หายไปหลายวัน ถ้าจะถามเหตุผล ก็ต้องอ้างตามเคยว่า งานเข้า!!!
จันทร์ถึงศุกร์ เจองานจุกอก พอได้หยุดเสาร์อาทิตย์เลยขอหนีเข้าสวนไปหย่อนอารมณ์เสียหน่อย
ไม่ใช่ สวนจตุจักร สวนพลู หรือสวนสามพรานแต่อย่างใด
หากแต่เป็นสวนไซด์มินิ ที่อยู่รอบบ้านครับ ช่วงนี้อากาศเย็นๆ ไม้ดอกหลายต้นออกดอกชูช่อ แย่งซีนกันหน้าดู แต่ที่ผมทุ่มเวลาให้มากเป็นพิเศษ กลับเป็นผักสวนครัว
อยากลองปลูกผักกินเองดูบ้าง!
เคยได้ยินมาว่า ถ้าจะหาความสุขแบบง่ายๆและได้กำไรหลายต่อ ต้องลองปลูกผัก
หลายเดือนก่อน พี่ที่ สมาคม ปรส. (ชื่อเต็มว่า สมาคมปลูกผักรักสวนแห่งชาติ ชื่อนี้ผมตั้งเองครับ ขณะนี้มีสมาชิกประเดิมแล้ว 2 คน คิดว่าอีกไม่นานจะเปิดรับสมาชิกเพิ่ม) เอาต้นกล้ามะเขือเทศมาให้ พร้อมกำชับว่าช่วยเอาไปขยายพันธุ์ต่อ
ผมรับมาแบบไม่คิดไรมาก แม้จะไม่เคยปลูกมะเขือเทศมาก่อน ส่วนการปลูกผักก็มีประสบการณ์แค่พืชกินใบ ดังนั้น การได้รับมอบหมายให้ทำคลอดลูกมะเขือเทศ จึงเป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง

ผ่านไปเดือนกว่าๆ หน้าตาก็เปลี่ยนไป ต้นไร้กระดูกสันหลังจะเลื้อยไปเรื่อย ต้องหาไม้มาประคอง และมัดเชือกแค่พอประมาณ ไม่ถึงขั้นขันชะเนาะแบบโดนงูกัด
ทีแรกว่าจะดัดเป็นรูปหงส์ พอเวลาลูกสุกเต็มต้น มันจะกลายเป็นหงส์แดงไงครับ แต่เอาเข้าจริง แค่มัดให้มันไม่ล้มไม่หักก็เมื่อยแล้วครับ

เหมือนฟ้าจะแกล้ง จู่ๆฝนก็ตกในเดือนมกรา ดอกมะเขือเทศที่เริ่มจะติดลูกก็ร่วงสิครับ เหลือ ‘ดอกอึด’ ที่ทนฝนทนแดด เพียงไม่กี่ช่อ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ได้ลุ้น
“เห็นดอกเหี่ยวๆไหมครับ นั่นแหละ ติดลูกแล้ว”

จากนั้นไม่นาน มันก็ใหญ่ขึ้น

และผ่านไปอีกหนึ่งอาทิตย์ ก็แดงเป่ง!

หลังจากลูบๆคลำๆ ผมประมาณได้ว่า อีก 2-3 วัน น่าจะได้ผลที่สุกอร่อย
แต่… ระหว่างนั้นมีกองทัพนก มาตั้งกองกำลังในระยะประชิด พร้อมส่งเสียงดัง
“จิกแน่ จิกแน่ๆๆ”
เห็นท่าจะไม่ดีเสียแล้ว
เก็บตอนนี้ ดีกว่าอดกิน

