แล้วคนไทยก็ผ่านปียุ่งยากไปได้อีกหนึ่งปี
ปีที่หลายคน กังวลว่าจะมีเรื่องร้ายๆให้ขบคิด
เพราะทุกรอบปีที่ฉลูมาเยือน มันทำให้เดือดร้อนกันเสมอ
ปี 2516, 2528 และ 2540 ก็ถูกจารึกด้วยเรื่องราวที่ไม่พึงประสงค์
และแล้ว ปี2552 ก็ทำให้เทศกาลสงกรานต์ต้องมัวหมอง
แต่คนไทยก็ใช้สติ(เท่าที่มี) ก้าวผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้
ในทางเศรษฐกิจ สองปีที่ผ่านมา เราเดินกลับไปอยู่จุดเดิม
แต่ในทางสังคม เราสะสมปัญหาใหญ่ให้คนรุ่นถัดไป ต้องหาทางออก
หลายคนเชื่อว่า
“คนที่ว่ายน้ำไม่เป็น หากตกลงไปในบ่อจระเข้ ก็สามารถเอาตัวรอดได้”
แต่ผมคิดว่า เราไม่ต้องรอให้บ้านเมืองเข้าสู่สถานการณ์เลวร้าย แล้วค่อยหาทางออก
เราไม่ต้องรอให้เกิดปัญหา แล้วค่อยแก้ไข
แต่เราทำให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ ด้วยการปลดทุกข์สองขั้น
ใช่แล้วครับ! ปลดทุกข์ ก็คือ สร้างความสุขนั่นเอง
ดังนั้น ปลดทุกข์สองขั้น ก็ต้องเป็น สร้างความสุขสองต่อ
ต่อที่หนึ่ง คือความสุขของเราเอง
ต่อที่สอง คือความสุขของคนที่อยู่รายล้อมตัวเรา
เป็น ‘สองต่อ’ ที่ไม่ต้องรอลุ้นโชคใต้ฝาหรือว่าส่งเอสเอ็มเอสไปชิงโชค
แต่อยู่ที่เราลงมือทำ
หากสิ่งไหนทำแล้วเรามีความสุข แต่คนอื่นเป็นทุกข์ ก็หลีกเลี่ยงเสีย
แต่สิ่งใดทำให้คนอื่นแฮ้ปปี้ ไม่มีใครเดือนร้อน แล้วเราก็แฮ้ปปี้ด้วย ก็ควรจะทำเยอะๆ ทำไปเรื่อยๆ ทำโดยไม่ต้องกลัวว่าความสุขจะลงพุง
เมื่อทำเช่นนี้ได้ สังคมก็น่าอยู่
แล้วเราก็จะรู้ว่า ‘การมีความสุขบนความสุขของคนอื่น’ นั้น มันสุดยอดแค่ไหน
เป็นความสุขสุดยอด ที่ไม่จำเป็นว่าต้องอยู่ข้างบนเสมอไป (อิอิ)
สวัสดีปีใหม่ครับ!!!
เคยได้ยินผู้รู้ท่านหนึ่ง กล่าวไว้ว่า คนไทยส่วนใหญ่มีลักษณะนิสัยคล้ายกระต่าย
คือ มองโลกอย่างมีความหวัง และพร้อมจะให้อภัย
“เดี๋ยวสิ่งร้ายๆ ก็ผ่านไป”
“เดี๋ยวเรื่องดีๆ ก็เกิดขึ้น”
ทัศนคติแบบนี้ละมั้งครับ ที่ทำให้เราผ่านเรื่องแย่ๆมาได้ ครั้งแล้วครั้งเล่า
ดูเหมือนเราจะมี “ความยืดหยุ่น” มากเกินไปในบางครั้ง
ดูเหมือนเราจะหละหลวมกับ “หลักการ” ในบางครา
แต่ผมเชื่อว่า ลึกๆเราต่างรักเพื่อนร่วมชาติ (หรือแม้กระทั่งต่างชาติ) และปรารถนาให้สิ่งดีๆเกิดขึ้นกับบ้านเมือง
“ความรัก” และ “ความปรารถนาดี” ต่อเพื่อน ทำให้
บางครั้ง เราไม่พอใจที่เห็นเพื่อนบ้าน กวาดขยะออกมากองทิ้งนอกบ้าน
บางครั้ง เรารำคาญ ที่เพื่อนบ้าน จอดรถขวางทางเข้าออก
บางครั้ง เราหงุดหงิด ที่เพื่อนบ้านชอบแฟชั่นเสื้อผ้า คนละสีกับเรา
บางครั้ง ก็อยากเตือนให้ดูแลสุนัขมากกว่านี้หน่อย
หรือ บางครั้ง เราก็อยากจะบอกเพื่อนบ้าน ว่าอย่าให้ลูกเล่นเกมหรือดูทีวี มากเกินไป
ไม่ใช่ว่าเรา “ไม่กล้า” หรือ “กลัว” เพื่อน
แต่เราอยากอยู่ร่วมกับเพื่อน อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย
หลายคนจึงเลือกที่จะ “ให้” แทนที่จะ “ห้าม”
“ให้อภัย” จึงเป็นทานอันยิ่งใหญ่ที่มีอยู่ในก้นลึกหัวใจของคนไทยทุกคน
แม้นักพยากรณ์หลายท่านจะออกมา ฟันธง และ คอนเฟิร์ม ว่าปีหน้าจะมีเรื่องวุ่นๆให้ต้องปวดหัวอีกเยอะ
และเมื่อดูสถิติที่บันทึกไว้ ก็ยิ่งหวั่นใจ
เพราะหากย้อนรอยเหตุการณ์ปีฉลู ในครั้งที่ผ่านมา มันน่าระทึกใจทั้งนั้น
12 ปีที่แล้ว คือปี 2540
24 ปีที่แล้ว คือปี 2528
36 ปีที่แล้ว คือปี 2516
แต่ผมก็มั่นใจว่า เราจะฝ่าฟันอุปสรรคนี้ไปได้
สามซีรี่ย์ของปีฉลูที่ผ่านมา ช่วยทำให้ ปี 2552 เป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง
สู้ๆครับ ขอให้ “สติ” และ “กำลังใจ” อยู่เคียงข้างทุกคน
สวัสดีปีใหม่!!!
เพื่อนๆออกไอเดีย