Archive for » January, 2010 «

เดี๋ยวนี้หันไปทางไหนก็มีแต่คนก้มหน้า Touch หรือไม่ก็สัมผัสหน้าจอ BB
อาจเพราะการสื่อสารแบบนี้ มีสีสันและสร้างความสนุกกว่าพูดคุยซึ่งๆหน้า
ใครรู้ตัวว่าหน้าตา สู้คารมไม่ได้ ลองใช้วิธีนี้จีบหญิงดูสิครับ รับรองถ้าไม่สมหวังก็แห้ว!
“เฮ้ย แล้วมันต่างจากวิธีอื่นตรงไหนนี่?”

บางทีเห็นแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ มีหลายก๊วนเดินขึ้นรถไฟฟ้ามาด้วยกัน แต่ไม่ยักหันมาคุยกันสักแอะ เอาแต่ก้มหน้าก้มหน้า ง่วนอยู่กับมือถือรุ่นล่าสุด
จะว่าโกรธกันก็ไม่น่าใช่ เพราะสีหน้าบ่งบอกว่าปลดทุกข์มาเรียบร้อยแล้ว
“น่าจะไม่สบาย คงเจ็บคอ แหง๋มๆเลย”
“เขากลัวเชื้อโรคแพร่กระจาย จึงใช้ BB ตอบโต้กันแทน”

แม้หลายคนจะไม่ได้เป็นอย่างที่ผมสันนิษฐาน คือร่างกายแข็งแรงปกติ แต่เขาก็เลือกที่จะแชต BB ต่อไป
เห็นอาการแบบนี้ พอจะเดาอนาคตได้นะครับ ว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นแค่ไหน
และต่อไป หลายสิ่งหลายอย่าง จะค่อยๆอัพเกรดเป็น ‘สมาร์ท’ เหมือนมือถือ
อุปกรณ์สมาร์ท ทำให้คนใช้งานดูดีไปด้วย แม้จะใช้ไม่ค่อยเป็นก็เถอะ

ต้องบอกว่า สมาร์ทโฟน เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่โลกใหม่ เผลอๆสิ่งนี้แหละที่จะทำให้โลกเติบโตได้อีกครั้ง
หากมองย้อนไป ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ก็ต้องยอมรับครับว่า สินค้าพวกเครื่องยนต์ เครื่องกล เครื่องใช้ไฟฟ้า และไอที มีบทบาทอย่างมาก
ไม่เชื่อลองสำรวจดูในบ้านสิครับ ทีวี โฮมเทียเตอร์ ตู้เย็น ไมโครเวฟ คอมพิวเตอร์ รวมไปถึงรถยนต์ รวมๆกันแล้ว มูลค่ามากขนาดไหน และถ้านับรวมทั้งประเทศ มันก็มหาศาลน่าดู

แต่ตอนนี้เครื่องอำนวยความสะดวกเหล่านี้ มีเกือบทุกหลังคาเรือนแล้ว
กว่าจะซื้อใหม่ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปี รอให้ของเก่าเจ๊งก่อน หรือไม่ก็รอเก็บตังค์ก่อน

แต่… ถ้ามีสินค้าใหม่ที่สมาร์ทกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ซื้อมาทดแทนของเก่า
เป็น ‘สมาร์ท’ ที่ช่วยลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความสะดวกสบายมากกว่าเดิม
ของเหล่านี้ก็จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น
สมาร์ทบิลดิ้ง อาคารอัจฉริยะที่ตรวจสอบการใช้พลังงานในอาคาร จุดไหนไม่ได้ใช้ ก็จะตัดไฟทันที ปรับไฟปรับแอร์ให้ตรงกับความต้องการ
สมาร์ทปั๊ม เครื่องปั๊มน้ำที่ตรวจเช็คการส่งน้ำไปในตัว หากมีน้ำรั่วซึม เครื่องก็หยุดจ่ายน้ำ
สมาร์ทซิตี้ เมืองที่มีระบบเตือนภัย และการแก้ไขปัญหาฉุกเฉินได้ทันท่วงที หากมีภัยพิบัติหรือการก่ออาชญากรรม
สมาร์ทรูฟ หลังคาที่สามารถผลิตพลังงาน
และอีกหลายๆอุปกรณ์ที่สามารถ ‘สมาร์ท’ ได้กว่าเดิม หรือแม้แต่ในร้านค้า ก็ใช้อุปกรณ์อัจฉริยะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการขายได้
คิดดูสิครับ ถ้ามีกระจกวิเศษ (Smart mirror) ที่เพียงเอามือแตะและลากเสื้อผ้าไปมา ก็จะเห็นได้เลยว่าชุดไหน สีใด เหมาะกับตัวเรา
และถ้ายังคิดไม่ตก ก็ส่ง MMS ไปให้คนรู้ใจช่วยเลือกอีกที แบบนี้คงจะถูกใจนักช้อปแน่ๆ

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน และคาดว่าอีกไม่นาน นิทานก็จะออกมาสู่โลกความเป็นจริง
“กระจกวิเศษบอกข้าเถิด สีใดงามเลิศในปฐพี”

