หลายเดือนก่อน ตอนมีข่าวว่าเศรษฐีจากตะวันออกกลางสนใจจะมาลงทุนทำนา ในบ้านเรา ก็ทำเอาหลายฝ่ายออกมาเรียกร้อง ในทำนอง “ห้ามเด็ดขาด” เพราะนี่คืออาชีพสงวนสำหรับคนไทย
ในสายตาคนไทยแล้ว แขกทำได้แค่ ปล่อยเงินกู้, ขายถั่ว และขายโรตี เท่านั้น
หรือไม่ก็คงกลัวแขกจะเอาอูฐมาไถนาแทนควายไทย
เหตุที่ผู้มีเงินจากแดนอาหรับสนใจทำนา ก็เพราะมองเห็นว่า “อาหาร” เป็นธุรกิจที่มีอนาคตมากขนาดไหน
น้ำมันที่ใครๆว่าสำคัญ ก็เป็นเพียงอาหารของเครื่องยนต์ เครื่องจักรเท่านั้น
แต่ ข้าว เป็น อาหารคน ฉะนั้นย่อมสำคัญกว่าแน่นอน
เรื่องราวของเศรษฐีอาหรับจบไป
แต่ความสนใจในธุรกิจอาหาร ของผู้ค้าปลีกกลับมีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมครับ
แม้จุดเริ่มต้นของค้าปลีกยักษ์ใหญ่ อาทิ วอลล์มาร์ท, เทสโก้, คาร์ฟูร์, เซเว่นอีเลฟเว่น จะเริ่มต้นจากการซื้อมา ขายไป (ซื้อถูก ขายแพงนะครับ)
แต่เดี๋ยวนี้ ความหมายของคำว่า ธุรกิจค้าปลีก จะไม่ใช่เพียงแค่นั้นอีกแล้ว
เหตุเกิดจากความไม่แน่นอนของโลกเรา เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก
จู่ๆ ก็มีลูกเห็บตกในทำเนียบ
จู่ๆ นายกฯที่เพิ่งหลุดจากเก้าอี้ จะกลับมาเป็นนายกฯอีก (แหะๆ ไม่เกี่ยวกับโลกร้อนหรอกครับ)
ภาวะโลกร้อน ทำให้พืช ผัก ผลไม้ ผลิตได้ไม่แน่นอน แบบนี้ไม่ได้เดือนร้อนเฉพาะเกษตรกรนะครับ
เพราะผู้ค้าปลีก ก็สูญเสียโอกาสทำกำไรไปด้วย
เซเว่นแอนด์ไอ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของร้านเซเว่นฯในญี่ปุ่น จึงลดความเสี่ยงด้วยการปลูกผักเองเสียเลย
เป็นการตั้ง business unit ขึ้นมาใหม่ เพื่อทำการปลูกพืชผัก ขายให้ร้านในเครือ
หากการทดลองนี้ไปได้ดี อาจมีการขยายพื้นที่ทำการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น
ในขณะที่เทสโก้ในอังกฤษ แม้จะไม่ถึงขั้นลงไม้ลงมือด้วยตัวเอง แต่ก็เปิดตัวโครงการ Tesco Farming เพื่อมาดูแลผลผลิตทางการเกษตรโดยตรง
โครงการนี้จะเป็นการเชิญชวนเกษตรกร ให้นำสินค้ามาขายให้เทสโก้ โดยนำเรื่องราวของผู้ผลิตที่ส่งสินค้าให้เทสโก้มาเป็นเวลานาน มีการแนะนำวิธีการผลิตเพื่อจะได้สินค้าตามมาตรฐานของบริษัท
กลยุทธ์นี้ได้สองต่อเลยครับ ด้านหนึ่งก็ได้เกษตรกรเพิ่ม มีช้อยส์ให้เลือกเยอะขึ้น ความเสี่ยงก็น้อยลง อีกด้านหนึ่ง ก็สร้างความมั่นใจให้ลูกค้าว่า อาหารที่นี่มีคุณภาพสูง
September 10th, 2008
7 - 1 และ 10 - 5
ไม่ได้ใบ้หวยนะครับ นี่เป็นผลงานของนักชกไทย ที่วันนี้โชว์ฟอร์มเทพ เอาชนะคู่แข่งไปได้อย่างสวยสดงดงามทั้ง 2 คน อย่างนี้ได้ลุ้นเหรียญทองสนุกแน่!
