“ไปเล่นน้ำสงกรานต์ที่ไหนมา?”
เสียงแว่วทักทายกันในวันพุธที่ 16 เมษายน หลังจากหยุดทำงานหลายวัน
“ไปไกลมากเลยพี่”
“ผมมาเล่นน้ำที่สีลม” เสียงตอบแบบกวนๆ ขำๆ
“แต่พอเล่นเสร็จ หารถกลับบ้านยากมาก เพราะไม่มีแท็กซี่คันไหนยอมให้ขึ้น”
ไม่รู้ว่ามีใครเจอสถานการณ์แบบนี้บ้าง?
แต่เท่าที่เห็นจากข่าวในทีวี มีคนจำนวนมากเบียดเสียดกันเล่นน้ำ ทั้งสีลมและตรอกข้าวสาร ผมเดาว่าคงมีหลายคน ต้องใช้บริการขนส่งมวลชนเป็นแน่ๆ
ตอนเล่นก็สนุกครับ แต่พอเล่นเสร็จ เนื้อตัวเปียกแฉะ “แล้วจะกลับบ้านได้อย่างไร?”
แต่ถ้ามีผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดผม หรือเสื้อยืดสักตัวให้เปลี่ยน ก็จะดีไม่น้อย
ร้านค้าที่ตั้งอยู่ใกล้ๆบริเวณนั้น ก็มีแต่ขายน้ำ น้ำ และก็น้ำ
แต่ว่าไป จะให้แม่ค้าตั้งแผงขายเสื้อผ้า ในเทศกาลสงกรานต์ก็คงลำบากอยู่ เพราะสินค้าจะเปียกแน่ๆ
แต่ก็มีวิธีขายแบบอื่นที่สินค้าจะไม่เปียกน้ำก่อนถึงมือผู้ซื้อ นั่นก็คือ ขายผ่านตู้อัตโนมัติหรือ vending machine ยังไงครับ
ลองจินตนาการดูนะครับ นำเสื้อยืดหรือผ้าเช็ดผม ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กๆ ม้วนใส่กระบอกพลาสติกใส ที่ขนาดใหญ่พอๆกับต้นแขน ยาวเพียงคืบกว่าๆ
ภาชนะบรรจุแบบนี้ ก็ไม่ต่างอะไรจากกระป๋องน้ำอัดลม น้ำเกลือแร่ ที่วางขายในตู้กดที่มีอยู่
เพียงแต่นี่มันบิ๊กไซด์ คล้ายๆเอาเป๊ปซี่ 1.25 ลิตร มาวางขายในตู้กด
และเพื่อเพิ่มมูลค่าในสินค้า ก็อาจมีการสกรีน “Song Kran @ Khao San 2008″ หรือ “Song Kran @ Silom 2008″ ไว้ให้เป็นที่ระลึก
โดยเฉพาะชาวต่างชาติสินค้าชิ้นนี้ จะเป็นหลักฐานยืนยันว่า ได้มาร่วมประเพณีอันเก่าแก่ของชาวสยาม
ยังครับ! ยังไม่พอ เพื่อให้คนซื้อสะดวกสบายยิ่งขึ้น ก็ตั้งตู้ขายเสื้อผ้าอัตโมมัตินี้ ใกล้ๆกับตู้ขายเครื่องดื่ม และเครื่องเป่าผมหยอดเหรียญ
เล่นสงกรานต์มาเหนื่อยๆ แวะดื่มน้ำ เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อ เป่าผม ก่อนขึ้นรถกลับบ้าน
April 24th, 2008
แม้เดี๋ยวนี้ธุรกิจหลายองค์กร จะบอกว่าไม่ได้มุ่งที่จะ make profit
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า กำไรยังคงเป็นเป้าหมายหลักอยู่ดี
โดยมีนอมินีเป็น “การรับผิดชอบสังคม” มายืนอยู่แถวหน้าแทน “กำไร”
ต้องแสดงให้เห็นว่ารับผิดชอบสังคม เพื่อคนในสังคมซื้อสินค้าของบริษัท
แต่การแสดงความรับผิดชอบ ก็ทำให้มีต้นทุนเพิ่ม
แบบนี้ก็กระทบ “กำไร” เห็นๆ
แล้วจะทำอย่างไรดี???
”ก็เพิ่มราคาขายซิ!”
