Tag-Archive for » เงิน «


วิธีแรกที่ผมจะเสนอนี้ ต้องมีข้อตกลงกันก่อนนะครับ
คนที่จะใช้วิธีนี้ ต้องมี ‘วินัย’ ในการใช้เงินอย่างสูง
มิฉะนั้นแล้ว ผลลัพธ์จะเปลี่ยนทันที แทนที่จะประหยัด อาจกลายเป็นมีหนี้เพิ่มก็ได้

ในทางธุรกิจ ผู้ประกอบการรายใหญ่มักได้เปรียบรายเล็ก ในหลายๆเรื่อง
เวลาจะกู้เงิน ก็ได้ดอกเบี้ยถูกกว่า (อาจใช้วิธีออกหุ้นกู้)
เวลาซื้อสินค้าก็ได้ราคาถูกกว่า (เพราะซื้อเยอะ)
หรือแม้แต่การใช้เงินคนอื่นในการทำมาค้าขาย

ซื้อสินค้าด้วยเครดิต (ยังไม่ได้จ่ายตังค์ แปะไว้ก่อน อาจจะเป็น 30 วัน 45 วัน หรือมากกว่านั้น) แต่ขายเงินสด
นี่แหละครับ ใช้เงินคนอื่นมาต่อเงิน

ที่ทำแบบนี้ได้ เพราะบริษัทนั้น มี ‘เครดิต’
แต่เราก็มีเครดิตเหมือนกัน อย่างนั้นก็เลียนแบบบริษัทได้ซิ!
แน่นอนครับ งั้น เดี๋ยวผมลองเสนอวิธีเลียนแบบ

ทุกคนต่างก็มีเครดิต จะมากน้อย แตกต่างกันไปตามรายได้ของแต่ละคน ไล่เรียงตั้งแต่ไม่กี่หมื่นบาทไปจนถึงหลายแสน หลายล้านบาท

“ฟังดูก็ธรรมดา ใครๆก็มีบัตรเครดิต”
ผมว่าหลายคนต้องคิดแบบนี้

หากเราใช้บัตรเครดิตรูดปึ้ดๆ แต่เก็บเงินสดไว้ที่บ้าน การมีบัตรเครดิตก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนัก
จุดประสงค์ของผมคือ ใช้บัตรเครดิต(ซึ่งเป็นเงินคนอื่น) ใช้จ่ายในเดือนนั้นๆ แต่เงินของเราเอง ต้องเอาไปลงทุนครับ

เงิน 100 บาท หากเก็บไว้เฉยๆ พอสิ้นปี ก็ด้อยค่า กลายเป็น ‘ไม่เต็มร้อย’ ซะงั้น
โดยเฉพาะในยุคเงินเฟ้อสูงแบบนี้ เงินจะระเหิดเร็วมาก
ดังนั้น ต้องเอาเงินไปลงทุน แต่ต้องเป็นการลงทุนที่มีความคล่องตัวสูง เพราะเดี๋ยวสิ้นเดือนก็ต้องนำมาจ่ายค่าบัตรเครดิต
ผมแนะนำให้ลงทุนในกองทุนเปิดครับ เพราะซื้อขายคล่องดี เดี๋ยวนี้ระบบ online ทำให้เราโอนเงินไปมา ระหว่างบัญชีกองทุนกับบัญชีเงินฝาก ได้สะดวกมาก

เพื่อให้เข้าใจง่าย ผมจะพาไปรู้จักกับจอร์จ
จอร์จชอบใช้บัตรเครดิต มีบัตรหลายใบ แต่ที่ใช้มากคือบัตร KTC เพราะบัตรเท่ดี และมีของรางวัลให้แลกเยอะ
เดือนที่แล้วจอร์จรูดบัตรไป 40,000 บาท สิ้นเดือน ท้ายใบแจงหนี้ระบุว่า ได้ 1,526 แต้ม
จอร์จชอบไปซื้อของที่ร้านไดโซะ ร้านนี้สินค้าทุกอย่างชิ้นละ 60 บาท
แต่จอร์จไม่ต้องจ่ายตังค์ หยิบของมา 2 ชิ้น เดินไปที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ โชว์บัตรเคทีซี แล้วบอกว่า “จ่ายด้วยพ๊อยท์ครับ”
พนักงานตัดแต้มจากบัตรออกไป 1,198 แต้ม

โอ้! นี่แปลว่าประมาณ 10 แต้มมีค่า 1 บาท
จอร์จลองคำนวณดู ถ้านำแต้มทั้งหมดที่ได้ในเดือนนี้มาใช้ ก็จะได้ของมูลค่า 152 บาท

