Archive for » February, 2009 «

สมัยเรียนมัธยม คุณครูของผมท่านหนึ่ง แกไม่เคยทานมื้อเที่ยงในโรงเรียนเลย แต่จะออกไปทานข้าวข้างนอกเป็นประจำ
หากเป็นช่วงต้นๆเดือน แกจะขี่มอเตอร์ไซด์ออกจากประตูโรงเรียน แล้วเลี้ยวซ้าย
แต่ถ้าเป็นช่วงๆปลายเดือน หลังวันที่ 20 เป็นต้นไป มอเตอร์ไซด์ของแก จะเลี้ยวขวา

แหม! ฟังดูเหมือนหนังเรื่อง ‘ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา’ เลยนะครับ
ต่างกันที่ ด้านซ้าย ของโรงเรียนเป็นตลาดสด มีร้านอาหารมากมาย
ส่วนด้านขวามือ จะเป็นย่านที่พักอาศัย

นักเรียนอย่างพวกเราก็งงๆว่า ทำไมเลี้ยวซ้ายบ้าง ขวาบ้าง
ด้วยความเป็นกันเองของคุณครูท่านนี้ พวกเราก็ถามตรงๆ และก็ถึงบางอ้อ!
“ช่วงปลายเดือน เงินครูหมด ก็ต้องกลับไปกินข้าวที่บ้านซิ!”
เออ… แกตอบได้ตรงมากครับ ไม่ปิดบังเลย

และเดี๋ยวนี้ก็เข้าใจคำพูดของคุณครูท่านนี้มากขึ้น แม้จะไม่ถึงขั้น “สิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ” แต่ก็เข้าใจพฤติกรรมคนกินเงินเดือนมากขึ้น
ช่วงต้นเดือนก็เป็นฮันนีมูนพีเรียด ทั้งเที่ยว ช็อป ชิม เอาหมดทุกอย่าง ปลายๆเดือนค่อยว่ากันอีกที

พฤติกรรมลูกค้าเป็นแบบนี้ มีหรือที่ผู้ค้าปลีกจะปล่อยให้หลุดมือ
อย่างเช่น Tesco ที่อังกฤษ เขาถึงกับมี Pay Day discount strategy เป็นการเฉพาะเลยทีเดียว
คือลดราคาเป็นพิเศษ ในช่วงเงินเดือนออก (รวมถึงเทสโก้ในไทย ผมก็เริ่มเห็นแคมเปญนี้แล้ว)

แทนที่จะลดราคาตามเทศกาลปีใหม่, ตรุษจีน, สงกรานต์, วาเลนไทน์ หรือยิงสป็อตโฆษณาตลอด

ทั้งปี ก็หันมาทำการตลาดแบบเน้นๆ เอาเฉพาะช่วงปลายเดือน
ซึ่งผลจากการทดลองมาได้ระยะหนึ่ง ก็พอพิสูจน์แล้วว่ากลยุทธ์นี้ได้ผล

อ้าว! ช่วงปลายเดือนแบบนี้ ใครต้องเลี้ยวขวาบ้าง?

แม้ “ทีวี” จะยังเป็นพื้นที่หลัก ที่ใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์
แต่เดียวนี้ไลฟสไตล์เริ่มเปลี่ยนไปแล้วครับ คนส่วนหนึ่ง(ส่วนใหญ่ในบางประเทศ แต่ยังเป็นส่วนน้อยในเมืองไทย)เริ่มดูทีวีน้อยลง แต่หันไปรับสื่อแบบอื่นมากขึ้น

ในยุคที่อินเตอร์เน็ตบูม เว็บไซด์ครองเมือง หลายบริษัทก็แห่มาทำเว็บไซด์ของบริษัท แต่ก็เหมือนจะตีโจทย์ไม่แตก
เว็บหลายๆบริษัท จึงเป็นเหมือน เจ้าที่ประจำบริษัท ที่นิ่ง ทั้งเนื้อหาและรูปแบบ