โอลิมปิกส์ครั้งนี้ ทำให้ผมได้รู้จักประเทศจีนมากขึ้น และตะลึงในความเป็นมหาอำนาจโลก
เปิดฉากด้วยการเหาะเหิรเดินอากาศไปจุดขบเพลิง เหมือนดูหนังกำลังภายในยังไงยังงั้นเลย
สถิติโลก สถิติโอลิมปิกส์ ถูกทำลายเป็นว่าเล่น เพราะจีน(อ้างว่า)เทคโนโลยีของสนามแข่งมีส่วนอย่างมาก เช่น สระน้ำจะไม่มีแรงกระเพื่อมย้อนกลับ ระดับน้ำก็อุณหภูมิก็นิ่งมาก
ผมเชื่อว่าอีกไม่นานโลกต้องกล่าวขานถึงจีนมากกว่าสหรัฐ
อย่าลืมนะครับว่า ที่เศรษฐกิจโลกอยู่ได้ทุกวันนี้ เพราะมีจีนเป็นตัวดึง ตัวฉุด
หากพึ่งมะกันเหมือนแต่ก่อน ป่านนี้พวกเราก็ล้มตาม sub-prime กันหมดแล้ว
แต่ก่อนคนไปลงทุนจีน เพราะค่าแรงถูก วัตถุดิบเยอะ หวังใช้จีนเป็นแหล่งผลิตเพื่อส่งออก
เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้วครับ คนไปลงทุนในจีน ก็หวังขายในจีนนั่นแหละ เพราะตอนนี้คนจีนเริ่มมีฐานะเพิ่มขึ้นมาก
เห็นการเตรียมการทั้งในและนอกสนาม ต้องบอกว่า นี่เป็นเหมือนงาน “เปิดตัวประเทศ” สู่สายตาโลกอย่างเป็นทางการ ก่อนจะมีงานใหญ่อีกครั้งในปี 2010 ที่จีนจะเป็นเจ้าภาพจัด World Expo
สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ในการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง คือ เรื่องอาหาร
ไปดูกันครับว่า ในช่วงการแขงขันโอลิมปิกส์แบบนี้ จีนเขาประดิษฐ์คิดค้นเมนูแบบไหนออกมาขายบ้าง
ภาพชุดแรกนี้ เป็นอาหารเมนูโอลิมปิกส์ครับ





เห็นแล้วน่ากินทุกสนามเลย
เอ๊ะ กินสนาม คุ้นๆมั๊ยครับ ว่าเมืองไทยก็มี?
(ขอขอบคุณ ภาพจากดีดีจัง)
ภาพชุดต่อมา เป็นสุดยอดงานแกะสลัก เมื่อเขานำไก่มาแกะสลักเป็นลวดลายนักกีฬา
ดูเผินๆเหมือนวาด แต่ตามข่าวบอกว่าเป็นการแกะสลักจริงๆ



(ขอขอบคุณ ภาพและเนื้อเรื่องจาก chinadaily.com)
ชุดสุดท้ายเป็นความพยายาม ที่น่าทึ่ง เมื่อชาวจีนสามารถปลูก “ลูกฟุตบอล” ได้
ใช่แล้วครับ! ผลไม้ที่ได้เป็นลูกฟุตบอล ที่ไม่ได้ผ่านการแกะสลัก
หลังจากทำการวิจัยอยู่นาน 6 ปี ท้ายที่สุด มิสเตอร์จา (Mr. Cha) ก็ได้ผลไม้ทรงลูกฟุตบอล ออกมาทันเฉลิมฉลองการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกส์


และแน่นอนว่า เทคนิคสุดลับนี้ เขาได้จดสิทธิบัตรไปแล้ว
ตอนนี้ลูกฟุตบอลยังไม่มียี่ห้อ ไม่รู้ว่า ถ้า NIKE หรือ ADIDAS เห็นเข้า จะรีบติดต่อ Mr. Cha ให้ปลูกลูกฟุตบอลยี่ห้อของตัวเองหรือเปล่า
(ขอขอบคุณ ภาพและเนื้อเรื่องจาก yeinjee.com)
August 22nd, 2008
0-1 พ่ายคาบ้านอีกแล้วครับ
ถึงคราวเจอทีมบิ๊กๆด้วยกันทีไร ทำแต้มหลุดมือทุกที
นี่แหละหนอ! ทีมหงส์แดง
เมื่อ 5 วันที่แล้วโชว์ฟอร์มชั้นเทพ
บุกไปยิงมาร์กเซร์ถึงฝรั่งเศส 4-0 เชียวแหนะ
แต่เมื่อคืนนี้ เทพไม่ลงมาประทับ เลยทำได้แค่ป้อซ้ายป้อขวา เฉี่ยวเสาประตูไปมา
“บอกแล้ว ว่าอย่ายิงมาร์กเซย์เยอะ ให้เก็บไว้ยิงแมนยูบ้าง” น้องที่ออฟฟิศที่เชียร์อาร์เซนอลไม่วายแซว ตอนเจอะกันหน้าลิฟท์
แพ้แบบนี้ บรรดากองเชียร์คงเซ็งและไม่อยากทานอะไร
แต่ผมมีอาหารเมนูเฉพาะสำหรับคนแพ้
น่าสนมั๊ยครับ?