ระหว่างนี้ จอร์จใช้เงินของตัวเองจำนวน 40,000 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในเดือนนี้ แต่จอร์จไม่ใช้เงินสด หันไปรูดบัตรเครดิตแทน
จอร์จนำเงินจำนวนนี้ ไปซื้อกองทุนเปิด ที่เน้นลงทุนในพันธบัตร เพราะมั่นใจว่าราคาไม่ผันผวน มีแต่จะเพิ่ม แม้จะเพิ่มไม่เยอะก็ตาม ยึดคติ “ได้น้อย แต่ได้แน่ๆ”
กองทุนเปิดที่จอร์จเลือก กว่า 90% เป็นพันธบัตรรัฐบาลและตั๋วเงินคลัง แต่เป็นกองทุนแบบไม่จ่ายปันผล ฉะนั้นผลได้จะสะท้อนจากราคาหน่วยลงทุน ที่เพิ่มขึ้นทีละนิด

โดยเฉลี่ยแล้วพอสิ้นปี กองทุนนี้ ราคาจะเพิ่ม 3.5%
ถ้าจอร์จซื้อกองทุนนี้ 40,000 บาท พอสิ้นปี จะมีเงินเพิ่มเป็น 41,400 บาท
แต่เงิน 40,000 บาท เอาไว้จ่ายค่าบัตร จอร์จจึงเลือกวิธีซื้อต้นเดือน(เพื่อพักเงิน) และขายปลายเดือน (เพื่อเอาเงินไปจ่ายค่าบัตรเครดิต) เงิน 40,000 บาท

ในช่วงต้นเดือน จึงเพิ่มแค่ 116 กว่าบาท

ว้าว! ใช้บัตรเครดิตได้สินค้า มูลค่า 152 บาท
เอาเงินตัวเองไปลงทุน ได้มาอีก 116 บาท
รวมสองก้อนนี้ ได้ 268 บาท

ซาร่าเห็นการกระทำของจอร์จ ก็เริ่มทบทวนการใช้เงินใหม่ และพึมพำกับตัวเอง
“ต่อไปจะต้องมีวินัยมากกว่านี้”
“คอยดูนะ จะใช้การรูดบัตรเดือนละหลายหมื่น มาสร้างเงินให้มากกว่าจอร์จอีก”

เจอคำถามแบบนี้ผมเองก็ตอบไม่ถูกเหมือนกัน  เพราะบางที แตกแบงก์ร้อยแป๊บเดียว ก็ไม่เหลือแล้ว

ครับ! ถ้าตอบแบบข้างต้นเหมือนผม ก็แปลว่าความคิดยังไม่ถึงขั้น
แต่ผู้ที่อยู่ในวงการค้าขาย เขาต้องรู้กัน

ผู้ค้าปลีกจะต้องรู้ว่า Share of wallet (แปลเป็นไทยก็เหมือนกับหัวข้อเรื่องนี้แหละครับ) เป็นอย่างไร
ผู้บริโภคควักตังค์ซื้ออะไรบ้าง  อย่างละมากน้อยแค่ไหน  

ถ้าคุณไม่รู้ว่า ใช้เงิน 100 บาทซื้ออะไรบ้าง งั้นลองมาดูการใช้จ่ายของเพื่อนผมกันดีมั๊ยครับ ว่าเขาควักกระเป๋าตังค์ซื้ออะไรบ้าง
เพื่อนผมคนนี้ชื่อ นายไทย ชาติเจริญ   ;-)
เขาใช้เงิน 100 บาท ดังนี้ครับ
เริ่มจากค่าอาหารการกิน 29 บาท
ซื้อเหล้า เบียร์ และบุหรี่ 3 บาท
ค่าผ่อนบ้าน ราวๆ 22 บาท
ซื้อเสื้อผ้า อีก 3 บาท
จ่ายค่าของใช้ส่วนตัว 3 บาท
ค่ายา ค่าหมอ 2 บาท
ค่ารถ ค่ามือถือ เยอะหน่อย ประมาณ 22 บาท
ซื้อหนังสือ ทั้งตำราและอ่านเล่น และดูหนัง อีก 4.50 บาท
ค่าใช้จ่ายจัดงานต่างๆ ประมาณ 1.50 บาท
ส่วน 10 บาทที่เหลือ เป็นค่าภาษี ซื้อของขวัญให้เพื่อน ใส่ซองงานแต่ง และ…… อะแฮ่ม! เสี่ยงโชคบ้างเล็กน้อย 

เพื่อนผมคนนี้มีรายได้ทั้งครอบครัว 17,122 บาท
(ในครอบครัวมีสมาชิก 3.4 คน) แต่ละเดือนใช้จ่าย 14,640 บาท เหลือเงินเก็บนิดหน่อย แต่ครอบครัวเขามีหนี้กว่า 118,000 เชียวครับ
เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ที่มีหนี้ 104,571 บาท 

ครับ! ทั้งหมดเป็นข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ 
และขอแถมท้ายอีกหน่อย สำหรับท่านที่อยู่ในกรุงเทพและจังหวัดใกล้เคียง ข้อมูลสำรวจพบว่า ครัวเรือนมีรายได้ใน 1 เดือน 32,284 บาท ซึ่งครัวเรือนหนึ่ง มีประมาณ 3.2 คน หารแล้ว ตกคนละ 1 หมื่นนิดๆ
ถ้าใครมีรายได้มากกว่านี้ ก็ถือว่าโชคดีมากแล้วหล่ะครับ