จะเพิ่ม 9% ทันที (จาก 10 บาท เป็น 10.9 บาท)
ลดต้นทุนได้ 1% กำไรก็เพิ่ม 9%
ลดได้ 2% กำไรก็เพิ่มตั้ง 18%
และในช่วงเศรษฐกิจแย่ กำลังซื้อหด การขึ้นราคาขาย ต้องเลิกคิดกันไปเลย
ดังนั้น ถ้าไม่ให้เข้าเนื้อ การลดต้นทุนจะช่วยให้สามารถลดราคาขายได้อีกด้วย
เห็นแบบนี้แล้ว น่าลดต้นทุนไหมครับ?
ผมร่ายข้อแรก เสียยาวเยียด ดังนั้น อีก 7 ข้อ เอาแบบสรุปๆก็แล้วกัน
เทรนด์ที่สอง ‘ต้องบริหารความเสี่ยง’
แต่ละธุรกิจจะมีความเสี่ยงไม่เหมือนกัน ต้องมองให้ออกว่า กิจการของเรา ‘เสี่ยง’ อะไรบ้าง?
ความเสี่ยงมีหลากหลายมาก ทั้งด้านการเมือง เดี๋ยวประท้วง เดี๋ยวปิดถนน
ทั้งด้านราคาน้ำมัน เดี๋ยวเพิ่ม เดี๋ยวลด อุตสาห์เอารถไปเปลี่ยนเป็นแก๊ส แต่ราคาน้ำมันกลับลดลงเรื่อยๆ
ทั้งเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ เดี๋ยวนี้จะมีโรคระบาดใหม่ๆ ให้ตื่นเต้นอยู่เรื่อย ไข้หวัดนกก็ทำท่าจะกลับมา
ทั้งเรื่องภัยธรรมชาติ จู่ๆกรุงเทพก็หนาว ราวกะอยู่บนภู
ลองจินตนาการไปเรื่อยๆว่า อะไรบ้างที่จะกระทบยอดขาย
แล้วหา ‘วิธีอุดรูรั่ว’ เสียแต่เนิ่นๆ
เทรนด์ที่สาม ‘ต้องหาจุดขายที่ร้าน’ ครับ
ลำพัง ‘ตัวสินค้า’ กับ ‘ราคา’ คงไม่พอ
จุดขายที่ว่า นับรวมทั้ง layout ร้าน ว่าจะออกแบบอย่างไร ให้ลูกค้าเดินสบาย หยิบสะดวก สินค้าที่ใช้ด้วยกัน ก็วางอยู่ใกล้ๆกัน
บริการที่สุภาพ เอาใจใส่ ก็เป็นเรื่องสำคัญ ต้องหาความพอดีให้เจอ
ไม่ยืนประชิด กดดันลูกค้า หรือหนีหน้าไม่โผล่มาให้ถาม
เทรนด์ที่สี่
ต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ‘ทีมงานคือทรัพย์สินที่มีค่า ต้องบริหารจัดการให้ดี’
การเลิกจ้าง ดูเหมือนจะเป็นการลดต้นทุน แต่นั่นมันเพียงลดรายจ่ายค่าพนักงาน
แต่บริษัทต้องแลก กับการสูญเสียความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ที่ได้สั่งสมมา
เศรษฐกิจแย่ๆแบบนี้แหละครับที่จะพิสูจน์ว่า บริษัทใด ‘บริหารคน’ ได้ดีกว่ากัน
คนเหล่านั้น ก็จะโชว์กึ๋นในยามวิฤกต
เทรนด์ที่ห้า คือ ‘การเปิดร้านให้หลากหลาย’
ภาษาหนังจีน ต้องเรียกว่า “ไร้กระบวนท่า”
เพราะการมี ‘ท่า’ จะทำให้คู่แข่งดักทางได้
อันนี้คงพอจะคุ้นตากันบ้าง เพราะค้าปลีกในบ้านเรา ก็ทะยอยเปิดร้านเล็ก ร้านใหญ่ สลับไปมา
แต่ก็ยังไม่เท่าต่างประเทศ ที่ multi ของเขา จะบุก e-commerce มากกว่า
เทรนด์ที่หก “เล็กๆใช่ ใหญ่ๆไม่ทำ”
อันนี้เป็นกันทั่วโลก
เพราะร้านขนาดเล็ก จะเปิดเจาะเข้าไปใกล้ประตูบ้านลูกค้าได้มากขึ้น
แต่ที่สำคัญกว่า คือ ร้านเล็กลงทุนน้อยกว่าร้านใหญ่
ลงทุนน้อยกว่า แต่คืนทุนเร็วกว่า หรือถ้าจะเจ๊ง ก็เจ๊งน้อยกว่า
เทรนด์ที่เจ็ด ‘อย่าเหวี่ยงแห’
เพราะนอกจากจะเหนื่อยแล้ว เดี๋ยวแหขาด
ดังนั้นไม่ต้องโลภมาก เลือกกลุ่มลูกค้าที่ถนัด
คือ รู้จักตัวตน และความต้องการของเขา
เทรนด์สุดท้าย ‘ต้องเขย่งขา แล้วมองให้ไกลออกไป’
โอกาสมีที่ไหน ก็ไปลงทุนที่นั่น
ตรงนี้ขอแตกประเด็นเพิ่มจากบทวิเคราะห์ของเขา
แม้จะไม่ได้ไปลงทุนเมืองนอกเมืองนา ทำแค่ประเทศ ก็ต้องมองไกล
เนื่องจากมนูษย์เป็นสัตว์สังคม ที่ชอบเลียนแบบกัน
ความนิยมในที่หนึ่ง เดี๋ยวก็แพร่ไปอีกที่หนึ่ง
การมองไกล ช่วยให้เดาทาง ลูกค้าได้ดีขึ้น เช่น พฤติกรรมวัยรุ่นไทย ก็มักจะไล่หลังเกาหลี ญี่ปุ่น
นอกจากนี้ การมองไกล จะช่วยให้เราได้เลือกของดีๆในโลกมาใช้

เพื่อนๆออกไอเดีย