Tag-Archive for » ประเภทร้านค้า «

วันนี้ขออธิบาย ความหมายและลักษณะของค้าปลีก Segment หนึ่ง
นั่นก็คือ Department Store หรือ ห้างสรรพสินค้า

ห้างสรรพสินค้า เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่รวมสินค้าทุกชนิด ที่มีคุณภาพดี เพื่อจำหน่ายให้ลูกค้าจำนวนมากในทุกระดับแบบครบวงจร (One Stop Shopping) มีการจัดวางสินค้าแบ่งออกเป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจน เพื่อให้สะดวกต่อการค้นหา และเลือกซื้อ  เน้นการจำหน่ายสินค้าจำพวก Soft Line อาทิ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง รองเท้า กระเป๋า มีการบริหารและการจัดการที่ค่อนข้างซับซ้อน มีพนักงานจำนวนมาก และเน้นการให้บริการที่สะดวกและสร้างความประทับใจให้ลูกค้า  

สถานที่มักจะตั้งอยู่ในที่ชุมชน หรือเป็นศูนย์รวมการค้า
ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของห้างสรรพสินค้า คือ เป็น Segment ที่มีการฝากขาย (Consignment) โดยเจ้าของสินค้าจะมีพนักงานมาให้คำแนะนำ และประชาสัมพันธ์สินค้า เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และเครื่องสำอาง ที่มีเครื่องหมายการค้าเป็นที่ยอมรับ เช่น ESPRIT GUESS MC PRADA GUCCI ESTEE  LAUDER  CHANEL 
โดยอีกส่วนหนึ่งจะเป็นการซื้อขาด (Credit) ซึ่งสัดส่วนการซื้อขาด กับการฝากขาย  จะแตกต่างกันไปในแต่ละห้างสรรพสินค้า 

แต่ในปัจจุบันห้างสรรพสินค้า จะเน้นการซื้อสินค้าแบบซื้อขาด(credit)มากกว่าการฝากขาย(Consignment) เพื่อที่ห้างที่จะได้มีอิสระที่จะเลือกซื้อเลือกหาสินค้าที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของตัวเอง ซึ่งห้างสรรพสินค้าแต่ละแห่งก็คงต้องวางกลยุทธ์ STP (Segmentation Targeting Positioning) ให้ชัดเจนให้มีลักษณะเป็นgอกลักษณ์สำหรับลูกค้าตนเองให้มากที่สุด

ผู้ประกอบการค้าปลีกประเภทนี้ มีทั้งผู้ประกอบการระดับประเทศในลักษณะ Chain store คือมีร้านหลายสาขา ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เดอะมอลล์ โรบินสัน ตั้่้งฮั่วเส็ง
และอีกส่วนหนึ่ง คือผู้ประกอบการท้องถิ่นในต่างจังหวัด โดยบางรายอาจมีหลายสาขา เช่น ห้างแหลมทอง จ.ชลบุรี (แม้ว่าบางส่วนจะเริ่มให้ เข้ามาเช่าพื้นที่)

ณ สถานการณ์ปัจจุบัน ค้าปลีก Segment นี้ ถือว่าไม่ได้อยู่ในช่วงขาขึ้น การเปิดสาขาใหม่จึงมีน้อยมาก เพราะต้องใช้เงินลงทุนเยอะ อีกทั้งพฤติกรรมลูกค้าเริ่มเปลี่ยนไป หันไปนิยมสินค้าราคาประหยัด ซึ่งไม่ใช่ลักษณะหรือจุดขาย ของห้างสรรพสินค้า  ทำให้ผู้ประกอบการยักษ์ใหม่ อย่างเช่น CPN หรือเครือเซ็นทรัล หันไปทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น

Segment นี้ ถือได้ว่าผู้ประกอบการไทยมีความแข็งแกร่งมาก เพราะต่างชาติไม่สามารถแข่งได้ ห้างต่างชาติหลายแห่ง เข้่ามาทำตลาด แต่ก็ต้องเลิกกิจการไป เช่น ห้างไดมารู ซึ่งเข้ามาทำตลาดในไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน หรือล่าสุด ที่ทำท่าจะไม่รอด ก็ TOKYO ที่เหลือสาขาเดียว 

