
อยากจะเดินเลือกของ น้องๆนักขาย ก็เข้ามารุมมะตุ้ม เล่นเอาหมดอารมณ์ช้อปไปเลย
พนักงานขายเขาก็หวังดี ที่จะเข้ามาช่วยให้ข้อมูล แต่บางครั้งลูกค้าก็ต้องการความเป็นส่วนตัว
อยากใช้วิจารณญาณ(อันน้อยนิด) คิดก่อน จะรับฟังความเห็นเพิ่มเติม
เมื่อ “ความหวังดี” มาไม่ถูกที่ถูกเวลา มันก็กลายเป็นส่วนเกิน
ทำอย่างไรให้ supply มาป๊ะกับ demand ได้พอดี
นี่เป็นเรื่องยากที่ท้าทายนักการตลาดเหลือเกิน
แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ก็พอมีทางออก ที่น่าทดลองทำดู
คงจะพอคุ้นกับศัพท์คำว่า “in-store marketing” กันบ้างนะครับ
อธิบายแบบหยาบๆ มันก็คือการทำการตลาดเฉพาะในร้านนั้นๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าคนนั้น, ในร้านนั้น, ณ ขณะรักนั้น
เมื่อปลายปีที่แล้ว Procter & Gamble หรือที่เรารู้จักในชื่อ พีแอนด์จี ได้ใช้แท็กส์ RFID
(radio-frequency identification) ติดไปที่ตัวสินค้า เพื่อให้ข้อมูลแก่ลูกค้าแบบตรงใจ ตรงเวลา
ระหว่างที่ลูกค้าเดินช้อปปิ้งในร้าน หากสนใจสินค้าและหยิบขึ้นมาดู เมื่อนั้นโฆษณาใน TV ขนาดเล็กที่ติดบนชั้นวางสินค้า ก็จะให้ข้อมูลสินค้าตัวนั้นทันที
หยิบแชมพู ทีวีก็แสดงข้อมูลและโฆษณาแชมพู
หยิบครีมนวด ทีวีก็แสดงข้อมูลและโฆษณาของครีมนวดผม
และถ้าหยิบพร้อมกันสองอย่าง ทีวีก็จะ…. “เฮ้ย เลือกทีละอย่างซิ ตรูทำงานไม่ถูก” แหะๆล้อเล่นครับ มันก็แสดงทีละรายการนั่นแหละ
in-store marketing ชิ้นนี้ Procter & Gamble ทดลองที่เยอรมัน โดยร่วมมือกับห้าง Metro Extra และคิดว่าอีกไม่นานน่าจะได้ผลสรุป
เป็นอีกหนึ่งความพยายามของนักการตลาด ในยุคหางยาว (แหะๆ แปลดื้อๆเลยครับ Long tail ก็หางยาว) ที่ต้องปรับวิธีการนำเสนอให้แยกย่อยตามกลุ่มลูกค้า
ที่มา The Wall Street Journal, 21 สิงหาคม 2551
ภาพจาก www.brandchannel.com
กลายเป็นปัญหาใหญ่ของ P&G เสียแล้วครับ เมื่อธุรกิจมีดโกนหนวดต้องเผชิญกับการชะลอตัว ทั้งที่เมื่อสามปีก่อน P&G คิดการใหญ่ ด้วยการทุ่มเงินกว่า 57,000,000,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ผมใส่เลขศูนย์ไม่ผิดครับ อ่านว่า 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์) เพื่อซื้อกิจการยิลเลตต์
แต่ตอนนี้ธุรกิจที่ลงทุน กลับมีทีท่าว่าจะไม่คุ้มเสียแล้ว
เหมือนผมซื้อกล้วยไม้เลยครับ ตอนซื้อก็ออกดอกสวยงาม แต่พอนำมาเลี้ยงที่บ้าน ไฉนไม่มีดอกใหม่มาให้ชื่นชมเลย
กลับมาที่ยิลเลตต์กันต่อ
แคมเปญที่ฮือฮา คงหนีไม่พ้นการจ้าง David Beckham มาเป็นพรีเซ็นเตอร์โกนหนวดโกนเครา
ผมไม่แน่ใจว่า แคมเปญนี้จะช่วยเพิ่มยอดขายหรือเปล่า เพราะแฟนๆ Beckham เป็นสาวๆ แต่ผลิตภัณฑ์หลักของยิลเลตต์เป็นผู้ชาย
ถึงกระนั้น ผมก็ยังซื้อยิลเลตต์ใช้เป็นปกตินะ เพราะรู้สึกว่า ฝีเท้าการเตะฟุตบอลใกล้เคียง Beckham ไปเรื่อยๆแล้ว ผมไม่ได้เก่งขึ้นหรอกครับ Beckham ต่างหากที่แย่ลง (แหะๆ) ส่วนเรื่องหน้าตา ไม่ต้องพูดถึง เพราะสูสีกันอยู่แล้ว (5555 เขียนไปได้)
แต่ถึงอย่างไร ก็คงไม่ใช่ความผิดของ Beckham ที่ทำให้ยอดขายยิลเลตต์ลดลง
สาเหตุหลัก เพราะผู้ชายโกนหนวดกันน้อยลง จากที่โกนทุกวัน เหลือเพียง 3-4 วันต่ออาทิตย์
ที่โกนลดลง มันมีที่มาครับ!
หลักๆคือ ผู้คนเริ่มทำงานที่บ้านกันมากขึ้น แบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องโกนหนวดบ่อย
ยังไม่พอครับ แฟชั่นผู้ชายยุคนี้ก็มีส่วน เพราะผู้ชายแมนๆนิยมลุคเซอร์ๆ มีหนวดเคราหรอมแหรม มาแรงกว่าใบหน้าเกลี้ยงเกลา
ทำให้ P&G ต้องหาแคมเปญมากระตุ้นตลาด คล้ายๆน้องพลับขอสอง ที่โอวัลตินทำเมื่อหลายปีก่อน เพียงแต่ P&G ใช้วิธีขู่แทนการเชิญชวน
แคมเปญทางอินเตอร์เน็ตเมื่อไม่นานมานี้ในชื่อ NoScruf เป็นเรื่องของกลุ่มหญิงสาวที่พยายามกดดันให้หนุ่มๆ ของพวกเธอโกนหนวดโกนเครา
ไม่เช่นนั้นพวกเธอจะไม่โกนขนรักแร้เช่นกัน!!!
ไม่รู้วิธีนี้จะทำให้ผู้ชายโกนหนวดถี่ขึ้นหรือไม่?

เพื่อนๆออกไอเดีย