Archive for » November, 2008 «

อย่า! อย่าเพิ่งคิดว่าผมจะชวนคุยเรื่องศาสนานะครับ
ไม่ได้พาไปวัดสวนแก้วหรอก แต่จะพาไปเก็บสะเก็ดที่แอนฟิลด์ วันนี้ขอเป็นเรื่องฟุตบอลล้วนๆ อีกวัน เดี๋ยวนี้ชักไปเรื่องฟุตบอลบ่อย

เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ช่างเป็นเวลาอับโชคของพวกสีแดงซะจริงๆ
ลิเวอร์พูลไม่ชนะ ผมก็ไม่ได้แปลกใจอะไร
แต่ไฉน อีก 2 แดง จึงทำผลงานได้แย่กว่าอีก
แมนยูฯ ทำได้แค่เสมอแอสตันวิลล่า ส่วนอาเซนอลแย่กว่า ดั้นแพ้แมนซิตี้ซะงั้น
หากนับรวมเชลซีที่ไม่ชนะนิวคาสเซิลแล้ว
ผมขอฟันธงว่า เมื่อคืนวันเสาร์ นักลงทุนที่หนีหุ้นร่วงไปเล่น(หุ้น)บอล คงได้เซ็งกันเป็นแถบๆ

แฟนหงส์แดงที่ได้ดูการถ่ายทอด คงไม่แปลกใจอะไรที่ทีมโปรดไม่ชนะ อันที่จริงถ้าจะแพ้ก็ไม่เห็นแปลก
เบนิเตสจัดผู้เล่น 11 คนแรก แบบกั๊กๆอีกแล้ว
ดูก็รู้ว่า นัดนี้ไม่อยากชนะ
แม้ ‘เฟร์นานโด ตอร์เรส’ จะได้ลงสนามเป็นตัวจริง แต่การขาดคู่ขา (เออ… ในสนามบอลนะครับ) อย่าง ‘เจอราร์ด’ ก็ทำให้พิษสงลดลงเยอะทีเดียว

แค่นั้นไม่พอ เหมือนเบนิเตสจะจงใจแกล้งกองหน้าทีมตัวเอง ด้วยการส่งรายชื่อกองกลาง อย่าง เดิร์ค เค้าท์, ลูคัส เลว่า, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่, อัลเบิร์ต ริเอร่า
การจัดกองกลางแบบนี้ก็ไม่น่าเกลียด หากในทีมยังมีเจอราร์ดลงเล่นเป็นหน้าต่ำ ที่จะช่วยเอาบอลจากแดนกลางไปยิงประตู

‘ริเอร่า’ ปีกซ้ายจากสเปน เล่นได้ตามมาตรฐานของแก คือ ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง อย่าไปคาดหวังอะไรมาก
‘มาสเคราโน่’ ก็ลงมาตัดเกมตรงกลาง ทำหน้าที่ได้เสมอตัว
แต่ที่แปลกใจคือ จำเป็นต้องส่ง ‘ลูคัส เลว่า’ มาช่วยเกมรับตรงกลางอีกหรือ?
อย่าเถียงผมนะครับว่า ราฟาส่งมาเป็นกองกลางตัวรุก เพราะเห็นแต่ครอสบอลไปมา ไม่มีจ่ายทะลุให้กองหน้าเลย
อีกตำแหน่งที่ผิดหวัง คือ ลูกรัก ชื่อ ‘เดิร์ค เค้าท์’

ผมว่าแกเอง ก็คงงงๆกับฟอร์มเมื่อวันเสาร์
เพราะถ้าเจอทีมเก่ง เวลาลงสนามแกจะโชว์ฟอร์มการวิ่งไล่แย่งบอลจากคู่แข่ง

แกมีจุดเด่นอยู่ 3 ข้อครับ คือ “วิ่ง วิ่ง และก็วิ่ง”
แต่พอเจอทีมอ่อน ก็งงซิครับ เพราะแกไม่ต้องวิ่งไล่
แล้วทีนี้จะทำยังไงดี?

