Archive for » January, 2009 «

เรื่องของอนาคต ใครๆก็อยากรู้
ไม่เช่นนั้นแล้ว อาชีพนักทำนาย คงไม่ทำรายได้เปรี้ยงปร้างหรอก
ยิ่งเดี๋ยวนี้ ที่หมอดู มีเลือดนักการตลาดผสมอยู่ด้วย ก็ยิ่งดังเร็ว รวยเร็ว

นอกจาก ‘นักทายดวง’ ซึ่งพยากรณ์ได้ทุกเรื่องแล้ว บุคคลที่เราควรสดับรับฟังความคิดเห็นเขา ก็คือ ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในวงการนั้นๆ

ดังนั้น มาดูกันว่า ผู้รู้ในวงการค้าปลีกระดับโลก เขามองปี 52 อย่างไรบ้าง
แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เรามาดูผลงานในปีที่ผ่านมากันก่อน เพื่อเป็นการอุ่นเครื่อง
ส่วน Trend ปีนี้ จะนำมาเสนอในครั้งต่อไปครับ (กั๊กไว้ก่อน)

ที่อยากเอามาฝาก คือบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ๆที่ติด Top 10
เออ.. ตัวเลขในวงการธุรกิจ กว่าจะรายงานผลประกอบการก็ช้าไป 3 เดือน 6 เดือน ดังนั้น ตัวเลขที่ผมนำมาเล่านี้ เป็นยอดขายในปี 2007 นะครับ ส่วนของปี 2008 ก็ต้องรอไปอีกเกือบปี

10 อันดับแรกเรียงตามยอดขาย ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นมากนัก มี new entry เข้ามาเพียงรายเดียว คือ ALDI จากเยอรมนี ที่พักหลังๆก็อยู่ในอันดับ 10 กับ 11 สลับไปมา โดยครั้งนี้เบียด Sears ตกไปอยู่อันดับ 13
แต่ที่อยากนำเสนอวันนี้ คือ พัฒนาในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
ผมไปรื้อดูข้อมูลเก่าๆ ก็พบว่า “มันเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน” มีเพียง วอลมาร์ทเจ้าเดียว ที่ทำตัวน่าเกลียด ยึดอันดับหนึ่งมาตลอด

2009 Top 10 เป็นดังนี้ครับ ส่วนตัวเลขในวงเล็บคือ อันดับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
1. Wal-Mart (1) จากอเมริกา
2. Carrefour (8) จากฝรั่งเศส
3. Tesco (18) จากอังกฤษ
4. Metro (4) จากเยอรมัน
5. Home Depot (24) จากอเมริกา
6. Kroger (13) จากอเมริกา
7. Schwarz (33) จากเยอรมัน
8. Target (12) จากอเมริกา
9. Costco (23) จากอเมริกา
10. ALDI (n.a.) จากเยอรมัน

หนทางการต่อสู้ของแต่ละราย กว่าจะได้ขึ้นมาติดท็อปเทน ก็ไม่มีสูตรสำเร็จครับ
วอลมาร์ทรักษาแชมป์ ด้วยการเปิดร้านเพิ่มทั้งในอเมริกา และต่างประเทศ แต่ก็ใช่ว่าจะสำเร็จไปหมด บางแห่งก็กระอักเลือดเหมือนกัน

ส่วนอีก 9 ราย พอสรุปรูปแบบการต่อสู้ได้ 3 กระบวนท่า (เอาเฉพาะเรื่อง “ร้าน” นะครับ ยังไม่รวมถึงกลยุทธ์ด้านการตลาด)
ท่าแรก คือ ใช้รูปแบบร้านที่หลากหลาย ทั้งร้านเล็ก ร้านใหญ่ แต่จะไม่ไปเสี่ยงต่างแดน ซึ่งก็มี Kroger และ Target

ท่าที่สอง คือ ไม่ต้องเสี่ยงเพิ่มรูปแบบร้าน ทำแค่อย่างเดียวให้เก่งที่สุด และค่อยๆเจาะต่างประเทศ ซึ่งวิธีนี้ Home Depot และ Costco เขาทำอยู่

ท่าที่สาม เป็นการผสม 2 กระบวนท่าเข้าด้วยกัน
พวก ‘เงินเยอะและใจถึง’ จึงจะเลือกวิธีนี้ได้
ซึ่งก็คือ หนึ่งเดียวจากอังกฤษ หนึ่งเดียวจากฝรั่งเศส และสามโทนจากเยอรมัน

เราได้สัมผัส ตัวแทนจากอังกฤษและฝรั่งเศสแล้ว แต่เยอรมัน ต้องลุ้นกันต่อว่า “กล้าหรือเปล่า?”

