“หนึ่งพันหนึ่งร้อยแปดสิบบาทครับ”
เด็กปั๊มบอกจำนวนเงินที่ต้องจ่าย หลังเติมแก๊ซโซฮอล์ให้เต็มถัง
ราคานี้ ยังไม่รวมน้ำมันที่มีอยู่พอสมควรก่อนเลี้ยวรถเข้าปั๊ม
ถ้าเป็นเมื่อ 2-3 เดือนก่อน เติมเท่านี้ราคาจะอยู่ในหลัก “ต่ำกว่าพัน” เท่านั้น
แถมกูรูด้านพลังงาน ยังออกมาแสดงความคิดเห็นว่า “ราคาไม่มีลง มีแต่จะทรงและพุ่งขึ้น” ช่วยตอกย้ำว่า เตรียมตังค์ไว้จ่ายเพิ่มได้เลย
ครับ! ราคาน้ำมันในบ้านเรา ไม่ได้อยู่ในวัยรุ่นหรือทีนเอจอีกแล้ว แต่กำลังเข้าสู่วัย “เลขสาม” วัยนี้ถ้าเป็นสาวๆก็ต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ
แต่ก็ใช่ว่าวิกฤตแบบนี้จะมีผลเสียเสมอไป
เพราะหลายๆนวัตกรรม ก็เกิดขึ้นในภาวะหลังพิงฝา
เคยได้ยินวิธีคิดนี้มั๊ยครับ
ที่เขาบอกว่า แม้จะว่ายน้ำไม่เป็น แต่ถ้าเกิดพลาดตกลงไปในบ่อน้ำที่มีจรเข้ ก็สามารถว่ายน้ำได้ถึงฝั่ง เพราะมนุษย์มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดสูงมาก
คุณตัน ผู้สร้างแบรนด์โออิชิ ก็ใช้ห้องอบเซาน่าเป็นบ่อจรเข้
ใช้ห้องอบเซาน่าเป็นเวทีแก้ปัญหา “ไม่ออกจากห้องอบเซาน่า จนกว่าจะคิดออก”
ความร้อนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระตุ้นให้สมองต้องคิด
หนึ่งธุรกิจ ที่เป็นผลผลิตในยุคน้ำมันแพง คือร้านเสื้อผ้าออนไลน์
แต่ไม่ใช่แค่คลิก จ่ายตังค์ และรอรับสินค้านะครับ
เพราะแบบนี้ธรรมดาเกินไป
หากย้อนไปดูว่า ทุกคนซื้อเสื้อผ้าเพื่ออะไร?
คำตอบที่ได้ ช่วยให้ styleshake ปั้นโมเดลธุรกิจออนไลน์ ให้เป็นที่ถูกใจสาวๆนักช็อป
เพราะ styleshake เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ดีไซน์เสื้อผ้าด้วยตัวเอง ทั้งเลือกเนื้อผ้า เลือกสี กำหนดรูปทรง เลือกขนาด รวมไปถึงติดโบว์ ติดริบบิ้น
DIY ได้เต็มที่
แถมถ้าคิดไม่ออก ก็ไปของคนอื่นที่ออกแบบไว้
ข้อดีอีกอย่างของเว็บนี้ คือแต่ละคนจะมีประวัติข้อมูลส่วนตัว ว่าเคยซื้อเสื้อผ้าแบบไหน สีอะไร ไซส์ขนาดไหน จะได้ว่าอ้วนขึ้นหรือผอมลง
เมื่อเลือกได้เสร็จสรรพ ก็นั่งรออยู่บ้าน ประมาณ 10 วัน ของก็มาส่ง
ลูกค้าประหยัดเวลา ประหยัดค่าน้ำมัน และได้ของถูกใจ
ร้านได้ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเช่าหน้าร้าน ไม่ต้องผลิตสินค้าสต็อกไว้ก่อน
และยังมีส่วนช่วยลดปัญหาโลกร้อน เพราะร้านนี้ไม่ต้องผลิตสินค้ามาก่อน แล้วค่อยนำไปขาย ซึ่งบางชิ้นอาจจะขายไม่ออก สุดท้ายก็นำไปใส่กะบะ แปะป้าย “Sale” และถ้าลดราคาแล้วยังขายไม่ได้ ก็จะกลายเป็นขยะเสียอีก
ผมเองก็พยายามช่วยแก้ปัญหานี้
เจอ Adidas Nike แปะป้าย Sale ทีไร ก็ต้องเข้าไปอุดหนุน
“เพื่อช่วยลดโลกร้อน”
November 30th, 2007
ธุรกิจสมัยนี้ ทำมาค้าขายอะไรก็ลำบากนะครับ
เพราะนอกจากลูกค้าจะเก่งขึ้น, มีข้อมูลมากขึ้น, มีทางเลือกมากขึ้น แล้วยัง “เค็มขึ้น” กว่าเดิมอีก
อย่างหลังนี้อาจเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจตอนนี้
จากที่ “เห็นปุ๊บ โดนใจปั๊บ ซื้อเลย”
กลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้ เวลาเจอสินค้าถูกใจ ต้อง “คิด คิด และคิด” หลายตลบ
เพราะ “รูดปื้ดเที่ยวนี้ สิ้นเดือนจ่ายไหวเปล่า”
