Tag-Archive for » ธุรกิจค้าปลีก «


แม้จะยังไม่หมดปี แต่ก็สรุปได้ทันทีว่า ‘พลาดเป้า’
ตกรอบแรกแชมป์เปี้ยนลีค ต้องไปลุ้นถ้วยยูเรก้ายูโรป้า
ส่วนพรีเมียร์ลีค ก็ไม่รู้จะตะเกียกตะกายขึ้นมาติดอันดับสี่ได้หรือเปล่า?
เป็นผลงานชิ้นโบว์ดำของหงส์แดงในปีนี้ แต่ดูท่าทีแฟนๆจะไม่ผิดหวังมากนัก
คงเผื่อใจไว้แล้ว!

ว่าจะคุยธุรกิจค้าปลีก แต่เฉไฉเข้าเรื่องฟุตบอลได้ตามเคย
กลับมาที่เรื่องค้าขายในบ้านเรากันดีกว่า
ที่ผมสรุปว่า ‘พลาดเป้า’ คือเรื่องการเปิดสาขาร้านใหม่ในปีนี้ครับ
เป็นที่รู้กันว่าโมเดิร์นเทรดใช้กลยุทธ์ขยายสาขาเป็นหลัก นับตั้งแต่เศรษฐกิจฟื้นจากวิกฤตปี 40
แม้ทางเลือกในการเพิ่มรายได้ของเชนสโตร์ (เชนสโตร์คือร้านค้าที่มีสาขาหลายแห่ง) จะมี 2 ทางด้วยกัน คือ เปิดร้านใหม่ กับ เพิ่มรายได้ร้านเก่า
แต่ในช่วงที่ผ่านมา การเปิดร้านใหม่ทำง่ายกว่า เพราะจำนวนร้านยังไม่มีเพียงพอเปิดยังไม่ครอบคลุม

เปิดสาขาปีละ 15 ถึง 20 แห่ง จึงเป็นเรื่องปกติที่พบเห็น อันนี้นับเฉพาะห้างขนาดใหญ่ อย่าง Tesco Lotus, Big C, Carrefour หรือ Makro เท่านั้น ยังไม่รวมร้านเล็กอย่าง 7-Eleven, Family Mart หรือ Lotus Express นะครับ

แต่สองสามปีมานี้ การเปิดสาขาเริ่มมีสะดุดให้เห็น
และปีนี้ก็ชัดเจนยิ่งขึ้น

ทำไมถึงพลาดเป้า?
มันมีหลายเหตุผลครับ เศรษฐกิจแย่กำลังซื้อยวบ คือปัจจัยเบื้องต้น งั้นผมไม่ขอขยายความ
แต่ปัจจัยอื่นที่มีส่วนอย่างมาก พอจะสรุปได้ มี 4 ปัจจัยด้วยกัน

อย่างแรกเลย คือ ทำเลดีๆหายาก
ยากทั้งในแง่ ‘พื้นที่ขนาดพอดีเหมาะสมที่จะเปิดร้าน’ และยากทั้งในเรื่อง ‘การถูกท้องถิ่นต่อต้าน’
ที่ดินขนาดใหญ่กว่า 10 ไร่ ติดถนนใหญ่ 4 เลน มีชุมชนในรัศมี 5-10 กิโลเมตรอาศัยอยู่หลายหมื่นครอบครัว นับวันมีเหลือน้อยเต็มที
และที่มีก็ใช่ว่าจะเปิดได้
หากใครผ่านไปแถวๆวัชรพล บนถนนสุขาภิบาล 5 ก็จะเห็นคาร์ฟูร์สร้างเสร็จตั้งนาน แต่ยังไม่เปิดบริการเสียที ที่เป็นแบบนี้เพราะประชาชนและกลุ่มทุ่นในบริเวณนั้นเขาไม่เห็นด้วย เรื่องก็เลยคาราคาซัง