ข้อมูลจาก Stores Magazine, January 2009

เศรษฐกิจแย่แบบนี้ ต้องดูแล ‘เงินของตัวเอง’ ให้ดีๆหน่อย
นอกจากจะต้อง ‘ตั้งสติ’ ให้มากเป็นพิเศษก่อนจะซื้อแล้ว เงินทองในบัญชีธนาคาร, กองทุน หรือหุ้นต่างๆ ก็ต้องคอยมองคอยติดตามอย่างใกล้ชิด เห็นท่าไม่ดีก็ถอยออกมาซะ
ผมได้รับฟอร์เวิร์ดเมลจากเพื่อนผู้หวังดี จึงขอนำมาฝาก และเพื่อให้คงอรรถรสเดิม จึงไม่ขอดัดแปลงเนื้อหาใด
เอาแบบ Full Uncut Version กันเลย (ลอกเขามาทั้งดุ้นว่างั้นเถอะ)
เชิญอ่านได้เลยครับ…

หากคิดต้องการถอนเงิน โดยจะไม่ใช้บัญชีนี้อีกต่อไปแล้ว

ห้ามเบิกเงินแค่ที่มีในบัญชี ให้ใช้วิธี…. ไม่กรอกตัวเลข … แต่..เขียน. ปิดบัญชี
เพียงเท่านี้..ธนาคารต้องจ่ายดอกเบี้ยคุณ 6 เดือน

วิธีนี้..เป็นวิธีที่ธนาคารไม่พยายามบอกคนฝากเงิน เพราะธนาคารมันเสียเปรียบ…
แต่ต้องเป็นกรณีที่เป็นบัญชีออมทรัพย์นะ ถ้าเป็นบัญชี ฝากประจำเราจะไม่ได้ดอก เพราะถือว่าฝากไม่ครบตามกำหนด
แต่ถ้าบัญชีเงินฝากแบบออมทรัพย์ หรือที่เรียกว่า savings (สะสมทรัพย์)
ธนาคาร จะคิดดอกให้ทุวันตามยอดเงินที่มี…เข้าๆออก ครบ6 เดือนทีหนึ่งก็จะมีดอกเข้ามาให้ ดังนั้นถ้าใครปิดบัญชี เขาก็ต้องคิดดอกมาให้ด้วย
ส่วนมากประชาชนจะไม่รู้ ก็จะถอนแค่จำนวนเงินที่มีในบัญชี
แล้วก็ทิ้งสมุดไว้..ตรงนี้แหละที่ธนาคารได้กำไร
เพราะสมุดนั้นพอทิ้งไว้นานเกินก็จะปิดไปเอง
และเดี๋ยวนี้ธนาคารส่วนมากจะกำหนดให้ บัญชีต้องมีเงินเหลือติดอยู่
อย่างน้อยๆ 500 บาท หากขาดการเคลื่อนไหวนานเกิน 3-6 เดือน ก็จะเริ่มหักค่ารักษาบัญชี
รายละประมาณ 50 บาทหรือไงเนี่ยแหละ

ที่บอกนี่เป็นผลประโยชน์ของผู้บริโภคน่ะ
แต่ส่วนมากมักจะไม่ชอบไปธนาคาร ถอนทางเอทีเอ็ม
แล้วก็คิดว่าที่เหลือแค่เศษสตางค์ช่างมัน..
พอเราขาดการติดต่อธนาคาร เขาก็หักค่ารักษาบัญชี
เงินไม่พอเขาก็ปิด บัญชี เองตามกฎ