Tag-Archive for » เถ้าแก่น้อย «

ไม่คิดว่าจะมีตอนที่สอง
แต่พอโพสเสร็จ แล้วมานั่งอ่าน รู้สึกว่า ‘มันยังไม่สุด’
เหมือนยังไม่ได้เบ่ง เอ้ย!ไม่ใช่ครับ เหมือนมีอะไรค้างๆคาๆ คล้ายกับว่ายังไม่ได้จ่ายค่าไฟ

อืม! นึกออกแล้ว อันที่จริงก็ยังมีเคล็ดลับอีก ที่ต้องบอกต่อ
ผมพยายามนึกไปถึงตอนที่ฟังคุณตันพูดในงานสัมนาก่อนหน้านี้ ที่วันนั้นคุณตันประชันกับอาจารย์สุขุม นวลสกุล

เคล็ดลับที่ว่า คือ ‘ต้องรู้จริง’ ในธุรกิจนั้นๆ
มีท่านผู้ฟังถามว่า คุณต๊อบเอาของไปขายที่เซเว่นฯ แล้วไม่กลัวโดนก๊อปปี้หรือ
คือทำสินค้าให้เหมือน แล้วแปะยี่ห้อเซเว่นมาขายแข่ง

ต๊อบไม่ต้องเสียเวลาคิด ตอบทันทีว่า
“ไม่กลัวครับ”
“ผมมั่นใจว่าผมรู้เรื่องสาหร่ายดีกว่าใคร”
เป็นความมั่นใจของคนที่ลุยเรื่องนั้นมามาก ผ่านอุปสรรคมาเยอะ และเห็นจุดชี้เป็นชี้ตายของสินค้าตัวนั้น

ต๊อบขยายความว่า ตอนนี้ในตลาดสาหร่ายบรรจุซอง ก็มีคู่แข่งมากมายอยู่แล้ว แถมเป็นบริษัทใหญ่ๆทั้งนั้น
แต่ก็สู้เขาไม่ได้ เพราะเขารักสินค้าตัวนี้ สามารถทำงานได้วันละสิบกว่าชั่วโมงแบบไม่เบื่อ ในขณะที่บริษัทใหญ่มีสินค้าหลายตัวให้บริหาร
ต๊อบหมายถึงว่า ‘เขาเป็นเจ้าของ’
‘แต่คนดูแลสินค้าในบริษัท เป็นแค่พนักงาน เป็นแค่ลูกจ้าง’
ความเต็มที่ในการเอาใจใส่ ย่อมต่างกัน
นี่เป็นจุดแข็งของ SME ที่เหนือกว่าบริษัทใหญ่ๆ

ส่วนการทำร้านอาหารไทยให้ประสบความสำเร็จ
ตันบอกว่า เคล็ดลับของอาหารไทยคือ กะทิต้องสด
ถ้าได้กะทิสด อาหารจะหอม มัน อร่อย ดังนั้นถ้าคิดจะขายอาหารไทยอย่าใช้กะทิสำเร็จรูป

‘ต้องรู้จริง’ นอกจากจะเป็นเรื่องวัตถุดิบหรือสูตรลับของความอร่อยแล้ว ทริคในการขายก็นับเป็นอีกจุดที่ต้องรู้
เช่นการทำธุรกิจบุฟเฟต์ จุดขายของบุฟเฟต์คือ ของต้องเยอะ
แต่การจะเสิร์ฟของให้เยอะได้ แปลว่าต้องมีลูกค้าเข้าร้านจำนวนมาก มันจึงจะไม่ขาดทุน
ดังนั้น พอเปิดโออิชิบุฟเฟต์วันแรก ตันจึงคิดวิธีให้คนเข้าร้านให้เยอะที่สุด ยิ่งมีคนเยอะ ยิ่งสะดุดตาคนที่ผ่านไปมา เป็นการเชียร์แขกเข้าร้านทางอ้อม
แต่หากวันแรกคนไม่เยอะ วันต่อไปก็ต้องลดจำนวนสินค้าที่วางเสิร์ฟ และมันจะเป็นแบบนั้นไปเรื่อยๆ รอวันเจ๊ง