ประเภทของร้านค้าปลีก หรือที่เรียกว่า Store format หรือ Store type ของเมืองไทย ก็คล้ายๆกับของต่างประเทศ  ซึ่งพอจะแบ่งได้ประมาณนี้

2.gif

รูปแบบแรกคือ Supercenter หรือ Hypermarket เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ มีพื้นที่มากกว่าหมื่นตารางเมตร ในบางประเทศมีพื้นที่เป็นแสนตารางเมตร มีสินค้าหลายหมื่น SKU(รายการ) ลักษณะจะเป็นอาคารขนาดใหญ่ แบบชั้นเดียว ผู้บริโภคจะใช้รถเข็น เข็นไปยังแผนกสินค้าต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้า non-food และ package food เน้นการซื้อทีละจำนวนมาก ราคาจึงค่อนข้างต่ำ บางประเทศจึงเรียกร้านแบบนี้ว่า Discount Store เพราะขายราคาถูก และมักจัด campaign ลดราคา

ถัดมาคือ Shopping Mall เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นอาคารหลายชั้น แบ่งประเภทตามชั้น มักมีร้านค้าขนาดเล็ก มาเช่าพื้นที่เปิดร้าน สินค้าส่วนใหญ่เป็นแนวแฟชั่น เครื่องประดับ เป็นสินค้าทีมักมีราคาสูง

แบบที่สาม เป็นรูปแบบ Modern trade ที่คนไทยรู้จักดี เพราะเป็น Store format แรกๆ นั่นก็คือ Department Store หรือห้างสรรพสินค้า ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใน Shopping mall เน้นสินค้ามียี่ห้อ

ขนาดเล็กลงมาหน่อย เป็น Supermarket จะเน้นสินค้าจำพวกอาหาร และของใช้ในบ้าน ในชีวิตประจำวัน อาจตั้งใน Shopping Mall หรือตั้งเดี่ยวๆก็มี พื้นที่ราวๆ 1,000-3,000 ตารางเมตร

อีกรูปแบบที่เพิ่งเกิดในไทยได้ไม่นาน คือ Specialty Store เป็นร้านค้าเฉพาะอย่าง มีหลากหลายประเภท ทั้งอาหาร และของใช้เฉพาะอย่าง ในไทยร้านประเภทนี้ ได้แก่ ของแต่งบ้าน, อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า, อุปกรณ์กีฬา, หนังสือ เครืองเขียน ถ้าเป็นร้านอาหารก็เช่น พิซซ่า ไก่ทอด หรือที่เรียกว่า QSR (Quick Service Restaurant) 

Convenience Store ร้านขนาดเล็กตั้งอยู่ตามตึกแถวทั่วไป และในปั้มน้ำมัน ขนาดร้านตั้งแต่ 80-300 ตารางเมตร มีสินค้า 1,000-3,000 รายการ เน้นไปที่อาหารพร้อมทานและเครื่องดื่ม รวมทั้งของใช้ประจำวันเช่น หนังสือพิมพ์ ซีดีเพลง ชา กาแฟ น้ำตาล  

ข้างต้น เป็นรูปแบบที่มีมานานพอสมควร ลูกค้าส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดี แต่เดี๋ยวนี้เริ่มมี New format หรือร้านรูปแบบใหม่ๆ ที่ผู้ค้าปลีกเอง ต่างพยายามคิดค้น เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า  ลักษณะของร้านจะมีความก่ำกึงกับรูปแบบร้านมาตรฐาน ทั้ง 6 แบบข้างต้น เช่น ทำ Shopping mall ขนาดเล็กในชุมชน อาจจะเรียกว่า Community mall หรือ  Neighborhood mall   

หรือ การนำ ซูปเปอร์มาร์เก็ต มาย่อส่วน อาจเรียกว่า super-convenience store หรือ mini-supermarket

ในญี่ปุ่นมีร้านขนาดเล็กเท่าร้านสะดวกซื้อ และขายสินค้าราคาเดียวทั้งร้าน เช่น ร้าน 99 เยน หรือร้านสะดวกซื้อสำหรับผู้หญิง ที่ขายเฉพาะของใช้ของคุณผู้หญิง และห้ามคุณผู้ชายเข้าร้านนี้

เหล่านี้ เป็นการคิดใหม่ และลองทำดู เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ   (แล้วผมจะเอามาเล่าให้ละเอีดยอีกที)