ของดี ยังต้องหาจุดขาย

 

สูงสุดคืนสู่สามัญ ดูจะสัจธรรมในทุกวงการ
ซึ่งเดี๋ยวนี้ เมื่อผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
ผู้ผลิตเครื่องดื่ม ต่างก็มุ่งหน้าเข้าป่า

ผมใช้สำนวน “เข้าป่า”
ก็เพราะก่อนหน้านี้ น้ำผลไม้พร้อมดื่มบรรจุขวด จะเป็น ผลไม้ ที่ขึ้นชื่อเท่านั้น ทั้งส้ม แอปเปิ้ล ฝรั่ง 
แต่เดี๋ยวนี้ จะมีผลไม้ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ถูกนำมาทำเป็น “น้ำผลไม้พร้อมดื่ม” เพิ่มมากขึ้น

ล่าสุด Gloji ได้นำผลไม้ชื่อ Goji berry
แค่ชื่อก็รู้กันเลยครับว่า มันไม่ได้หากินกันง่ายๆแน่
เจ้าผลไม้ชื่อแปลกนี้ มีสรรพคุณเยอะเกินบรรยาย อาทิ มีโปรตีนสูงกว่าโฮลวีท, มี วิตามินซี สูงกว่าส้ม, มี Vitamin E , มี Vitamin B-Complex, มี Physalin ป้องกันการเกิดมะเร็ง และอื่นๆอีกเพียบ
ผลไม้อีกชนิดที่ Gloji นำมาผลิต ก็คือ ทับทิม ซึ่งก็มีคุณสมบัติดีไม่แพ้กัน 

ด้วยสรรพคุณทางยา ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มากมายขนาดนี้
จะสื่อให้ลูกค้าเข้าใจอย่างไรดีหล่ะ?
ถ้าจะเขียนข้างขวด คงต้องใช้ขวดลิตร จึงจะพอ
แต่ถึงจะเขียนข้างขวด ก็ไม่แน่ใจว่าลูกค้าจะอ่านหมดหรือเปล่า

เพราะสินค้าในตลาด มีออกมาใหม่เยอะเหลือเกิน
…และแล้ว Gloji ก็มาปิ๊งไอเดีย ขวดทรงหลอดไฟ
เก๋ทีเดียวเลยครับ จับหลอดไฟ มากลับหัว ได้เป็นขวดน้ำผลไม้

“the juice that makes you glow”
นัยว่า ทานน้ำขวดนี้แล้ว จะปิ๊งไอเดียเจ๋งๆ

Add comment August 31st, 2007

The Top100 Bevarage Companies

 

เป็นที่ทราบกันดีว่า ยักษ์ใหญ่เบอร์1 ในวงการค้าปลีกโลกคือ Wal-Mart
แต่ในฝั่งผู้ผลิตหรือ Supplier หล่ะ! ใครเป็นใครบ้าง?
วันนี้ จะพาไปเจาะลึกกับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มครับ

พูดถึงเครื่องดื่ม หากจะแบ่งแบบง่ายๆ ก็มีเพียง 2 กลุ่มหลัก คือ “เครื่องดื่มที่จำเป็นต่อร่างกาย” อาทิ นมพร้อมดื่ม, น้ำผลไม้, น้ำเปล่า, น้ำเกลือแร่ รวมทั้งเครื่องดื่มสายพันธ์ใหม่ๆ เช่น Beaty drink ดื่มแล้วสวย ดื่มแล้วเต่งตึง

กับ “เครื่องดื่มที่จำเป็นต่อจิตใจ”
ที่เรียกว่า “เครื่องดื่มที่จำเป็นต่อจิตใจ” เพราะมันไม่ถึงกับไร้ประโยชน์ เพียงแต่มีประโยชน์ไม่มากนัก และผู้ดื่ม ก็ดื่มเพื่อเพิ่มความสุขทางใจมากกว่า

มาลองทายกันดูไหมครับ ว่าใน Top100 ส่วนใหญ่ ทำธุรกิจเครื่องดื่มประเภทไหนกัน?

ขอเฉลย เลยนะครับ
ผมว่าหลายคนคงเดาถูก
ข้อมูลจากนิตยสาร Beverage Industry ฉบับเดือนมิถุนายนปีนี้ ได้สรุป 100 บริษัทแรกของธุรกิจเครื่องดื่ม พบว่า มีจำนวนบริษัทในแต่ละประเภทเครื่องดื่ม ดังนี้ครับ
Beer 23, Bottled water 22, Juice 22, Spirits 20, Wine 19, Soft drinks18, Alternative bevarages 16, Coffee 10, Tea 10, Dairy 4, Mixes/Powders 2

รวมแล้วอาจได้เกิน 100 เพราะบางบริษัท ผลิตมากกว่า 1 สินค้า บริษัทเบียร์หลายรายก็ผลิตไวน์ด้วย บริษัทน้ำอัดลมก็ผลิตน้ำเปล่าด้วย

ดูภาพรวมแล้ว มาดูรายบริษัทกันบ้าง
เบอร์หนึ่งในเรื่องเครื่องดื่ม คือ Coca-Cola ครับ
มียอดขายในปีที่แล้วกว่า 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าในพอร์ต นอกจากน้ำอัดลมแล้วก็มี น้ำเปล่า, น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มพันธุ์ผสมใหม่ ให้ทั้งพลังงานและสารอาหาร

อันดับสอง คือ Nestle จาก Switzerland
รายนี้มี กาแฟ ชา นม น้ำผลไม้ เป็นตัวทำยอดขายกว่า 21,236 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 50

