
สกอร์หลังจบเกม 0-0
สำหรับกองเชียร์ ตัวเลขนี้มีความหมายเพียงแค่ ‘ทีมไม่ชนะ’
แต่หารู้ไม่ว่า เบื้องหลัง(หมายถึงระหว่างเกมการแข่งขันครับ) มีนัยยะมากกว่านั้นซ่อนอยู่ข้างใน
ผลการแข่งขันที่ออกมาเสมอ 0-0 ทั้งที่มีโอกาสยิงประตูเป็นสิบๆครั้ง ย่อมแตกต่างจาก การถูกคู่แข่งบุกตลอดเกม ไม่มีโอกาสโงหัว ทำได้แค่เตะลูกบอลให้พ้นหน้าประตูตัวเอง
หากรูปแบบเกมตลอด 90 นาที ผู้รักษาประตูยืนหาวเพราะคู่แข่งบุกมาไม่ถึง แต่กองหน้าเมื่อยขาแทบตาย มีโอกาสยิงนับครั้งไม่ถ้วน อันนี้วิธีแก้ก็ต้องโฟกัสไปที่กองหน้า
แต่ถ้าระหว่างเกม กองหน้าวิ่งซ้ายก็แล้ว วิ่งขวาก็แล้ว ลูกบอลก็ไม่มาถึง
ลูกโยนโด่งก็ถูกกองหลังคู่แข่งโหม่งดักได้หมด ส่วนลูกจ่ายตามช่องที่เคยทำได้ ก็เจอประกบจนเล่นไม่ออก
แบบนี้ก็ต้องมาคิดแก้เกมที่กองกลาง เพื่อหาทางลำเลียงบอลไปถึงกองหน้าให้ได้
ไม่ใช่เอะอะโวยวาย พอทีมไม่ชนะก็กดดันผู้จัดการทีมให้ยุบสภา เอ้ย! ลาออก อย่างเดียว
การทำธุรกิจก็คล้ายกับการแข่งขันฟุตบอลครับ อย่าดูตอนจบเพียงอย่างเดียว
ผู้จัดการธุรกิจหรือเจ้าของร้านค้า ต้องสวมวิญญาณผู้จัดการทีม
ก่อนการแข่งขัน ก็ควรมีเป้า จะเอาชนะ หรือขอแค่เสมอก็พอ
คำว่าเสมอในทางธุรกิจอาจหมายถึง ยอดขายทรงๆตัว เพิ่มไม่มากมายนัก อาจเพิ่มในระดับเดียวกับตลาด เช่น ปีนี้คู่แข่งยอดขายโต 5% บริษัทของเราก็โต 5% เช่นกัน
ส่วนคำว่าชนะ อาจหมายถึง ยอดขายพุ่งแรงแซงคู่แข่ง เบียดแย่งมาร์เก็ตแชร์มาได้
…ประมาณนี้แหละครับ
และเมื่อจบการแข่งขัน ก็มาทบทวนดูว่าทำได้ตามเป้าหรือไม่?
สำหรับธุรกิจ การทบทวนปีละครั้งอาจจะยังไม่พอ บางทีต้องรีวิวยอดขายเป็นรายไตรมาส หรือรายเดือนด้วยซ้ำ ยิ่งถ้าเป็นร้านเล็กๆขายของชำ น้ำดื่ม ก็ต้องดูเป็นรายสัปดาห์กันเลย
บางร้านอาจดูเป็นรายวัน แต่ผมว่ามันอาจไม่เห็น pattern ที่ชัดเจน เพราะบางร้านขายดีในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ส่วนบางร้านอยู่ย่านคนทำงานจะขายดีในวันธรรมดา
ดังนั้นการดูยอดขายเป็นรายสัปดาห์ จะทำให้รู้ว่า สัปดาห์นี้เล่นได้ท็อปฟอร์มหรือเปล่า? เสาร์นี้เทียบกับเสาร์ที่แล้วเป็นอย่างไรบ้าง?
การพลาดเป้า ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไปครับ
หากเรียนรู้จากสิ่งที่พลาด นัดต่อไปก็จะไม่แพ้อีก
แต่…ต้องหาสาเหตุที่แท้จริงให้เจอ
ไม่ใช่ข้อสรุปเพียง “กองหน้ายิงไม่ได้ กองหลังคู่แข่งเหนียวหนึบ”
คล้ายๆบทสรุปที่บอกว่า “ลูกค้าเข้าร้านลดลง” “ลูกค้าซื้อสินค้าน้อยลง”
สาเหตุลึกกว่านั้น อาจเป็นเพราะ ‘สินค้าในร้านไม่โดนใจลูกค้าหรือเปล่า?’
ในอดีตเคยโดนใจ แต่พอคู่แข่งมีสินค้าใหม่ที่ดีกว่า สินค้าของเราก็เลยเสื่อมความนิยม
หรือเป็นเพราะ ‘ราคาสู้ร้านอื่นไม่ได้?’
ร้านของเราขายราคาเดิม แต่คู่แข่งลดราคา
ผลการแข่งขันที่ออกมา ‘เสมอหรือแพ้’ ผมเชื่อว่าหลายธุรกิจต่างมีวิธีทบทวนกันอยู่แล้ว แต่อาจเข้มข้นไม่เท่ากัน
แต่หลายกิจการอาจลืมไปว่า ต่อให้ ‘ชนะ’ ก็ต้องรีวิวหาสาเหตุเหมือนกัน
ชนะเพราะเกิดจากกองหน้าคม ยิงเข้ากรอบประตู 5 ครั้ง ได้ประตู 3 ลูก ที่เหลือผู้รักษาประตูเซฟได้
หรือชนะเพราะเกิดจากคู่แข่งห่วย กองหน้ายิงไม่ได้ กองกลางก็ยิงไม่ได้ ส่วนกองหลังก็ไม่ได้ยิง “เอ๊ะ! แล้วชนะได้อย่างไร”
ชนะเพราะคู่แข่งทำลูกเข้าประตูตัวเอง
มีเหมือนกันครับ ที่ร้านคู่แข่งปิด, สินค้าหมด, ระบบคิดเงินเสีย หรือ เหตุสุดวิสัยบางอย่างทำให้ลูกค้าของคู่แข่งต้องมาซื้อร้านของเราแทน(ชั่วคราว)
ชนะเหมือนกัน แต่สาเหตุไม่เหมือนกันแบบนี้ ต้องมีวิธีรับมือที่แตกต่างกันด้วย
การชนะด้วยน้ำมือคนอื่น มันไม่ยั่งยืน ต้องแปรความชั่วคราว ให้เป็นถาวร
ลูกค้าคู่แข่งที่เดินเข้ามา ต้องแปรเป็นลูกค้าขาประจำให้ได้
ไม่อย่างนั้น จะเหมือนทีมฟุตบอลบางทีม แพ้ชนะสลับไปมา
นัดก่อนชนะ 4-1 ถัดมาชนะ 3-1 ล่าสุดแพ้(อีกแล้วครับท่าน) 1-2!

เพื่อนๆออกไอเดีย