อย่างที่สอง คือ มีรายใหม่เข้ามาแจม
เป็นธรรมดาของการทำธุรกิจ ร้านไหนคึกคัก มักมีคนเข้ามาแจม
ธุรกิจค้าปลีกก็เหมือนกัน เมื่อเห็นว่ามีโอกาสโตได้อีก ก็ย่อมจูงใจให้เข้ามาลงทุน
กลุ่มทุนที่มีความได้เปรียบและสามารถกระโดดมาแจมได้เลย ก็เป็นบริษัทสร้างบ้านจัดสรร เพราะมีความเชี่ยวชาญเรื่องที่ดิน
บางบริษัทมีที่ดินอยู่แล้ว แทนที่จะสร้างคอนโดฯ ที่อยู่อาศัยทั้งหมด ก็กันพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับสร้างช้อปปิ้งมอลล์
แต่เขาไม่ได้เปิดห้างเองนะครับ สร้างพื้นที่ให้เช่า หรือไม่ก็ไปจับมือกับโมเดิร์นเทรด
อย่างเช่น KE Land ก็ไปดึง Tops ให้มาเปิดที่ The Crystal รามอินทรา
หรือ TCC Land ก็ให้ Carrefour มาเปิดใน The Market บางโพ

อย่างที่สาม คือ ลูกค้าไม่บ้าเห่อ
ตอนเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตใหม่ๆ คนไทยแห่กันไปขนสินค้าเป็นรถเข็น เพราะตะลึงกับสินค้าราคาถูก
แม้ตอนนี้จะยังมีภาพแบบนี้ให้เห็นอยู่ แต่ลูกค้าก็เริ่มมีพฤติกรรมเปลี๊ยนไป
‘ของถูก’ ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการซื้อ สินค้าบางอย่างยอมจ่ายแพงหน่อยขอให้ได้คุณภาพดี
หากใครเป็นขาประจำของ Tops ก็จะเห็นว่า มีการอัพเกรดสินค้าให้ดูดี มีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ
แถมยังคัดสรรสินค้าเข้าร้านไม่เหมือนกัน

Tops สาขาสีลมมีสินค้าแบรนด์ดังและสินค้านำเข้า มากกว่า Tops สาขาสายไหม
ที่เป็นแบบนี้ เพราะลูกค้าทั้งสองทำเล มีตังค์ไม่เท่ากัน ชอบอาหารไม่เหมือนกัน

อย่างที่สี่ คือ ซื้อข้าวสารกรอกหม้อ
อันนี้เป็นผลมาจากเรื่องเศรษฐกิจด้วย
ปกติเวลาไปโลตัส คาร์ฟูร์ บิ๊กซี ลูกค้าก็จะช้อปเผื่อใช้ 2-3 อาทิตย์
เป็นการซื้อตุน ที่ต้องควักตังค์ล่วงหน้า
แต่พอเงินเริ่มหายาก การใช้จ่ายก็พิถีพิถันมากขึ้น ซื้อเท่าที่จำเป็น ซื้อเพราะเห็นว่าจะได้ใช้

ทั้งหมดนี้เป็น ‘เหตุ’ ที่ทำให้ร้านขนาดใหญ่ เปิดได้น้อยลง
บางรายเปิดไม่ได้ตามเป้า
บางรายไหวตัวทัน ปรับลดเป้าตั้งแต่ต้นปี

แล้วปีหน้า จะเป็นอย่างไร?
เดี๋ยววันพฤหัสหน้าจะกลับมาคุยกันต่อครับ

ภาพจาก eslpod.com

โครงสร้างองค์กร (Organisation chart) คำนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนรู้จักดี เพราะตอนเรียนปริญญาตรี เวลาทำรายงาน คงต้องเขียนถึงโครงสร้างและตำแหน่งต่างๆของบริษัท

ยิ่งกว่านั้น พอเข้ามาทำงานรับเงินเดือน ทุกคนก็รู้(บางคนอาจไม่รู้ แต่จริงๆก็ควรรู้) ว่าตำแหน่งของตนเอง อยู่ส่วนใหนขององค์กร และมีบทบาทหน้าที่อย่างไรบ้าง

จู่ๆ ทำไม่เขียนเรื่องนี้?
แล้วโครงสร้างองค์กรสำคัญอย่างไร?

ตอบคำถามแรกก่อนครับ
เพราะเพื่อนโทรมารบกวนให้ช่วยหา แผนผังโครงสร้างองค์กรบริษัทแห่งหนึ่ง เนื่องจากน้องของเพื่อนต้องทำรายงานส่งอาจารย์
แต่ที่ทำให้ผมแปลกใจจนต้องเขียนเรื่องนี้ คือ ทำไมแผนผังโครงสร้างองค์กร จึงมีหน้าตาแบบนี้!!!