แม้แต่ชาวบ้านร้านตลาด ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงผลของการเปิดเสรีการค้า เพราะเมื่อภาษีนำเข้าลดลง ราคาสินค้าก็ถูกลงด้วย
‘แอ็บเปิ้ล ลูกท้อ’ ผลไม้มีคลาส ที่เคยเป็นของแพงของฟุ่มเฟือยสำหรับคนรายได้น้อย
เดี๋ยวนี้กลายเป็นผลไม้พื้นๆ บนแผงขายในตลาดสด หาซื้อง่ายกว่าลูกมะเดื่อหรือมะขามป้อม

นี่เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดเสรีการค้าผักผลไม้ไทย-จีน ตั้งแต่ปลายปี 46
ความตกลงนั้น ทำให้ผักและผลไม้จากเมืองแดนมังกรมีราคาถูกลงกว่าเดิม แปลว่าเกษตรกรและแรงงานรับจ้างก็มีโอกาสได้กินของนำเข้าเหมือนกัน
แต่อีกด้านหนึ่ง หอมและกระเทียม ของเกษตรกรไทย ก็มีคู่แข่งมากขึ้น

‘มีได้ ก็ต้องมีเสีย’ เป็นเหรียญสองด้าน ที่มักเกิดขึ้นเสมอเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง
เพียงแต่คนที่อยู่ใน ‘มุมได้’ ก็มักจะเชียร์ คนที่อยู่ใน ‘มุมเสีย’ ก็มักประท้วง

นี่ยังไม่นับผลจากการเปิดเสรีอาเซียน ที่ไทยและเพื่อนบ้านอีก 5 ประเทศ ลดภาษีนำเข้าทุกสินค้าเหลือ 0% เท่านั้น ซึ่งมีผลไปเมื่อ 1 มกราคมที่ผ่านมา
แปลว่า สินค้าที่ผลิตในมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน และสิงคโปร์ ถ้าส่งมาไทยก็ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าสักบาท (อ้อ! รู้สึกจะมียกเว้ณ 5-6 รายการสินค้าครับ หนึ่งในนั้น ก็คือ กาแฟ)
และอีก 5 ปี ข้อตกลงแบบนี้ จะขยายพื้นที่ครอบคลุม เวียดนาม ลาว พม่า และเขมร

ยิ่งขยายพื้นที่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก็ขยายวงมากขึ้น
แต่ห้ามไม่ให้ขยายวง คงไม่ได้เพราะ…
‘สินค้า’ ก็คล้ายกับ ‘น้ำ’ ครับ เพียงแต่ไหลในทิศตรงกันข้าม
‘น้ำ’ ไหลจากที่สูงไปที่ต่ำ
แต่ ‘สินค้า’ ไหลจากที่ต่ำไปที่สูง
ที่ไหนให้ราคาสูง ใครๆก็อยากเอาสินค้าไปขายที่นั่น

การเก็บภาษีนำเข้า จึงเสมือนเขื่อนกั้นน้ำ ที่ชะลอการเคลื่อนย้ายสินค้า
แต่ว่า การฝืนธรรมชาติแบบนี้ ดูจะไม่เป็นที่ต้องการของกระแสทุนนิยมสมัยใหม่ ที่หันไปทางไหนก็มีแต่เปิดเสรีการค้า

ไม่เฉพาะสินค้าเท่านั้นนะครับ แม้แต่ ‘แรงงาน’ ก็ไหลได้เหมือนกัน
เกษตรกรชาวไร่ชาวนาของไทย ก็มาหางานทำในกรุงเทพและหัวเมืองใหญ่ ยกระดับรายได้จากรายรับปีละไม่กี่ครั้ง เป็นลูกจ้างรายเดือน
เช่นเดียวกับ แรงงานบ้านใกล้เรือนเคียง ตอนนี้ก็มีเข้ามาแสวงโชคในบ้านเรากว่า 1.4 ล้านคน
ส่วนใหญ่เป็นพม่า มีลาวกับเขมร เพียงชาติละแสนกว่าคน

แรงงานเหล่านี้ ทำให้ SME ไทยมีทางเลือกมากขึ้น เพราะบางอาชีพคนไทยไม่ใช้ชีวิตเปื้อนฝุ่นอีกแล้ว
แม้ตอนนี้แรงงานต่างด้าว จะได้ใบอนุญาตทำงานชั่วคราวเท่านั้น แต่ในอนาคตก็ไม่แน่
และหากแนวคิดสังคมอาเซียน(ASEAN Comunity)เป็นไปอย่างที่ฝัน เราก็อาจเห็นแรงงานมีฝีมือ หรือเป็นระดับผู้จัดการสัญชาติสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม หรือฟิลิปปินส์ เข้ามาแย่งงานคนไทยมากขึ้น

ดังนั้น หากไม่อยากถูกน้ำท่วมเมื่อประตูเขื่อนเปิด เราก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม
เพราะเพื่อนบ้านของเรา เขาเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมไทยกันพอสมควร
เดี๋ยวนี้แรงงานต่างด้าว เขาแยกแยะเพลงชาติไทยกับเพลงลอยกระทง ได้แล้วนะครับ
ส่วนการฟังการพูด อาจต้องใช้เวลาปรับปรุงอีกหน่อย เด็กเสิรฟ์ร้านก๋วยเตี๋ยวจึงจะค่อยๆออกเสียงชัดว่า เส้นเล็กไม่งอก!
ไม่ใช่ “เส้นเละ ไม่ง้อ!”