
หากเปรียบเทียบกับบ้านเมืองอื่น ผมว่าในเมืองไทยเรา จับเอาสิ่งที่อยู่รอบตัวมาทำป้ายโฆษณาได้เยอะมากๆ
แต่เป็นการเยอะด้วยจำนวน ยังขาด “ความเนียน” ในการนำเสนอ
“ความเยอะ” ทำให้รกตา จนบางครั้ง ทัศนคติต่อแบรนด์นั้นอาจเปลี่ยนไป
เพื่อนคนหนึ่งของผม สวมวิญญาณนักต่อต้านแบรนด์(บางยี่ห้อ)
ด้วยสาเหตุที่ว่า โฆษณามาคั่นถ่ายทอดสดฟุตบอล ตอนที่กำลังลุ้นลูกเตะมุม
อันที่จริง ต้องขอบคุณสินค้านั้นถึงจะถูก ที่ทำให้ได้ดูถ่ายทอดสด แต่ความผิดพลาดของคนตัดต่อรายการที่จะแทรกโฆษณา ทำให้การเสียเงินเป็นสปอนเซอร์ส่งผลในทางตรงข้าม
ป้ายบนตึก, ผนังบ้าน, รถเมล์ทั้งคัน และเสารถไฟฟ้า ก็มีป้ายโฆษณาแปะอยู่ แต่มีอยู่สถานที่หนึ่ง ที่ต้องแปลกใจว่า ทำไมไม่เอามาสร้างเงิน
นั่นก็คือ ลานจอดรถในห้างฯนั่นเอง
ลานจอดรถในห้างฯทั่วไป ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสีปูน คือไม่ได้แต่งแต้มเติมสีมากนัก ดังนั้นทุกชั้นจึงเหมือนกันหมด
มีทางเดียวที่จะจำตำแหน่งจอดรถได้ คือ “รหัสเสา”
แต่ถึงอย่างไร ก็มีเผลอลืมกันบ้าง
ตรงกันข้าม ถ้าแปลงเป็นป้ายโฆษณา ก็น่าจะทำให้คนขับจำที่จอดรถได้แม่นขึ้น
แต่ขอเน้นว่า ทำแบบสวยๆ ไม่ hard sale
อ้อ! และควรจะเลี่ยงป้ายหาเสียงการเมือง ประเภทเช่ารถเมล์ NGV อย่าได้โผล่มาเชียวนะครับ เดี๋ยวลูกค้าหมดอารมณ์ช็อปปิ้ง
ถ้านึกไม่ออก ก็ไปดูตัวอย่างที่ carspaze.com

ผมชอบโฆษณาประกันภัยยี่ห้อหนึ่งนะครับ
ที่บอกว่า “มาเร็ว เคลมเร็ว….”
แม้ว่าความเป็นจริง จะทำได้อย่างที่โฆษณาหรือไม่ (ก็ไม่รู้)
แต่นี่บ่งบอกให้รู้ว่า ลูกค้าด่วนซื้อ หรือที่เรียกแบบฝรั่งว่า Quick tripper นั้นมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ก็ไม่ได้แปลว่า “ลูกค้าเอ้อระเหย” ที่นั่งจิบกาแฟ กินขนมเอื่อยเฉื่อย จะหมดจากโลกนี้นะครับ
การทำการค้ากับ “ลูกค้าด่วนซื้อ” ยังส่งผลดี เพราะไม่เปลืองเวลาขาย ไม่เปลืองสถานที่ขาย
แล้วจะจับลูกค้ากลุ่มนี้อย่างไร?
ผมมีเกร็ดเล็กๆน้อยๆ มาฝากกันครับ
1. เลือกสินค้าที่ขายดีครับ ยิ่งถ้าตัวไหนกำลังฮิต ก็ต้องมีในร้านให้ได้
ไอ้ประเภทขายไม่ออก ก็ไม่ต้องนำมาประดับเชลฟ์ให้ดูเยอะหรอกนะครับ มันรกตาลูกค้ากลุ่มนี้
2. จัดแสงสว่างให้พอ หาสินค้าง่าย
ได้ของดีมาแล้ว ก็ต้องโชว์ให้เห็นชัดๆ มองปุ๊บเจอปั๊บ ยิ่งทำให้เห็นแต่ไกลได้ยิ่งดี
3. จัดทางเดินให้สะดวกหน่อย ไม่ใช่ก้มหยิบของ ก้นก็ไปชนเชลฟ์สินค้าข้างหลัง หรือไปชนลูกค้าคนอื่น
ลูกค้าไม่ได้มาเล่นบั๊มก้นกันนะครับ เขาจะมาซื้อของ
4. ไม่ต้องมีให้เลือกเยอะ เอาแค่ 3-4 ยี่ห้อ ก็น่าจะพอให้เปรียบเทียบกันได้ หากมีเยอะกว่านี้ ลูกค้าจะเสียเวลา เกิดอาการลังเล
“เอาอันไหนดีหว่า”
บางคนคิดราคาต่อกรัม กว่าจะคำนวณเสร็จ มือถือแบตฯหมดพอดี
5. เมื่อทำครบทุกข้อแล้ว ก็อย่ามาตกม้าตายตอนจบ
อย่าให้ลูกค้าต้องเดินเอาของไปวางที่เดิม เพราะทนรอคิวจ่ายตังค์ไม่ไหว
คิดจะทำการค้า อย่าละเลยลูกค้ากลุ่มนี้นะครับ!
เพราะนับวันมนุษย์ยิ่งมีเวลาน้อย ไม่ค่อยคิด
เอ…หรือว่าสมองเล็กลง ก็ไม่รู้
ภาพจาก chicstories.com
เพื่อนๆออกไอเดีย