Tag-Archive for » สตาร์บัค «

ช่วงนี้กระแส web 2.0 เป็นที่กล่าวถึงอย่างมากเลยนะครับ จากแต่ก่อนที่รู้ๆกันอยู่ในวงคนเล่นบล็อก เล่นสเปซเท่านั้น
แต่วันนี้ นักการตลาดและผู้สื่อข่าว นำเรื่องราวไปเผยแพร่กันมากขึ้น
ชาวบ้านชาวช่องที่ดูโทรทัศน์อาจมีงงกันบ้างว่า “ไอ้ 2.0 นี้ มันคืออะไร? และต่างอะไรกับ 1.0?”

ที่เขียนมานี้ ไม่ได้จะอธิบายหรือขยายความ web 2.0 หรอกครับ
แต่จะมาอัพเดทกลยุทธ์ของร้านกาแฟสตาร์บัค
(อีกแล้วครับท่าน หลายคนอาจเริ่มเบื่อ เพราะผมเขียนถึงร้านกาแฟนี้บ่อยมาก ทนๆอ่านกันหน่อยนะครับ)

เมื่อพูดถึงการทำธุรกิจ หลายท่านคงจำได้ว่าผมเคยเสนอคาถา “ลูกค้าต้องมาก่อน” จะเดี๋ยวนี้หรือเดี๋ยวใหนก็ตาม
แต่ถ้าใครอุตริปล่อยให้ “ลูกค้ามาก่อน ก็รอไปก่อน” เพราะพนักงานมาสาย แบบนี้ก็เตรียมม้วนเสื่อได้เลยครับ

ลูกค้าสำคัญขนาดนี้ ทุกธุรกิจจึงพยายามหาวิธี รู้ให้ได้ว่า “ลูกค้าต้องการอะไร”
การวิจัยตลาด การสำรวจความคิดเห็น การทำ focus group เป็นวิธีเต้ยๆ ที่นักการตลาดใช้กันมานานนม

แต่ช้าก่อน!
หากท่านเล่นบล็อก เล่นสเปซ ท่านจะพบทางเลือกใหม่
เพราะในเมื่อลูกค้าสมัยใหม่ ใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์เกือบทั้งวัน และก็มี Social networking เกิดขึ้นมากมาย

ด้วยเหตุนี้แหละ สตาร์บัคจึงทำสเปซให้ลูกค้าที่หลงไหลในรสกาแฟได้ร่วมเสนอไอเดีย ใน Mystarbucksidea.com ซึ่งก็น่าจะเป็นแฟนพันธ์แท้ ของสตาร์บัค

เหมือนเป็นการลงทะเบียนแจ้งจำนวน ว่ามีลูกค้าหลัก มากน้อยแค่ไหน
จุดนี้สตาร์บัคได้ไปเต็มๆ พร้อมรายชื่อและอีเมล ที่ใช้ทำธุรกิจในวันข้างหน้าได้อีก

ถึงตรงนี้ หลายคนอาจกังวลว่า “ถ้ามีลูกค้าร่วมเสนอไอเดียเป็นจำนวนมากๆหล่ะ” ทางร้านจะจัดการกับไอเดียต่างๆ อย่างไร?
เพราะถ้าลูกค้าเสนอแล้วเงียบ มันก็ไม่เป็นผลดีเท่าไร

ไม่ยากครับ!
เขาหาทางออกด้วยการใช้ระบบโหวต
ถ้าไอเดียไหนเจ๋งจริง ก็จะมีคนโหวตเยอะ

นี่เป็นการลงประชามติ ว่าอย่างไหนลูกค้าต้องการมากกว่ากัน

นอกจากนี้ยังการรายงานความคืบหน้าด้วย
เพราะในส่วน Ideas in Action จะบอกว่า สตาร์บัคทำอะไรไปบ้างแล้วกับไอเดียที่เสนอมา
และเป็นที่แน่นอนครับว่า ไอเดียที่ได้คะแนนโหวตสูงๆ กำลังอยู่ในขั้นตอน Under review หรือไม่ก็ Coming soon

การเปิดให้ลูกค้ามีส่วนร่วมแบบนี้นี่แหละ ที่ผมขอเรียกว่า Strarbucks 2.0

แทนที่จะปล่อยให้ลูกค้าเซ็งแล้วเดินหนีไปซื้อสินค้าของคู่แข่ง
ก็แปลง “เสียงบ่น” เป็น “สินค้าและบริการใหม่” เสียเลย