ตอบแบบนี้ คงมีแต่ในทฤษฎีเท่านั้น
แถมเป็นทฤษฎีคณิตศาสตร์ด้วย เพราะทฤษฎีด้านการตลาดทุกวั้นนี้แทบจะไม่พูดถึงการขึ้นราคาขายแล้ว
โลกของธุรกิจเดี๋ยวนี้ แข่งขันกันรุนแรงจนไม่สามารถขยับราคาได้
เออ! ขยับได้ครับ แต่เป็นขาลงนะ
แม้แต่สินค้าสุดยอดนวัตกรรม อย่าง iPod ยังต้องลดราคาเลย
เมื่อขึ้นราคาไม่ได้ ก็เหลือแค่ทางเดียว คือ ลดต้นทุน
พูดง่าย แต่ทำยากมากครับ
หรือจะยกเลิกการรับผิดชอบสังคมไปเลย ง่ายดี! (แฮะๆ)
ไม่หรอกครับ
มันต้องมีวิธีดีกว่านี้
ตัวอย่างหนึ่งคือ บริษัทจำหน่ายเครื่องดื่มผ่านตู้อัตโนมัติ waterwerkz ในอังกฤษ
การวางเครื่องดื่มแบบกระป๋องในตู้แช่ขนาด 2-3 คนโอบ เต็มที่ก็ไม่กี่ร้อยกระป๋อง
“แล้วถ้าเปลี่ยนกระป๋องเป็นอย่างอื่นหล่ะ” ก็น่าจะดีกว่านี้
เพราะถ้าบรรจุได้เยอะ ก็ประหยัดต้นทุนในการเติมสินค้า
“ถุงพลาสติก” เป็น packaging ที่น่าจะนำมาแทนได้
แต่ใช่แค่การเปลี่ยนจาก “ใส่กระป๋อง” มาเป็น “ใส่ถุง” แค่นั้น
แต่เขาออกแบบให้ Vending Machine เครื่องนี้ สามารถผสมเครื่องดื่มได้ตามต้องการ
โดยมีน้ำเปล่า น้ำหวาน และหัวเชื้อส่วนผสม บรรจุแยกถุงกันอยู่
ไม่เพียงแค่นั้น ด้วยวิธีการบรรจุเครื่องดื่มสดๆ ทันทีที่ลูกค้ากดปุ่ม
ทำให้ได้เครื่องดื่มเย็นๆ แต่ใช้ไฟน้อยกว่าเดิม
อย่าลืมนะครับว่า การแช่น้ำขวด น้ำกระป๋อง ต้องใช้ความเย็นสูง
กว่าความเย็นจะทะลุผ่าน ขวดแก้ว หรือ กระป๋องอลูมิเนียม
ฉะนั้น waterwerkz เป็นต่อเห็นๆในเรื่องประหยัดไฟ
แต่ทั้งหมดคงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ waterwerkz ผลิต Vending Machine เครื่องนี้หรอก
ผมว่า คนคิด คงบังเอิญมาเที่ยวเมืองไทย แล้วเกิดประทับใจ สโลแกน “ยืดอก พกถุง” แน่ๆเลย 
October 4th, 2007
วันนี้ยังไม่ขอเฉลย Hungry Planet นะครับ
อยากให้มีเวลาคิดอีก 1 วัน
ขอกลับไปเล่าไอเดียค้าปลีกกันบ้าง ซึ่งพักหลังนี้ผมไม่ค่อยได้เล่าเท่าไร
หากใครทำธุรกิจอาหาร ก็จะรู้ว่า ถนนทุกสายต่างมุ่งสู่ “เส้นทางสุขภาพ”
ถ้าไม่ไปตามกระแสนี้ ก็เห็นทีจะยากหน่อย
ผู้ผลิตและผู้ค้าหลายคน จึงต้องปรับกลยุทธ์ หรือทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ลูกค้าเห็นว่า “ดีต่อสุขภาพ”
หนึ่งในไอเดียตัวอย่าง ที่น่าเลียนแบบคือ Yo! Naturals ที่เสริมจุดแข็งให้ Vending Machine ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ โดยการเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีจัดการเพียงเล็กน้อย
เราอาจคุ้นกับ Vending Machine ที่ขายน้ำอัดลม น้ำดื่ม นม และกาแฟ
แต่สินค้าหลายประเภทในเครื่องอัตโนมัติเหล่านี้ “มันไม่โดนใจลูกค้าเสียแล้ว”
Yo! Naturals เลยทำ Yo! Zone ด้วยการนำสินค้าที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพเท่านั้น มาวางขายผ่านเครื่องหยอดเหรียญ
เริ่มจากการ “ดึงตัวที่ไม่เป็นประโยชน์ หรือไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ออกให้หมด”
จากนั้นก็ “ใส่สินค้าที่กำลังนิยม ลงไปแทน”
อะแฮ่ม! ดูฟุตบอลมากไป ไอเดียเลยไหลมาเทเรื่องค้าปลีก
อันที่จริง “ค้าปลีก” กับ “ฟุตบอล” ก็เรื่องเดียวกัน
พื้นที่ขายมีเท่าเดิม = จำนวนนักฟุตบอลก็มีเท่าเดิม
ทำอย่างไรให้ยอดขายเพิ่ม = ทำอย่างไรให้ยิงประตูเพิ่ม
หาสินค้าเจ๋งๆมาขาย = เอาตัวเก่งๆลงไปเล่น
สินค้าบางตัวต้องอยู่ใกล้กัน เพราะลูกค้าเห็นแล้วจะซื้อคู่ เช่น สแน็กกับเบียร์ = นักเตะ
บางคนจะเข้าขากับบางคนเท่านั้น ลงไปคนเดียวอาจไม่ได้ช่วยทีม
…ชักจะไปกันใหญ่ ขอพอเรื่องฟุตบอลแค่นี้ก่อนครับ
กลับมาที่เรื่อง Vending กันต่อ
ในตู้นี้มีทั้ง น้ำดื่ม นม น้ำผลไม้ น้ำเกลือแร่ ขนมขบเคี้ยว ลูกอม และอาหารสำเร็จรูป
เรียกว่าจะทานเล่นก็ได้ ทานเอาอิ่มก็มี
ด้วยรูปแบบการขายผ่านตู้ ทำให้ Yo! Naturals มีเวลาเต็มที่ในการหาพันธมิตรเพื่อพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ส่วนเรื่องการจำหน่ายก็ปล่อยให้ผู้ที่สนใจ ซื้อแฟรนไชส์ไปลงทุน
ได้ทั้งความสะดวกรวดเร็ว หาซื้อง่าย และเป็นประโยชน์ น่าจะโดนใจคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพ
September 21st, 2007