ผ่านมาอีกหลายปี เข้าสู่ยุค เว็บ 2.0
ความตื่นตัวเรื่อง Blog ก็ทำให้บริษัทต้องหลิ่วตา มาลองเล่น Blog ดูบ้าง
บางบริษัท CEO ลงมาเล่นเองเลย เขียนบล็อกเล่าสถานการณ์รายวัน เช่น เวทโทรส (ไว้โอกาสเหมาะๆผมจะเขียนถึงให้ละเอียดกว่านี้)
บางบริษัทก็ให้พนักงานที่ดูแลสินค้าแต่ละหมวด มาอัพเดทความคืบหน้า และขอความเห็นของลูกค้า เพื่อเอาไปพัฒนาต่อ ซึ่ง วอลมาร์ท และสตาร์บัคส์ ก็ทำได้ดีทีเดียว (อันนี้เขียนไปเยอะแล้ว ตามไปอ่านได้ในบทความเก่าๆ)

ในขณะที่ Blog กำลังดัง ก็มี “สื่อ” รูปแบบใหม่ เกิดขึ้นมากมาย
ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าสมัยใหม่ทั้งสิ้น
เป็นแบบนี้แล้ว ถ้าบริษัทไหนอยู่เฉย ก็มีโอกาสตกขบวนรถไฟซิครับ

รถไฟขบวนนี้ ชื่อ ไลฟสไตล์ครับ!!!

ที่ปืนไว คือ ดังกิ้นโดนัท
เปิด Youtube channel ตั้งแต่ต้นปี 2006 มีแฟนประจำ 1549 คน
อันที่จริงคลิปโฆษณาสินค้าก็มีโพสต์อยู่เกลื่อน บริษัทไม่ต้องทำอะไรก็ได้
แต่การกระโดดเข้ามาเปิดช่องดังกิ้นโดนัท ก็เพื่อ…

1. ทำโฆษณาใหม่ๆ ในมุมมองลูกค้า
ง่ายมากครับ แค่จัดประกวดโดยกำหนดหัวข้อ แล้วให้แฟนๆอัพโหลดคลิปทางยูทิวบ์ แค่นี้ก็จะได้ผลงานที่หลากหลาย ในขณะที่ค่าใช้จ่ายนิดเดียว

และเมื่อดูคลิปประกวด ก็จะมีลิงค์ไปยังคลิปอื่นๆที่มีเนื้อหาของดังกิ้นโดนัท
สิ่งที่ตามมา ก็คือ…

2. สร้างความใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น หรือที่เรียกว่า CRM นั่นแหละครับ
แน่นอนว่าคนที่โพสต์ส่วนใหญ่ก็ต้องมีความสัมพันธ์กับแบรนด์นี้อยู่แล้ว ดังนั้น หากดังกิ้นโดนัท จะใช้คนกลุ่มนี้เป็นกระบอกเสียงแทนบริษัท โดยที่บริษัทไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง แต่อาจมีการให้รางวัลเล็กๆน้อยๆแทน ก็สามารถทำได้

3. บริหารข่าวดี
อย่าลืมนะครับ ยุคที่ข่าวสารล้นโลกและเคลื่อนที่เร็วแบบนี้ หากมีข่าวไม่ดีแพร่ออกไป ความเสียหายจะมหาศาลมาก ดังนั้นการตั้ง ช่องดังกิ้นโดนัท บนยูทิวบ์ ก็เหมือนได้มอนิเตอร์ข่าวสารบนโลกอินเตอร์เน็ตไปในตัว หากข่าวไม่ดีออกมา ก็จะผ่อนหนักเป็นเบาได้ทันท่วงที

การออกมาเล่นกับ New media ยังไม่มีบทสรุปที่ชัดเจนแน่นอน ว่าแบบไหนดี? แบบไหนไม่ดี?
แต่ของแบบนี้ ถ้าไม่ลองทำ ลองปรับ ก็จะไม่มีวันรู้
…ต้องสู้ๆต่อไป เพื่อพิชิตใจลูกค้า