ตันจึงต้องหาวิธีให้คนเข้าร้านในวันแรกให้มากที่สุด
วิธีการก็ธรรมดาครับ คือแจกคูปองให้กับลูกค้าที่ไปถ่ายรูปที่สตูดิโอ ซึ่งเป็นร้านในเครือเดียวกัน
แต่ความไม่ธรรมดาอยู่ที่ ‘อายุคูปอง’ จะสั้นมากๆ เป็นการบังคับให้ไปชิมบุฟเฟต์แต่เนิ่นๆ
เพราะถ้าช้า ไม่ใช่แค่คูปองหมดอายุ แต่มันอาจหมายถึง ร้านอาจเจ๊งก่อนก็เป็นได้

เคล็ดลับอีกข้อ เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด จึงเก็บไว้เล่าท้ายสุด มันคือเรื่องทำเลครับ
หากใครเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของปิยะวัฒน์ เอ็มดีร้านเซเว่นฯ ก็คงเคยได้ยินว่า สามข้อสำคัญของธุรกิจค้าปลีกคือ ทำเล, ทำเล และทำเล
(เออ ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ถ้าจะปล่อยมุก ทำไมนักธุรกิจจึงชอบเลข 3 กันจัง)
ตอนทำธุรกิจแฟรนไชส์ขายเกาลัด แม้จะได้ทำเลหน้าห้าง แต่ยอดขายก็ไม่ดี ทำให้ต๊อบท้อแท้จนเกือบเลิกกิจการ ดีที่ผู้บริหารห้างฯ เห็นว่าสินค้าดี จึงชักชวนให้มาเปิดในห้าง ตรงทางออกด้านซ้ายมือ
แค่เปลี่ยนตำแหน่งร้าน กิจการก็โตขึ้นทันที

แต่นั้นมา จะว่าไม่เชื่อก็ไม่ได้ ทำให้ต๊อบต้องศึกษาเรื่องฮวงจุ้ยเหมือนกัน
ซึ่งทำเลซ้ายมือนี้ ตันเฉลยว่า เป็นความเคยชินของคนไทย
เพราะเราขับรถชิดซ้าย ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงคุ้นกับด้านซ้าย
ดังนั้น ถ้าจะเซ้งตึก ตันจะเลือกห้องที่อยู่ซ้ายมือ และต้องเป็นห้องริมด้วย แม้จะแพงกว่าห้องกลาง 2-3 เท่า ก็ยอมจ่าย
แต่ถ้าไปทำธุรกิจในประเทศที่ขับรถชิดขวา ร้านที่อยู่ด้านขวาจะมีลูกค้ามากกว่าฝั่งซ้าย

มิน่า! ตอนเตะฟุตบอล คู่แข่งมักโจมตีด้านแบ็กขวาที่ผมยืนประจำการ นึกว่าเขาเห็นผมเป็นจุดอ่อน ที่แท้เพราะถนัดด้านซ้ายนี่เอง

เอ่ยชื่อนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง ไม่มีใครไม่รู้จัก “ตัน โออิชิ”
ชื่อนี้กลายเป็นโลโก้ของการคิดใหม่ ทำใหม่ และไอเดียการตลาดเจ๋งๆ

แต่ผมว่ามีอีกชื่อที่อาจจะไม่ดังเท่า แต่เรื่องราวของเขาก็น่าสนใจไม่น้อย
เขาคือ “ต๊อบ เถ้าแก่น้อย” เจ้าของสาหร่ายอบกรอบที่กำลังมาแรง

แล้วถ้าเอา 2 คนนี้มาเจอกันจะเป็นอย่างไร
ก็มันซิครับ!
เมื่อวานนี้ ผมมีโอกาสได้ฟัง ดูโอธุรกิจแห่งยุค “ตันแอนด์ต๊อบ” บนเวทีเสวนาที่โรงแรมเอเชีย
นักธุรกิจต่างวัย แต่วิธีคิดช่างละม้ายคล้ายคลึงกัน
แถมสินค้าที่มีก็เอื้อต่อกันเสียด้วย
“กินสาหร่ายมากๆแล้วคอแห้ง ก็ต้องหาโออิชิมาดื่ม”

หลายคนอาจรู้จักเจ้าของโออิชิในมุมของ คนที่ประสบความสำเร็จ
แต่เจ้าตัวก็ยืนยันว่า เขาคือผู้เชี่ยวชาญเรื่องความล้มเหลวตัวจริง
ทั้งที่ล้มเหลวด้วยตัวเอง และเรียนรู้เรื่องการล้มเหลว จากคนอื่น