อันดับสามถึงเจ็ด เป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งไวน์ เหล้า และเบียร์ ไล่เรียงตามยอดขายจากมากไปน้อย ได้ดังนี้ INBEV จาก Belgium, ANHEUSER-BUSCH INC จากสหรัฐ, HEINEKEN จากเนเธอร์แลนด์, SABMILLER จากอังกฤษ และ DIAGEO ผู้ผลิต Johnnie Walker, Guinness Beer, J&B, Smirnoff จากอังกฤษเช่นกัน

ที่น่าแปลกใจคือ PEPSI อยู่ในอันดับแปดเท่านั้น มียอดขาย 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็นครึ่งหนึ่งของ Coca-Cola เท่านั้น

ส่วนอันดับเก้า คือ PERNOD-RICARD ผู้ผลิตไวน์ เหล้า และน้ำผลไม้ จากฝรั่งเศส

น้องใหม่มาแรงแห่งยุค อย่าง STARBUCKS กระโดดขึ้นมาอยู่ในอันดับสิบ ด้วยยอดขาย 7,787 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งหมดเป็นยอดขายในปีที่ผ่านมาเท่านั้น แต่อนาคตไม่แน่ เพราะกระแสการบริโภคเริ่มเปลี่ยนไป
PEPSI และ Coco-Cola ก็ปรับตัวกันใหญ่ ไล่ takeover บริษัทน้ำดื่ม น้ำผลไม้ กันว่าเล่น
เป็นแบบนี้ อันดับในปีหน้า คงเปลี่ยนแน่!
แต่ถึงกระแสสุขภาพจะเปลี่ยนไปอย่างไร รายได้ของผู้ผลิตเหล้า เบียร์ ก็ไม่เห็นกระเทือน
“แปลกไหมครับ?”

1 comment July 19th, 2007

Red toe Soda

 

“ต้องเลือกข้าง และอย่าฝืนกระแส” ดูจะเป็นทางเลือกหนึ่งของธุรกิจในยุคนี้

พูดแบบนี้ หลายคนอาจมีเถียง
“อะไรกัน จะทำธุรกิจ เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ต้องไปเลือกข้าง ต้องหากลุ่มสังกัดด้วยเหรอ”
“แล้วจะเลือกกลุ่มไหน จะเข้าข้างกลุ่มอำนาจเก่า หรือกลุ่มอำนาจใหม่”

ขอยืนยันว่า “ต้องเลือก” ครับ
ส่วนจะเลือกกลุ่มไหน ตามแต่สไตล์ถนัดของแต่ละบริษัท

กลุ่มอำนาจในที่นี้ ผมหมายถึง ผู้บริโภคครับ
จากกระแสรักสุขภาพ ที่มาแรงแซงโค้ง และทำให้สินค้าหลายๆตัว มียอดขายติดลมบนในระดับพันล้านบาทต่อปี และก็ทำให้สินค้าที่ไร้ประโยชน์ต่อสุขภาพ กระเทือนไปเยอะเหมือนกัน
นี่เป็นพลังของกลุ่มอำนาจใหม่โดยแท้!

หนึ่งในสินค้าที่ว่านี้ ก็คือ “น้ำอัดลม” แม้ยอดขายจะไม่ติดลบ แต่ก็ดันยอดขาย ยากพอๆกับเข็นครกขึ้นภูเขา
เราจึงเห็นบริษัทน้ำดำสองค่ายใหญ่ทั้ง “โค้ก” และ “เป๊ปซี่” กว้านซื้อบริษัทผลิตน้ำผลไม้และน้ำดื่มประเภทอื่น พร้อมกับทะยอยเปิดน้ำดื่มรสผลไม้อย่างต่อเนื่อง

แม้จะมีสินค้าประเภทใหม่ แต่ก็ช่วยได้ไม่มากนัก เพราะเม็ดเงินของ “ตลาดน้ำดำ” มันใหญ่กว่ากันเยอะ
สองค่ายใหญ่ จึงออกอาการ “แทงกั๊ก” หันไปโปรโมต น้ำดำแคลลอรี่ต่ำ Pepsi Max และ Coke Zero  

แต่ตอนนี้หลายประเทศเริ่มเอาจริงในเรื่องสุขภาพ อย่างเช่นห้ามขายน้ำอัดลมในโรงเรียน ไอเดียนี้ก็พอจะคุ้นๆกันไปบ้างนะครับ เพราะเมืองไทยก็นำมาใช้อยู่ในบางแห่ง แต่ยังไม่ถึงกับบังคับทุกโรงเรียน แต่ในอนาคตก็ไม่แน่!

เป็นแบบนี้ บริษัทน้ำอัดลมรายหนึ่งจึงหันมาหากลุ่มอำนาจใหม่
เลือกผลิตน้ำอัดลมในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ใช้วิตถุดิบจากน้ำผลไม้ ไม่ใส่น้ำตาล ไม่มีคาเฟอีน ไม่เติมสารกันบูด หรือโซเดียม และมีแคลลอรรี่ต่ำ เพียง 9 แคลลอรี่ต่อกระป๋อง
ยังไม่พอ
เขาเติมสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายเด็กๆ อาทิ วิตามิน ซี, แคลเซียม และโปแตสเซียม 
สินค้าของ Red Toe Soda ผ่านการรับรองของหน่วยงานด้านอาหารและยาของสหรัฐเรียบร้อยแล้ว

ไอเดียเจ๋งแบบนี้ ต้องยกนิ้วโป้งให้เลยครับ
แต่แค่นิ้วหัวแม่มือคงไม่พอ ขอแถม Big toe ด้วยหล่ะกัน!!!

2 comments July 17th, 2007

Previous Posts


Recent Posts

 

July 2008
M T W T F S S
« Jun    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

Tags

Categories

Recent Comments

Archives

blogroll

Pages

Meta

Spam Blocked