
เคยเล่มเกมจิตวิทยาเกมนี้ไหมครับ
ที่ถามว่า ถ้าต้องเดินเข้าถ้ำ แล้วให้เลือกจุดเทียนเพื่อเป็นแสงไฟนำทาง คุณจะเลือกเทียนกี่เล่ม
หลายคนรู้ไต๋ ว่าเป็นคำถามลองใจเพื่อพิสูจน์ความรัก จึงตอบว่า “หนึ่งเล่ม”
นี่เป็นแค่การสมมติเหตุการณ์ แต่ถ้าต้องเดินเข้าถ้ำจริง
เชื่อว่าหลายคน คงไม่เสี่ยงจุดเทียนเล่มเดียวแน่ๆ
เพราะถ้าลมพัดไฟดับ ก็จบเห่ในถ้ำซิครับ
ถ้าเป็นไปได้ การมีทางเลือกสำรอง ย่อมดีกว่า
อาจเป็น สอง สาม สี่ หรือเป็นโหล ขึ้นอยู่กับความสามารถและความโลภ เอ้ย! ความกลัวของแต่ละคน
‘ความเสี่ยง’ ถ้าเลี่ยงได้ ใครๆก็เลือก
หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ขอลดลงหน่อยก็ยังดี
อันที่จริง ชีวิตเราทุกวันต่างเผชิญความเสี่ยงกันทุกคน มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป
จะทำอาชีพอะไรก็มีความเสี่ยง
ชาวนาที่เพิ่งหว่านกล้า ก็ต้องลุ้นว่าฝนจะตก นาจะแล้ง หรือน้ำจะท่วม
สวนยางเจอน้ำฝนชุ่ม กรีดน้ำยางได้น้อย
ตำรวจจราจร ก็อาจโชคร้ายจากแก๊งค์เด็กแว้นซ์ฝ่าด่วนตรวจ
นักกีฬา อาจเล่นพลาดท่า จนบาดเจ็บ
แม่ค้าจตุจักร ต้องขายต่ำกว่าทุน เพราะของที่ซื้อมา ลูกค้าเลิกฮิตแล้ว
เดี๋ยว 33 เดี๋ยว 34 บางทีขึ้นไป 35! อย่าเพิ่งคิดไปไกล ตัวเลขนี้คือ ค่าเงินบาท (ต้องเรียกว่า ค่าเงินดอลลาร์จึงจะถูก) แกว่งไปมา แบบไม่ต้องไกว ผู้ส่งออกไทยก็แย่ซิครับ
ขนาดดารา ยังเจอข่าวคลิปหลุด
หรือแม้แต่หมอดู ยังคอนเฟิร์มพลาด
เห็นไหมครับ ความเสี่ยงมีเยอะจริงๆ
แต่ละธุรกิจก็มีความเสี่ยงแตกต่างกันไป
สำหรับคนทำการค้า ความเสี่ยงอย่างหนึ่ง(ซึ่งยังมีอีกหลายความเสี่ยง) คือ ‘ขายไม่หมด’
อาจจะเป็นเพราะผลิตเยอะเกินไป หรือซื้อมามากเกิน เก็งว่าจะขายดี
พูดแบบวิชาการ ก็ต้องบอกว่า ดีมานด์น้อยกว่าซัพพลาย
“งั้นก็ผลิตน้อยๆ ของจะได้ขายหมด”
ก็ไม่ได้อีกครับ
การผลิตจำนวนน้อยๆ จะทำราคาไม่ได้
เช่นเดียวกับคนขายรายย่อย ก็ต้องซื้อยกโหลจึงจะได้ราคาถูก
อีกด้านของเหตุการณ์ ‘ขายไม่หมด’ ก็คือ ‘ไม่พอขาย’ ก็จัดเป็นความเสี่ยงเหมือนกัน
เพียงแต่ฟังดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทั้งๆที่เป็นเรื่องใหญ่
คิดดูซิครับ “มีลูกค้ากำเงินมาให้เรา แต่ดั้นไม่มีของขาย มันน่าเจ็บใจมั๊ยครับ”
ขายไม่หมด ทำให้ ขาดทุน
ส่วน ไม่พอขาย ทำให้ ขาดกำไร
ธุรกิจสมัยนี้ จึงตัดสินกันที่ ความพอดี
ไม่น้อยจนขาด ไม่มากจนเกิน
การจะทำแบบนี้ได้ แปลว่าต้องเดาใจลูกค้าได้แม่นมากๆ
สมัยก่อนอาจเป็นเรื่องยาก แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีทำให้ผู้ผลิตผู้ค้า รู้นิสัยใจคอคนช้อปปิ้งมากขึ้น
อยู่ที่ว่า ใครจะปิ๊งไอเดียเอาสื่อสมัยใหม่มาปรับใช้ได้เหมาะสม
ซึ่งไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ของแบบนี้ต้องลองใช้และปรับไปเรื่อยๆ
อย่างเช่นสินค้าแฟชั่น สีสันและรูปทรงมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อ
ดังนั้น การผลิตออกมาขายแต่ละรุ่น จึงนับว่าเสี่ยงเอาการ
แต่แทนที่จะเชื่อมือคนออกแบบ ร้าน ModCloth ก็ลดความเสี่ยง ด้วยการให้ลูกค้าช่วยเลือกอีกที
โดยสินค้าที่ผ่านการออกแบบอย่างดี จะนำขึ้นเว็บไซด์เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาลงคะแนน
และเมื่อชิ้นไหน ไซส์ไหน ได้คะแนนสูงเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งแปลว่าทำออกมาขายแล้วไม่ขาดทุน ก็จะทำการผลิตจริงเพื่อวางจำหน่าย
และคนที่มีสิทธิ์ซื้อก่อน ก็เป็น Voter นั่นเอง
คล้ายๆ made to order เพียงแต่เป็น order ล็อตใหญ่
จุดเด่นของเครื่องมือนี้ไม่ใช่แค่ให้โหวตทั่วๆไป แต่มีไฮไลต์อยู่ที่ คนโหวตสามารถส่งรูปเสื้อผ้าชิ้นนั้นไปให้เพื่อนๆ ผ่านทาง facebook, twitter หรืออีเมล
เป็นวิธี ‘เพื่อนแนะนำเพื่อน’
ไม่มีวิธีไหน ดีไปกว่านี้อีกแล้ว และในยุคที่ Social Network เบ่งบาน
การเพิ่มปริมาณคนโหวตจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว
สินค้าตัวไหนไม่โดน ร้านก็จะรู้ทันที
และเมื่อสินค้าชิ้นไหนถูกเลือก ModCloth ก็จะส่งอีเมลไปแจ้งคนลงคะแนนเลือก
เป็นการแจ้ง โดยมีความหมายแฝง “เตรียมเงินได้แล้วคร้าบบบบ”
วิธีการนี้น่าสนใจนะครับ
เพราะค่อนข้างจะตรงกับยุคสมัย ที่ลูกค้าส่วนใหญ่ ขอมีส่วนร่วมกับการผลิต
ดูอย่าง AF ซิครับ
ถ้าไม่มีฐานเสียงแฟนคลับของตัวเองก็คงไม่เกิด
ภาพจาก grooveeffect.com

เพื่อนๆออกไอเดีย