Archive for » January, 2009 «

ขออนุญาตอยู่ที่ร้าน Krispy Kreme อีกวันนะครับ
อยากนำเสนอเนื้อหาเบาๆ ให้สมกับบรรยากาศช่วงเช้าที่ผ่านมา
ไม่น่าเชื่อว่า กรุงเทพจะมีหมอกจัด จนมองแทบไม่เห็น
แบบนี้ถ้ากางเต้นท์ ก็ได้บรรยากาศเหมือนอยู่บนดอย

เพิ่งไปแลกของพรีเมี่ยมจากเซเว่น แม้จะเปลี่ยนเป้าจากเก้าอี้เป็นอย่างอื่น แต่เป้าหมายใหม่ที่แลกมา ก็จัดว่า ‘คุ้มทีเดียว’
ผมเลือกถาดรูปโดเรมอนครับ เพราะคาดว่า น่าจะได้ใช้งาน และก็แลกมาหลายใบ เผื่อใช้เป็น ‘ของขวัญ’ ในยามฉุกเฉิน เอาไว้แจกเพื่อนบ้าน

อิทธิพลของสินค้าที่ต้อง ‘สะสมแต้มเพื่อแลก’ หากทำออกมาดีก็มีผลต่อยอดขายไม่น้อย
ผมกล้าเขียนแบบนี้ เพราะเห็นว่า ‘โดเรมอน’ ครั้งนี้ มีคนเขียนถึงเยอะ แม้แต่ Redtor บล็อกเกอร์คนดัง ยังต้องสะสมสแตมป์ (แหะๆขอพาดพิงหน่อยนะครับ)

นี่คงเป็นเพราะพลังวิเศษของโดเรมอนล้วนๆ
พลังแรงแค่ไหน?
ก็แรงขนาดอดีตนายกฯ ยังต้องพูดถึง
“การเมือง มันต้องให้โดเรมอนจัดการ โนบิตะทำไม่ได้หรอก!!!”

เข้าเรื่องที่ผมจะเอามาฝากวันนี้ เป็นของพรีเมี่ยมที่ทำโดย Krispy Kreme
มันคือ ‘รองเท้าหญ้า’ ชิ้นแรกของโลกครับ!

เป็นร้านโดนัท จะมาทำรองเท้าขายหรือ?
คงไม่ใช่หรอกครับ แต่นี่เป็น แคมเปญที่จะสื่อว่า แบรนด์ Krispy Kreme ช่วยทำให้ชีวิตผ่อนคลาย

ที่มาที่ไป เกิดจากผลวิจัยที่พบว่า กว่า 3 ใน 4 ของคนทำงานในลอนดอนมีความเครียด และกว่าครึ่งบอกว่า เป็นเพราะชีวิตห่างจากธรรมชาติ ไกลต้นไม้ใบหญ้า

เมื่อ ‘คน’ ไปหา ‘สวน’ ลำบาก
ก็ยก ‘สวน’ มาหา ‘คน’ เสียเลย แต่เป็นสวนขนาดเล็ก (เล็กมากจริงๆครับ แค่พอวางเท้า)

ว่าแล้ว รองเท้าหญ้าปะตรา Krispy Kreme ก็ถูกนำเสนอบนท้องถนนกลางกรุงลอนดอน เมื่อกลางปีที่ผ่านมา
เป็นหญ้าจริง ที่ผ่านการประคบประหงม มา 3 สัปดาห์ เพื่อให้ต้นหญ้ากว่า 5 พันต้น โตมาฟูฟ่อง ให้เหยียบเล่นนุ่มๆ
เห็นแบบนี้ ไม่ใช่ใส่ครั้งสองครั้งแล้วทิ้งนะครับ หากดูแลดีๆรดน้ำและเล็มยอดออกบ้าง ก็จะอยู่ได้ถึง 4 เดือนทีเดียว

การตลาดแบบนี้ ถูกใจคนทำงานทุกเพศทุกวัย ไม่จำกัดเฉพาะโคแก่!!!
แหม่! มันน่าจะมีไว้นวดเท้าสักคู่นะเนี่ย?

