เห็นห้างค้าปลีกในบ้านเรา โหมโฆษณาแข่งกัน “ฉันขายถูกกว่า”
แล้วอยากจะพาไปเที่ยวอังกฤษจังเลยครับ
เอ่อ…คำว่า “พา” ในที่นี้ คือช่วยออกตังค์ให้ผมด้วยนะ
เพราะที่นั่นเขาแข่งขันกันดุเดือดมาก
ฟุตบอลที่ว่าแข่งกันเลือดสาด อาจสู้ไม่ได้
ใครขายถูกกว่า ไม่ต้องไปเสียเวลาเดินเช็คราคาให้เมื่อยตุ้ม
แค่เข้าเวบ mysupermarket.co.uk ก็รู้ได้ทันที
ในยุคสมัยที่ใครๆก็เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างง่ายดาย
จนบางทีจะถูกข้อมูลทับตายอยู่แล้ว
“ข้อมูลเยอะมาก จนตัดสินใจไม่ถูก”
พอเข้าเวบไซด์นี้ ก็เหมือนได้เดินซูเปอร์มาร์เก็ตพร้อมๆกัน 4 ห้าง ทั้ง Tesco, ASDA, Sainsbury’s และ Ocado
หยิบสินค้ามา 1 ชิ้น ก็รู้ราคาของแต่ละห้างได้เลย
ใครเคยซื้อของออนไลน์ พอจะนึกออกนะครับ
เลือกหยิบของใส่ตระกร้า ไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้ของครบ จากนั้นแล้วคลิกคำนวณราคา ก็จะรู้ว่าทั้งหมดเท่าไร?
แต่ในเวบนี้ เมื่อคิดราคาในตระกร้าเสร็จแล้ว
มันจะเปรียบเทียบให้รู้ว่า “สินค้าตะกร้าเดียวกันนี้” หากไปซื้อที่อื่นราคามันไม่เท่ากันนะ
มีร้านที่ถูกกว่านี้!!! (หรือไม่ก็ ร้านนี้ถูกที่สุดแล้ว)
โชว์กันให้เห็นจะๆ ใครถูกกว่ากัน
จะเทียบเป็นตะกร้า หรือดูราคารายชิ้นก็ได้
คล้ายๆกับประมูลแข่งกัน!!!
เมื่อรู้ราคาทั้งตะกร้า ถ้าจะซื้อ ก็คลิกโอเคได้เลย และข้อมูลนี้ก็จะถูกส่งไปยังเวบไซด์ของร้านนั้นๆจัดการต่อ
แต่ถ้าไม่ซื้อออนไลน์ ก็ปริ๊นท์โพยออกมาเก็บ
นี่คงเป็นพัฒนาการอีกขั้นของการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีก
แม้ว่าผู้ขายบางราย คงไม่อยากให้เกิดการเปรียบเทียบ
แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาไป ใครก็ฉุดไม่อยู่
สงสัยไหมครับ แล้วเวบนี้ได้อะไร
ก็ได้ค่าต๋งเวลาส่งลูกค้า สั่งซื้อออนไลน์ไปเวบนั้นๆยังไงครับ
“อ้าว! แล้วร้านค้า 4 แห่ง จะได้อะไร โดยเฉพาะร้านที่ขายแพงกว่าชาวบ้าน”
อืม…
การเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นกว่าเดิม เป็นสิ่งที่ธุรกิจต้องเจออยู่แล้ว
ในระยะสั้น ต้องบริหารจัดการให้มีต้นทุนต่ำ เพื่อให้ราคาถูกกว่าคู่แข่ง
แต่เชื่อไหมครับ ไม่มีห้างไหนถูกกว่ารายอื่น ในทุกสินค้า
อาจมีตัวถูก ตัวแพง สลับกันไป
ดังนั้น ตะกร้าของ Mr.John อาจซื้อที่ Tesco ได้ถูกกว่า
แต่ตะกร้าของ Mrs.Lilly อาจเป็นของ Siansbury’s
และไม่ใช่แค่เรื่อง “ราคา” อย่างเดียว
คนที่รักสุขภาพ ยังสามารถเปรียบเทียบด้วยว่า สินค้าชิ้นไหน healthy กว่ากัน
อีกอย่างหนึ่ง สินค้าในแต่ละห้าง ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว
ของใช้จำพวก สบู่ ยาสีฟัน แชมพู อาจเหมือนกันเด๊ะ
แต่ของกินอีกหลายอย่าง ก็แตกต่างกัน
นั่นเป็นที่มาว่า ทำไมแต่ละห้างต้องทำ House brand หรือ Private brand กันด้วย!
นี่เป็นแผนระยะยาว ที่เหล่าค้าปลีกต้องทำกันต่อไป
เพราะว่า “สินค้าเฉพาะห้าง” เหล่านี้แหละ จะเป็นตัวดึงดูด ให้ลูกค้าเข้าร้าน


เพื่อนๆออกไอเดีย