แหล่งข้อมูล
https://www.starbucks.com/mystarbucksidea/browse.aspx

กำลังจะชมว่านักการตลาดสมัยนี้ ช่างสรรหาคำมาเป็นจุดขายในการตั้งชื่อร้าน
ที่ไหนได้ นี่เป็นโรคใหม่ ที่กำลังจะแพร่เชื้อ  โรคคล้ายๆกันนี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 40 บริเวณกลางคาบสมุทรอินโดจีน มีชื่อว่าโรคต้มยำกุ้ง
ผ่านไป 10 ปี มาครั้งนี้ จุดแพร่เชื้อ ย้ายไปอยู่อีกฝั่งของโลก

ปัญหา sub-prime ในสหรัฐ ที่เราได้ยินได้ฟังมาพักใหญ่ ดูท่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้วครับ และยังมีทีท่าจะบานปลายไปใหญ่

ธุรกิจน้อยใหญ่ในสหรัฐต้องปรับตัวกันจ้าละหวั่น
เมื่อต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจแย่ คนไม่มีตังค์ หรือมีตังค์แต่ไม่ใช้

ทีแรกผมนึกว่าสินค้าเกรดกลางๆ จะโดนหางเลขเป็นรายแรก
แต่กาลกลับไม่เป็นอย่างนั้น
อย่างที่เราทราบกัน ตอนนี้สตาร์บัคกำลังเผชิญกับความยากลำบากเสียแล้ว
ก็คิดดูซิครับ ราคาหุ้นเมื่อปีที่แล้ว อยู่ที่ 37-38 ดอลลาร์ แต่ล่าสุด รูดมาเหลือ 20 ดอลลาร์เท่านั้น

เป็นแบบนี้ จะอยู่เฉยได้อย่างไร 
จึงทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนและทดลองของใหม่ๆ 
หนึ่งในนั้นคือ “ลดราคา”
เพราะสตาร์บัคเอง ก็ชักไม่แน่ใจว่า ในยุคฝืดเคืองแบบนี้ ลูกค้าจะยังยินดีจ่ายแพงเพื่อกาแฟเกรดพรีเมี่ยมหรือเปล่า
ล่าสุดจึงลองขายกาแฟแก้วเล็ก ในราคาแสนถูก เพียง 1 ดอลลาร์ แถมให้ลูกค้าเติมได้อีกหลายครั้ง โดยไม่คิดตังค์เพิ่ม 

นอกจากจะทดลองลดราคา ที่ซีแอตเติลแล้ว สตาร์บัคยังมีแผนยกเลิกการขายแซนด์วิชและเมนูอาหารทุกชนิดภายในปีนี้ 

เป็นแบบนี้ สะท้อนว่า กำลังเผชิญศึกหนักแบบไม่ธรรมดา ถึงกับทำให้ต้องกลับไปสู่ความเป็นตัวตนที่แท้จริง นั่นคือ กาแฟ
เพราะการรุกขยาย ขายอาหารไปเรื่อยๆ ทำให้ภาพของสตาร์บัค คลับคล้ายคลับคลากับแมคโดนัลไปทุกที

อีกธุรกิจ ที่โดนเศรษฐกิจเล่นงาน ก็เป็นร้านสะดวกซื้อสัญชาติญี่ปุ่น
แฟมิลี่มาร์ท บุกตลาดสหรัฐ ด้วยคอนเซ็ปที่แตกต่างจากร้านในบ้านเกิด
โดยเปิดร้านชื่อ แฟมิม่า(Famima)  เป็นร้านสะดวกซื้อแบบพรีเมี่ยม มีให้บริการตาม

ย่านธุรกิจ แต่ไม่เปิดในปั้มน้ำมันเหมือนร้านเซเว่นฯ
ผลก็คือ “ขาดทุน”
จากแผนเปิดให้ 200 แห่งในปี 52 ตอนนี้มีเพียง 13 ร้านเท่านั้น

ตอนนี้ก็ต้องปรับแผนกันยกใหญ่ หันมาเจาะตลาดชนชั้นกลาง และก็เปิดในบริเวณที่มีที่จอดรถ

ครับนี่เป็นเพียงบางส่วนในสหรัฐ ที่มีปัญหา sub-prime ให้ปวดหัวกัน

แต่ว่า ถึงปัญหา sub-prime จะรุนแรงแค่ไหน ไทยเราก็ไม่กลัวหรอก เพราะเรามี sub-prime minister คอยรับมือ (แฮะๆ)