เป็นอาหารสำหรับคนเป็นโรคภูมิแพ้
แฮะๆ น่าจะพอแก้ขัดได้นะครับ
ถือเคล็ด “แก้แพ้” เหมือนกัน เผื่อนัดหน้าจะดีขึ้น (ขอให้กลับไปโชว์ฟอร์มแบบเทพอีกเถอะ สาธุ!)
คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ คงจะรำคาญน่าดูเลย เวลาไปเที่ยวไหนแล้วต้องอดทานอาหารบางเมนู เพราะดั้นมีส่วนผสมของถั่ว นมวัว ไข่ งา หรืออาหารทะเล
หรือแม้แต่ การซื้อขนมในซูเปอร์มาร์เก็ตก็ต้องระวัง และอาจอดทานคุ้กกี้อร่อยๆ ไปเลย
และคนที่เป็นโรคนี้ ก็ไม่ได้มีน้อยๆ
อย่างเช่นในอเมริกา มีผู้แพ้อาหารจำพวกปลามากถึง 6.9 ล้านคน แพ้ถั่วลิสงอีกราวๆ 3.3 ล้านคน
นี่เฉพาะที่ขึ้นทะเบียนไว้
แปลว่า จริงๆแล้ว ต้องมีมากกว่านี้
เด็กหลายคนอดทานไอติม เพราะแพ้นมวัว
ผู้ปกครองหลายคน ไม่กล้าซื้อคุ้กกี้ให้ลูกทาน กลัวภูมิแพ้กำเริบ
นางลอรี แซนด์เลอร์ ซึ่งมีลูกชายเป็นภูมิแพ้เหมือนเด็กอีกหลายๆคน
ทนดูลูกชาย ถูกกีดกัดออกจากวงอาหารไม่ได้
จึงมุ่งมั่นคิดสูตรอาหารที่เหมาะสำหรับคนเป็นภูมิแพ้
และได้เปิดร้านขายคุ้กกี้ในเวลาต่อมา ด้วยเงินลงทุน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ
เริ่มจากผลิตเค้กและมัฟฟินสำหรับผู้แพ้อาหารเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
มาถึงวันนี้บริษัทมีโรงงานเล็กๆ ของตัวเอง ผลิตสินค้าส่งจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต 4 แห่งและจำหน่ายทางอินเทอร์เน็ต ทำยอดขายเข้าใกล้เป้าหมาย 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ขอย้ำครับ 6 ล้านดอลลาร์!!!
เป็นตลาดนิช ที่ไม่นิด เลย
ในเมืองไทย แม้ไม่มีตัวเลขชัดเจน แต่ผมเดาว่า น่าจะมีจำนวนเกิน 1 ล้านคน
ผมใช้ความรู้ตามหลักวิศวกะ
กะเอาว่า
คนรอบข้างทุกๆ 10 คน เป็นภูมิแพ้อย่างน้อย 1 คน
ประเทศไทยมีราวๆ 65 ล้านคน
ฉะนั้น เป็นภูมิแพ้เกินล้านแน่นอน
ตลาดนี้ไม่เล็กเลย แต่ยังไม่มีใครเจาะตลาดนี้อย่างจริงจัง
มีแต่อาหารแก้แพ้ชั่วคราว
ก็บรรดา เหล้า เบียร์ ยังไงครับ
“อ้าว! ชน เอาให้หมดแก้วแลย จะได้ลืมๆว่าบอลแพ้อีกแล้ว”
คำเตือน : การดื่มสุรา ทำให้ความสามารถในการยืนฉี่ลดลง
December 17th, 2007
Previous Posts