ลองเข้า google.com เลือก Images
แล้วพิมพ์คำว่า “โครงสร้างองค์กร” หรือ “Organisation chart”
ดูผลลัพธ์ที่ได้ แล้วค่อยมาอ่านต่อครับ

ผมคลิกไปหลายหน้า แต่โครงสร้างที่ได้ก็ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทธุรกิจหรือองค์กรภาครัฐ
คือตำแหน่งใหญ่สุดอยู่ข้างบน และก็มีเรียงลำดับความบิ๊กเบิ้ม ลดหลั่นลงมา
นี่เป็นผังแบบ command line เรียงตามสายบังคับบัญชา ซึ่งผมเข้าใจว่า คงใช้ได้ดีในยุคๆหนึ่ง แต่ไม่น่าจะเหมาะกับยุคนี้ โดยเฉพาะองค์กรที่เป็น “บริษัท”

คิดดูซิครับ ถ้าบริษัทค้าปลีก จัดองค์กรแบบนี้
คณะผู้บริหาร และ CEO อยู่ด้านบนสุด ถัดมาเป็นหน่วยงานต่างๆที่อยู่ในสำนักงานใหญ่
ถัดมาเป็นผู้บริหารสาขา และแถวสุดท้ายก็เป็นพนักงานขาย

อ้าว! จัดแบบนี้ “ลูกค้า” ก็อยู่ข้างล่างสุดซิครับ
มิน่า ร้านต่างๆมักทำอะไร ไม่ตรงใจลูกค้าเอาเสียเลย

ผมไม่กล้าสรุปว่า การเขียนแผนผังองค์แบบนี้ผิด
แต่จะขอนำตัวอย่างของบริษัทแห่งหนึ่งมาเล่าสู่กันฟัง

บริษัทที่ว่านี้เป็นเจ้าของเครือข่ายร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นเจ้าของธุรกิจค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น
บริษัทนี้ชื่อ Seven and I Holding ครับ

ในรายงานประจำปี (ซึ่งก็น่าจะเป็นเอกสารชุดเดียวกัน ที่ใช้สื่อสารภายในบริษัท) เขาแสดงแผนผังโครงสร้างองค์กรได้แตกต่างจากหลายๆบริษัท

แผนผังนี้ CEO และคณะผู้บริหารจะอยู่ล่างสุด ดูแวบแรก ก็รู้สึกได้เลยว่า ต้องรับภาระอันหนักอึ้ง
ตรงกันข้าม ลูกค้าจะอยู่ด้านบนสุด ดูอีกแวบ ก็สัมผัสได้เลยว่า เขาให้ความใส่ใจลูกค้าเป็นอันดับแรก ทุกอย่างจะต้องขับเคลื่อนไปยังลูกค้า
ดูแวบที่สาม ก็รู้ทันทีว่า นอกจากลูกค้าแล้ว พาร์ทเนอร์, ผู้ถือหุ้น และชุมชนที่ร้านตั้งอยู่ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ดูแวบที่สี่ ก็รู้ว่า ผู้บริหารระดับกลางมีบทบาทมากแค่ไหน ในการนำนโยบายไปทำให้เป็นรูปธรรม

มองในอีกมุมหนึ่ง แผนผังแบบนี้จะคล้ายกับ การจัดตำแหน่งของการเล่นฟุตบอลครับ
(เข้าเรื่องฟุตบอลอีกแล้ว ;-) )
ที่จะระบุตำแหน่งและบทบาทของผู้เล่นแต่ละคน ว่าใครต้องยืนประจำการตรงไหน มีหน้าที่อะไรบ้าง? เพื่อให้ทีมได้ประตู
เช่น เวลาขึ้นเกมรุก ต้องวิ่งอย่างไร หนีตัวประกบอย่างไร ดึงผู้เล่นฝั่งตรงข้ามอย่างไร?
และเวลาคู่แข่งบุก ต้องตั้งรับอย่างไร จะคุมโซนหรือคุมคน?

ทีมจะชนะก็ต่อเมื่อยิงประตูได้
ดังนั้นในแผนผัง จึงจัดตำแหน่งกองหน้าไว้บนสุด
เช่นเดียวกัน ธุรกิจจะทำกำไร ก็ต่อเมื่อขายของให้ลูกค้าได้มาก

ส่วนตำแหน่งลำดับถัดมา ก็ต้องทำหน้าที่ว่าจะสนับสนุนให้ลูกฟุตบอล (สินค้า) ไปถึงกองหน้า (ร้านสาขา) ได้อย่างไร เพื่อให้ได้ชัยชนะ (ขายสินค้าได้)

อ้าว! ผมตอบคำถามข้อที่สองไปตั้งแต่เมื่อไร?