การจัดตัวแบบนี้ ทำให้คาร์ราเกอร์ซึ่งวันนี้สวมปลอกแขนกัปตันทีม ต้องสวมวิญญาณกองกลาง ขึ้นมาเปิดบอลเป็นระยะๆ
เฮ้อ…
เห็นแล้วอนาถ ที่ตอร์เรสต้องวิ่งไปเอาบอลที่มุมธง แล้วต้องหาวิธีเลี้ยงแหวกกองหลัง 2-3 คน เข้าไปยิง
หากเบนิเตส กล้าๆกว่านี้ ส่งตัวรุกที่ครีเอทเกมได้อย่างเบนายูน บาเบิล อลองโซ่ ลงมาตั้งเนิ่นๆ ผลลัพท์คงไม่ใช่ 1 คะแนนแบบนี้

แต่พอจบ 90 นาที เชลซีก็ทำได้แค่เสมอเหมือนกัน ผมก็ถึงบางอ้อ รู้แล้วว่าทำไมเบนิเตสจัดตัวแบบนี้
ก็เพราะแกไม่อยากชนะนี่เอง
ตามที่ผมเคยวิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว (ตามไปอ่าน คลิกตรงนี้เลย) ว่า ลิเวอร์พูลจะทำแต้มเท่าเชลซีไปเรื่อยๆ แต่จะไม่กดดันตัวเองด้วยการรีบเป็นจ่าฝูง
จะประคองไปเรื่อยๆแล้วค่อยไปแซง ตอนใกล้ๆปิดฤดูกาล โดยเฉพาะการมีคิวต้องดวลกับเชลซีในบ้านตัวเอง รอยู่อีก 1 นัด
นี่เป็นสุดยอดกลยุทธ์ ‘ลับ ลวง พราง’ ของ ‘ราฟา เบนิเตส’
เชื่อผมเหอะ!!!

ไม่คิดว่าจะมีตอนที่สอง
แต่พอโพสเสร็จ แล้วมานั่งอ่าน รู้สึกว่า ‘มันยังไม่สุด’
เหมือนยังไม่ได้เบ่ง เอ้ย!ไม่ใช่ครับ เหมือนมีอะไรค้างๆคาๆ คล้ายกับว่ายังไม่ได้จ่ายค่าไฟ

อืม! นึกออกแล้ว อันที่จริงก็ยังมีเคล็ดลับอีก ที่ต้องบอกต่อ
ผมพยายามนึกไปถึงตอนที่ฟังคุณตันพูดในงานสัมนาก่อนหน้านี้ ที่วันนั้นคุณตันประชันกับอาจารย์สุขุม นวลสกุล

เคล็ดลับที่ว่า คือ ‘ต้องรู้จริง’ ในธุรกิจนั้นๆ
มีท่านผู้ฟังถามว่า คุณต๊อบเอาของไปขายที่เซเว่นฯ แล้วไม่กลัวโดนก๊อปปี้หรือ
คือทำสินค้าให้เหมือน แล้วแปะยี่ห้อเซเว่นมาขายแข่ง

ต๊อบไม่ต้องเสียเวลาคิด ตอบทันทีว่า
“ไม่กลัวครับ”
“ผมมั่นใจว่าผมรู้เรื่องสาหร่ายดีกว่าใคร”
เป็นความมั่นใจของคนที่ลุยเรื่องนั้นมามาก ผ่านอุปสรรคมาเยอะ และเห็นจุดชี้เป็นชี้ตายของสินค้าตัวนั้น

ต๊อบขยายความว่า ตอนนี้ในตลาดสาหร่ายบรรจุซอง ก็มีคู่แข่งมากมายอยู่แล้ว แถมเป็นบริษัทใหญ่ๆทั้งนั้น
แต่ก็สู้เขาไม่ได้ เพราะเขารักสินค้าตัวนี้ สามารถทำงานได้วันละสิบกว่าชั่วโมงแบบไม่เบื่อ ในขณะที่บริษัทใหญ่มีสินค้าหลายตัวให้บริหาร
ต๊อบหมายถึงว่า ‘เขาเป็นเจ้าของ’
‘แต่คนดูแลสินค้าในบริษัท เป็นแค่พนักงาน เป็นแค่ลูกจ้าง’
ความเต็มที่ในการเอาใจใส่ ย่อมต่างกัน
นี่เป็นจุดแข็งของ SME ที่เหนือกว่าบริษัทใหญ่ๆ

