เข้าสู่ตอนที่สามครับ ซึ่งเป็นตอนจบของไตรภาค อะแฮ่ม! เหมือนหนังฮอลลีวูดเลย
ขอสรุปสองบรรทัดรวบยอดกันไปเลย บรรทัดที่สี่และห้า คือ “จ่ายจริง จ่ายหลอก” กับ “รับจริง รับหลอก”
อธิบายทีละคำก่อนครับ
จ่ายจริง คือ ควักเงินซื้อสินค้าจริงๆ ณ ตอนนั้น
จ่ายหลอก คือ เอาสินค้ามาก่อน จ่ายตังค์ที่หลัง หรือที่เรียกว่า ซื้อด้วยเครดิตนั่นแหละครับ
รับจริง คือ เมื่อขายสินค้า ก็รับเงินสดๆจากลูกค้าตอนนั้น
รับหลอก คือ ขายสินค้าไปแล้ว แต่ยังไม่ได้เงิน กรณีนี้ค้าปลีกมักไม่ค่อยเจอ แต่ค้าส่ง โดนเป็นประจำ
เมื่อเอา “จ่ายจริง จ่ายหลอก” กับ “รับจริง รับหลอก” มาผสมกัน ก็จะได้ลูกหลาน 4 ประเภท
1. จ่ายจริง รับจริง
2. จ่ายหลอก รับจริง
3. จ่ายจริง รับหลอก
4. จ่ายหลอก รับหลอก
ถามว่า กรณีไหนดีสุดครับ?
ข้อ 3 และ 4 ขายสินค้าไปแล้ว แต่ยังไม่ได้เงิน ย่อมไม่ดีแน่นอน
งั้นมาเทียบ ข้อ 1 กับ 2 มีจุดต่างที่ การจ่ายเงินซื้อสินค้า
เห็นด้วยกับผมไหมครับว่า ข้อ 2 ดีที่สุด
การจ่ายช้า แต่รับเงินเร็ว มีผลอย่างมากต่อลมหายใจของธุรกิจ คนที่กู้เงินมาลงทุนจะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้เป็นอย่างดี
หากธุรกิจของเราเป็นแบบข้อ 3 คือซื้อสินค้าเป็นเงินสดมาขาย แต่ลุงข้างบ้านบอกว่าเดือนนี้ยังไม่ ขอแปะไว้ก่อน
แบบนี้ก็ลำบากครับ ต้องพยายามขายเงินสดเท่านั้น
ดังนั้น ต้องพยายามปรับจากข้อ 3 เป็นข้อ 1 แล้วค่อยปรับไปเป็นข้อ 2
หรือถ้าอยู่ที่ข้อ 4 ซึ่งซื้อด้วยเครดิตได้อยู่แล้ว ก็ต้องหันมาปรับด้านการขาย พยายามให้ระยะเวลาเครดิตการขาย น้อยกว่า การซื้อ
แม้จะทำแบบข้อ 2 ก็ใช่ว่าจะเดินถึงยอดเขา
“ยังไม่พออีกหรือ?”
“ปืนมาสูงแล้วนะ เหนื่อยก็เหนื่อย!”
ยังครับ อดทนเดินต่ออีกนิด เพื่อธุรกิจที่ดีกว่า
สังเกตไหมครับว่า เดี๋ยวนี้คนทำธุรกิจพัฒนาไปอีกขั้น ไม่ใช่แค่ “จ่ายหลอก รับจริง” ที่ลูกค้าจะต้องจ่ายเงินสดเมื่อซื้อสินค้า
แต่ Cash card หรือบัตรเงินสด เป็นวิธีที่เหนือกว่า
เพราะลูกค้าต้องใส่เงินเข้าไปในบัตรก่อน จากนั้นก็จะตัดยอดตามที่ใช้จริง ยอดหมดก็เติมใหม่
ลูกค้าคนเดียวอาจเติมเงินไม่กี่ร้อยบาท แต่ถ้านำมารวมหลายคน ก็มีเงินเป็นล้าน
เป็นการยืมเงินลูกค้า มาทำธุรกิจ
“จ่ายหลอก แต่รับเน้นๆ”

เพื่อนๆออกไอเดีย