ข้อมูลจาก http://www.ohgizmo.com/2008/08/20/krispy-kreme-grass-flip-flops-i-have-no-idea-whats-going-on-here/
ภาพจาก shoewawa.com

ผมเห็นด้วยกับแนวคิด ‘เพิ่มกำลังซื้อ’ ของท่านนายกฯคนใหม่นะครับ
แต่เสียดายที่ ‘คิดไม่สุด’
อุตสาห์ได้เป็นรัฐบาลทั้งที แถมในพรรคก็มีนักการตลาดมือฉมังหลายคน อาทิ คุณอภิรักษ์ และ… นึกออกแค่คนเดียวเองครับ

แม้ข้อมูลการวิจัยและทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ จะบอกว่า ผู้มีรายได้น้อย เมื่อได้เงินมาร้อยหนึ่ง จะใช้จ่ายเงินมากกว่าคนฐานะดี
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผมก็ไม่มั่นใจว่า เงินกว่า 1.8 หมื่นล้าน ที่ตกถึงมือ 9 ล้านกว่าคน จะกลับเข้ามาหมุนในระบบเศรษฐกิจ อีกเท่าใด

การโต้เถียงแบบนี้ ผมเคยเขียนถึงกรณีประเทศออสเตรเลียไปแล้ว ซึ่งผู้คัดค้านจะมองว่า คนได้รับเงินอาจไม่ได้นำไปจับจ่ายซื้อของ ที่จะทำให้เกิดการผลิต การจ้างงานอย่างที่รัฐบาลหวัง แต่อาจนำไปเล่นการพนัน หรือจ่ายหนี้

ซึ่งผมว่าไต้หวัน ก็คงได้อ่าน case study ชิ้นนี้
มาตรการของเขา จึงไม่แจกเงินดื้อๆ แต่ใช้วิธีให้คูปองแทน ที่รัฐบาลได้เตรียมการร่วมมือกับห้างร้านต่างๆ

‘คูปองต่างจากเงินสดตรงไหน?’ ผมไม่ขออธิบาย แต่อยากให้ลองไปทานอาหารที่ฟู้ดคอร์ทตามห้างดู

กลับมาที่บ้านเรา ในเมื่อรัฐบาลคิดไม่สุด เราก็อย่าเพิ่งหยุดคิด นี่เป็นโอกาสของพ่อค้าแม่ขาย ที่จะเพิ่มรายได้ของตนเอง
เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้ไม่มาก
ร้านค้าสามารถเพิ่มอำนาจซื้อให้เขา ด้วยการทำบัตรของขวัญทวีค่า
ที่ช่วยแปลงเงิน 2 พันบาท ให้ซื้อสินค้าได้ 2,100 บาท หรือมากกว่านั้น แล้วแต่กำลัง(เงิน)จะทำการตลาดไหว
หรือถ้าจะให้เนียนมากขึ้น ก็แบ่งขายในมูลค่าต่ำกว่าได้ เช่น ซื้อ 500 ได้ 525 บาท

และถ้าเกรงว่า คนที่เงินเดือนเยอะจะได้ประโยชน์จากแคมเปญนี้
ห้างฯก็จัดทำ ‘บัตรคิตเดรคริตเด’ เสียเลย
คริตเด คือตรงข้ามกับ เครดิต ผมคิดชื่อไม่ออก เลยผวนดื้อๆ ง่ายไหมครับ
บัตรเครดิตทั่วไปรายได้ต้องเกิน 1.5 หมื่นบาท
ส่วนบัตรดิตเครของผม ต้องรายได้ไม่เกิน 14,999 บาท ตามเกณฑ์ที่รัฐบาลตั้งไว้เป๊ะเลย

แม้บางคนจะอายที่ต้อง ‘อวดจน’
แต่อีกหลายๆคน ก็พอใจ ที่ได้ซื้อของราคาถูก