ส่วนการทำร้านอาหารไทยให้ประสบความสำเร็จ
ตันบอกว่า เคล็ดลับของอาหารไทยคือ กะทิต้องสด
ถ้าได้กะทิสด อาหารจะหอม มัน อร่อย ดังนั้นถ้าคิดจะขายอาหารไทยอย่าใช้กะทิสำเร็จรูป

‘ต้องรู้จริง’ นอกจากจะเป็นเรื่องวัตถุดิบหรือสูตรลับของความอร่อยแล้ว ทริคในการขายก็นับเป็นอีกจุดที่ต้องรู้
เช่นการทำธุรกิจบุฟเฟต์ จุดขายของบุฟเฟต์คือ ของต้องเยอะ
แต่การจะเสิร์ฟของให้เยอะได้ แปลว่าต้องมีลูกค้าเข้าร้านจำนวนมาก มันจึงจะไม่ขาดทุน
ดังนั้น พอเปิดโออิชิบุฟเฟต์วันแรก ตันจึงคิดวิธีให้คนเข้าร้านให้เยอะที่สุด ยิ่งมีคนเยอะ ยิ่งสะดุดตาคนที่ผ่านไปมา เป็นการเชียร์แขกเข้าร้านทางอ้อม
แต่หากวันแรกคนไม่เยอะ วันต่อไปก็ต้องลดจำนวนสินค้าที่วางเสิร์ฟ และมันจะเป็นแบบนั้นไปเรื่อยๆ รอวันเจ๊ง

ตันจึงต้องหาวิธีให้คนเข้าร้านในวันแรกให้มากที่สุด
วิธีการก็ธรรมดาครับ คือแจกคูปองให้กับลูกค้าที่ไปถ่ายรูปที่สตูดิโอ ซึ่งเป็นร้านในเครือเดียวกัน
แต่ความไม่ธรรมดาอยู่ที่ ‘อายุคูปอง’ จะสั้นมากๆ เป็นการบังคับให้ไปชิมบุฟเฟต์แต่เนิ่นๆ
เพราะถ้าช้า ไม่ใช่แค่คูปองหมดอายุ แต่มันอาจหมายถึง ร้านอาจเจ๊งก่อนก็เป็นได้

เคล็ดลับอีกข้อ เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด จึงเก็บไว้เล่าท้ายสุด มันคือเรื่องทำเลครับ
หากใครเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของปิยะวัฒน์ เอ็มดีร้านเซเว่นฯ ก็คงเคยได้ยินว่า สามข้อสำคัญของธุรกิจค้าปลีกคือ ทำเล, ทำเล และทำเล
(เออ ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ถ้าจะปล่อยมุก ทำไมนักธุรกิจจึงชอบเลข 3 กันจัง)
ตอนทำธุรกิจแฟรนไชส์ขายเกาลัด แม้จะได้ทำเลหน้าห้าง แต่ยอดขายก็ไม่ดี ทำให้ต๊อบท้อแท้จนเกือบเลิกกิจการ ดีที่ผู้บริหารห้างฯ เห็นว่าสินค้าดี จึงชักชวนให้มาเปิดในห้าง ตรงทางออกด้านซ้ายมือ
แค่เปลี่ยนตำแหน่งร้าน กิจการก็โตขึ้นทันที

แต่นั้นมา จะว่าไม่เชื่อก็ไม่ได้ ทำให้ต๊อบต้องศึกษาเรื่องฮวงจุ้ยเหมือนกัน
ซึ่งทำเลซ้ายมือนี้ ตันเฉลยว่า เป็นความเคยชินของคนไทย
เพราะเราขับรถชิดซ้าย ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงคุ้นกับด้านซ้าย
ดังนั้น ถ้าจะเซ้งตึก ตันจะเลือกห้องที่อยู่ซ้ายมือ และต้องเป็นห้องริมด้วย แม้จะแพงกว่าห้องกลาง 2-3 เท่า ก็ยอมจ่าย
แต่ถ้าไปทำธุรกิจในประเทศที่ขับรถชิดขวา ร้านที่อยู่ด้านขวาจะมีลูกค้ามากกว่าฝั่งซ้าย

มิน่า! ตอนเตะฟุตบอล คู่แข่งมักโจมตีด้านแบ็กขวาที่ผมยืนประจำการ นึกว่าเขาเห็นผมเป็นจุดอ่อน ที่แท้เพราะถนัดด้านซ้ายนี่เอง