ถ้าถามว่าทำธุรกิจเดี๋ยวนี้กับแต่ก่อน แตกต่างกันไหม?
ตันตอบว่า ‘แต่ก่อนทำง่ายแต่โตยาก’ แต่เดี๋ยวนี้ ‘ทำยากโตง่าย’

ที่ว่า ‘ทำยาก’ เพราะการแข่งขันสูง ลูกค้าก็เบื่อง่าย ต้องการสิ่งใหม่ๆ
แต่ที่บอกว่า ‘โตง่าย’ เพราะช่องทางจัดจำหน่ายมีเยอะ การโฆษณาให้เป็นที่รู้จักก็ใช้เวลาแป๊บเดียว หากเราจับจุดที่ลูกค้าต้องการได้ ก็มีแต่โตกับโต

ส่วนเคล็ดลับของการทำธุรกิจนั้น
‘ต๊อบ’ แนะว่าต้องเริ่มจากสิ่งที่ตนเองชอบ เพราะความชอบจะทำให้เราอยู่กับสิ่งนั้นได้นาน โดยไม่เบื่อ
ความชอบจะทำให้เรามีความอดทนสูง เหมือนเวลาเล่นเกม ที่เราสามารถอดข้าว อดหลับอดนอนได้

‘ต๊อบ’ ได้เงินจากการเล่นเกมออนไลน์ ก่อนจะนำเงินนั้นมาทำธุรกิจแฟรนไชส์เกาลัด ซึ่งเป็นของโปรด ก่อนที่ร้านเกาลัดของเขาจะเริ่มมีสินค้าตัวอื่นมาเพิ่ม และสาหร่ายก็เป็นหนึ่งในนั้น

นอกจากจะทำในสิ่งที่ ‘ชอบ’ แล้ว
ยังมีเคล็ดลับอีก 3 ข้อ นั่นคือ
1. ถาม
2. ถาม และ
3. ถาม

ผมไม่ได้กวนโอ๊ยนะครับ
แต่คุณต๊อบ แกตอบกวนๆแบบนี้

กว่าจะได้สาหร่ายยี่ห้อเถ้าแก่น้อย ‘ต๊อบ’ ก็เดินเข้าออกสถาบันอาหารไม่รู้กี่สิบครั้ง ถามผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญไม่รู้กี่สิบหน
เช่นเดียวกับ ‘ตัน’ ก่อนจะทำสตูดิโอถ่ายภาพแต่งงาน ก็ตระเวนไปคุย ไปถามผู้รู้ ผู้เคยล้มเหลวในวงการนี้ถึงประเทศไต้หวัน
ไปดูว่า ทำแบบไหนจึงเจ๊ง?

แม้การถาม จะไม่ได้คำตอบที่ถูกต้อง 100%
เพราะผู้รู้อาจตอบไม่หมด มีกั๊กข้อมูล
หรือถ้าแย่หน่อย ไปเจอมิตรเทียม อาจจะให้ข้อมูลผิดๆไปเลยก็ได้
แต่ถ้าใช้หลักสถิติ คือ ถามเยอะๆเข้าไว้ เป็นสิบๆคน เราก็พอจะรู้ว่า อะไรจริง อะไรเท็จ
เป็นการเรียนลัด ที่ประหยัดเวลาเป็นอย่างมาก

ส่วนเรื่องการทำตลาด
ตันบอกว่า แกก็ไม่ได้เรียน marketong marketing (อ่านว่า มาร์เก็ตต้ง มาเก็ตติ้ง) หรอก
แกใช้ ‘ตลาดกิ้ง’
คือ ใช้สามัญสำนักของคนเดินตลาดนี่แหละ
เหมือนตอนแจกตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวญี่ปุ่น
ปกติเวลาไปเที่ยว เราก็อยากไปเป็นครอบครัว และต้องซื้อของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับมาฝากญาติๆ
อย่าให้ลูกค้าที่โชคดีต้องควักตังค์ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ลูก อย่าให้ลูกค้าต้องหาเงินไปช้อปปิ้ง
แคมเปญของโออิชิ จึงแจก1 รางวัล แต่ให้ 4 ที่นั่ง แถมพ็อกเก็ตมันนี่อีก

แกย้ำว่า ถ้าคิดจะทำแคมเปญการตลาด ต้องยึดสุภาษิตที่ว่า “ฆ่าควายอย่าเสียดายเกลือ”