ส่วนคนที่ใจง่าย และมักหักห้ามใจไม่อยู่ เมื่อเจอของถูกใจ ก็อาจตัดไฟแต่ต้นลม ด้วยการไม่เฉียดไปร้านโปรด หรือลดความถี่ลงกว่าเดิม
เป็นแบบนี้ ธุรกิจแฟชั่น ร้านเสื้อผ้า ก็ลำบากซิครับ
การดึงลูกค้าให้เดินเข้าร้าน ที่ว่าทำยาก ก็พอจะแก้ได้ ด้วยการจัด display สินค้าให้สวยๆ ตกแต่งร้านให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ หรือเร่งออกสินค้าใหม่ๆถี่ขึ้นกว่าเดิม
แต่การทำให้ลูกค้าที่เดินเลือกของในร้าน ตัดสินใจซื้อ นี่ซิ ยิ่ง “ยาก” กว่าอีก
มีทางเดียวครับ ต้อง “กรอกตา” ลูกค้า
วิธีนี้เลียนแบบ ความสำเร็จของค่ายเทป
ที่โปรโมตเพลงใหม่ผ่านวิทยุ
เปิดไปเรื่อยๆ ชั่วโมงละครั้ง ไม่เกินเดือน เพลงขึ้นชาร์ทท็อปเทนแน่นอน
หรือไม่ก็ดูตัวอย่างเพลงประกอบละคร
ออนแอร์ไม่กี่ตอน คนร้องได้ทั้งเมือง
จากเพลงธรรมดาๆ ร้องไป ร้องมา
เออ! เพราะเหมือนกัน
เช่นกันครับ เสื้อผ้าบางตัว ของบางชิ้น เมื่อดูนานๆ ก็จะเห็นความงาม
จากแนวคิดนี้ ทำให้ร้านเสื้อผ้าหลายยี่ห้อ ผุดคอนเซ็ป Cafe in Store อาทิ
Lee Club Cafe ของยีนส์ลี
ไอคิว อีคิว ช็อป และ Cafe CPS ของแช็ปส์
“กินไป มองไป เดี๋ยวก็ต้องซื้อแน่ๆ”
หากใช้วิธีนี้แล้วยังไม่ขายไม่ได้
อย่างน้อยร้านเสื้อผ้าก็มีทางเลือกอื่น
“ขายขนม ขายกาแฟ ดีกว่า”
September 18th, 2007
“หัวข้อนี้ไม่เหมาะสำหรับเด็ก เยาวชน และคนที่ไม่ชัดเจนในเรื่องเพศ”
คิดอยู่นานครับ ว่าจะเขียนไอเดียธุรกิจนี้ดีไหม
เดี๋ยวจะกลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชน
ฉะนั้น จึงต้องขึ้นต้น แบบมีคำเตือนเหมือนรายการทีวี
ความคิดต้นๆ ของคนการตลาด ก่อนจะเปิดตัวสินค้าใหม่ หรือว่าทำธุรกิจใหม่ คือ
ต้องรู้จักลูกค้าเป้าหมายของตนเอง
ต้องตอบคำถาม “จะขายให้ใคร?” ให้ได้เสียก่อน
การแบ่งกลุ่ม ก็เพื่อให้ “รู้จักลูกค้า” ได้มากขึ้น ลึกขึ้น เพื่อหลอกล่อให้เขาจ่ายเงินเพิ่มขึ้น
ซึ่งการแบ่งกลุ่มลูกค้าก็ไม่ได้มีสูตรตายตัว
มีทั้งเรื่องเพศ, อายุ, รายได้, ไลฟสไตล์ ไปจนถึงศาสนาที่นับถือ
เข้าทำนอง “ใครใคร่แบ่ง ก็แบ่ง”
แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป นับวันการแบ่งกลุ่มลูกค้าก็ยิ่งแปลกไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่อง “เพศ”
แม้ว่า “เพศทางเลือก” (ไม่ใช่เพศชาย และไม่ใช่เพศหญิง) จะมีมานาน
แต่การจะให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ก็เพิ่งอุบัติในปลายทศวรรษที่ผ่านมาเท่านั้นเอง และก็ยังจำกัดอยู่ในไม่กี่ประเทศด้วย
การทำตลาดกลุ่มนี้ จึงเพิ่งอยู่ในยุคเริ่มต้น
ดังนั้นในประเทศที่มีกฎหมายรองรับ “เพศทางเลือก” อย่างเช่น Belgium, Spain, Netherlands, Canada และ South Africa จึงเป็นโอกาสใหม่ของนักการตลาด
อย่างที่สเปน มีร้านเสื้อผ้า By สำหรับหนุ่มสาวที่จะเข้าพิธีแต่งงาน
แต่เป็นหนุ่มสาวที่ไม่ใช่หนุ่มสาวทั่วไป หากแต่เป็นชาวเกย์เท่านั้น
ร้านนี้ระดมดีไซน์เนอร์ฝีมือดีมาหลายคน สนนราคาจึงแพงไม่ใช่เล่น มีตั้งแต่ 1,500 จนถึง 6,000 ยูโร
เข้าไปชมเว็บร้านนี้ ด้วยความอยากรู้ว่า เสื้อผ้าจะหน้าตาประมาณไหน?
ดูไปดูมา
เฮ้ย! ทำไมบางตัวคุ้นๆ คล้ายๆ กับของเพื่อนคนหนึ่ง
แบบนี้ไว้ใจหมอนี่ไม่ได้แล้ว!
August 1st, 2007