เอ…ทำไมมันกลมจัง
เอ…ทำไมแต่ละก้านมีสองลูก
มะเขือเทศพันธุ์นี้ ทะลึ่งนะเนี่ย!
หลายเดือนก่อน ตอนมีข่าวว่าเศรษฐีจากตะวันออกกลางสนใจจะมาลงทุนทำนา ในบ้านเรา ก็ทำเอาหลายฝ่ายออกมาเรียกร้อง ในทำนอง “ห้ามเด็ดขาด” เพราะนี่คืออาชีพสงวนสำหรับคนไทย
ในสายตาคนไทยแล้ว แขกทำได้แค่ ปล่อยเงินกู้, ขายถั่ว และขายโรตี เท่านั้น
หรือไม่ก็คงกลัวแขกจะเอาอูฐมาไถนาแทนควายไทย
เหตุที่ผู้มีเงินจากแดนอาหรับสนใจทำนา ก็เพราะมองเห็นว่า “อาหาร” เป็นธุรกิจที่มีอนาคตมากขนาดไหน
น้ำมันที่ใครๆว่าสำคัญ ก็เป็นเพียงอาหารของเครื่องยนต์ เครื่องจักรเท่านั้น
แต่ ข้าว เป็น อาหารคน ฉะนั้นย่อมสำคัญกว่าแน่นอน
เรื่องราวของเศรษฐีอาหรับจบไป
แต่ความสนใจในธุรกิจอาหาร ของผู้ค้าปลีกกลับมีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมครับ
แม้จุดเริ่มต้นของค้าปลีกยักษ์ใหญ่ อาทิ วอลล์มาร์ท, เทสโก้, คาร์ฟูร์, เซเว่นอีเลฟเว่น จะเริ่มต้นจากการซื้อมา ขายไป (ซื้อถูก ขายแพงนะครับ)
แต่เดี๋ยวนี้ ความหมายของคำว่า ธุรกิจค้าปลีก จะไม่ใช่เพียงแค่นั้นอีกแล้ว
เหตุเกิดจากความไม่แน่นอนของโลกเรา เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก
จู่ๆ ก็มีลูกเห็บตกในทำเนียบ
จู่ๆ นายกฯที่เพิ่งหลุดจากเก้าอี้ จะกลับมาเป็นนายกฯอีก (แหะๆ ไม่เกี่ยวกับโลกร้อนหรอกครับ)
ภาวะโลกร้อน ทำให้พืช ผัก ผลไม้ ผลิตได้ไม่แน่นอน แบบนี้ไม่ได้เดือนร้อนเฉพาะเกษตรกรนะครับ
เพราะผู้ค้าปลีก ก็สูญเสียโอกาสทำกำไรไปด้วย
เซเว่นแอนด์ไอ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของร้านเซเว่นฯในญี่ปุ่น จึงลดความเสี่ยงด้วยการปลูกผักเองเสียเลย
เป็นการตั้ง business unit ขึ้นมาใหม่ เพื่อทำการปลูกพืชผัก ขายให้ร้านในเครือ
หากการทดลองนี้ไปได้ดี อาจมีการขยายพื้นที่ทำการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น
ในขณะที่เทสโก้ในอังกฤษ แม้จะไม่ถึงขั้นลงไม้ลงมือด้วยตัวเอง แต่ก็เปิดตัวโครงการ Tesco Farming เพื่อมาดูแลผลผลิตทางการเกษตรโดยตรง
โครงการนี้จะเป็นการเชิญชวนเกษตรกร ให้นำสินค้ามาขายให้เทสโก้ โดยนำเรื่องราวของผู้ผลิตที่ส่งสินค้าให้เทสโก้มาเป็นเวลานาน มีการแนะนำวิธีการผลิตเพื่อจะได้สินค้าตามมาตรฐานของบริษัท
กลยุทธ์นี้ได้สองต่อเลยครับ ด้านหนึ่งก็ได้เกษตรกรเพิ่ม มีช้อยส์ให้เลือกเยอะขึ้น ความเสี่ยงก็น้อยลง อีกด้านหนึ่ง ก็สร้างความมั่นใจให้ลูกค้าว่า อาหารที่นี่มีคุณภาพสูง
เพื่อนๆออกไอเดีย