Archive for » August, 2008 «

‘มอ สระอี นอ กระเทียม มอ สระอี นอ บักนาว (มะนาว) มาแล้ว หะ… หะ… ห้าหน่วยสิบบาท เร็วว…’

พ่อค้าหนุ่มเมืองเลิงนกทา ในทรงผมแบบบรูซ ลี กำลังป่าวประกาศถึงสินค้าที่อยู่ท้ายจักรยาน ซึ่งนอกจากจะสะกดคำผิดแล้ว ดูเหมือนคำว่ามะนาวกับกระเทียมของเขาจะเขียนเหมือนกันอีกต่างหาก

ใครได้ชมรายการคนค้นฅน ไปเมื่อไม่นานมานี้ คงประทับใจในความน่ารัก และทึ่งในความสามารถของ เสี่ยบุญหลาย

หลังรายการจบ ทำให้ผมนึกถึงห้างค้าปลีกเบอร์หนึ่งของโลก
เพราะไม่น่าเชื่อว่า แนวคิดการทำธุรกิจช่างละม้ายคล้ายคลึง ประหนึ่งบุญหลายเคยฝึกงาน หรืออ่าน cast study ของวอลล์มาร์ท
…ประมาณนั้นเลย

‘กำไรนิดๆ หน่อยๆ ก็พอแล้วไม่ต้องเอาม่า… ม่า… มากหรอก บางคนสนิทกัน ผมก็ถุ… แถมให้เขาบ้าง ขายแบบนี้ คนเขาก็ซื้อเราเยอะ ไม่ต้องใช้เวลานา… นา… นานก็หมด’
นี่เป็นคำอธิบายของหนุ่มนักขายแดนยโสธร

แนวคิด เอากำไรไม่มาก ทำให้สินค้าของบุญหลายขายได้เยอะ และขายหมดเร็ว
ซึ่งเป็นข้อดีของธุรกิจผัก ผลไม้ หากขายหมดวันต่อวัน จะเป็นการดีที่สุด

ไม่มีสินค้าข้ามคืน ไม่ต้องหาที่สต๊อกสินค้า ไม่ต้องกลัวสินค้าเน่าเสีย
ไม่มีสินค้าข้ามคืน นอนกำเงินสด สบายใจเฉิบ
ไม่มีสินค้าข้ามคืน ไม่ต้องเสี่ยงว่า ราคาจะขึ้นจะลง
สต๊อกสินค้าเป็นศูนย์ นี่คือฝันของธุรกิจค้าปลีก เลยนะครับ

ลองมาดูกลยุทธ์การขาย ของร้านค้าปลีกเคลื่อนที่รายนี้กัน ว่ามีดีอะไรบ้าง
อย่างแรก คือ ขายราคาถูก วิธีนี้ได้เปรียบคู่แข่งเห็นๆในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง

อย่างที่สอง คือ ขายสินค้าใหม่ สด เสมอ!
อันนี้ลูกค้าเชื่อได้ เพราะเห็นบุญหลายไปซื้อสินค้าจากตลาด และก็ขายหมดทุกวัน ฉะนั้น การันตีว่าไม่มีของเหลือจากวันก่อน

อย่างที่สาม คือ มีโปรโมชั่นของแถมเหมือนห้างใหญ่ โดยไม่ต้องมีโปรแกรม CRM แต่บุญหลายสัมผัสกับลูกค้าทุกวัน คนสนิทกัน จึงมักได้ของแถม
ต่างจากห้างใหญ่ ที่คนสัมผัสลูกค้า กับคนตัดสินใจว่าจะลดราคาให้ เป็นคนละคนกัน จึงต้องปวดหัวคิดโปรแกรม CRM ขึ้นมา

อย่างที่สี่ คือ ทำ product assortment ด้วย
เพราะบุญหลายไม่ได้ขายมะนาวอย่างเดียว เขาจะสำรวจราคาสินค้าอยู่ตลอดเวลา ว่าช่วงไหนผักหรือผลไม้แต่ละชนิดมีราคาเท่าใด เพื่อที่จะนำสินค้าราคาถูกมาขายในช่วงนั้น วิธีนี้จึงทำกำไรได้สม่ำเสมอ
ต่างจากพ่อค้าแม่ค้า ที่ขายสินค้าเดิมๆ พอราคาขึ้น ลูกค้าไม่ซื้อ หันไปซื้อชนิดอื่น กำไรก็เลยลด

อย่างที่ห้า ไม่น่าเชื่อครับ ว่าบุญหลายก็ทำ CSR กะเขาด้วยเหมือนกัน
หลังขายมะนาวหมด บุญหลายก็มีเวลาว่าง ที่จะพักผ่อนหรือไปช่วยเหลือคนอื่น
บ่ายๆจึงมักเห็นภาพหนุ่มอารมณ์ดีมาช่วยโบกรถให้ผู้โดยสาร แถวๆ บขส. บางทีก็ซื้อขนมเลี้ยงคนแถวนั้น หรือเวลามีเทศกาล งานประจำปี เขาก็มักจะซื้อลูกอมเป็นถุงไปหว่านแจกที่หน้าเวทีเลย ทั้งเด็กๆ และคนแถวนั้นก็จะแย่งกันเก็บ

นี่จึงเป็นที่มาของฉายา “เสี่ยบุญหลาย”

นี่เป็นมุมเล็กๆของพ่อค้าเร่ที่แม้ว่าร่างกายไม่สมประกอบ แต่ความตั้งใจเต็มเปี่ยม และมองโลกในแง่ดี ที่น่าจะช่วยจุดประกายให้คนทำธุรกิจอีกหลายๆคน
ไม่ยอมแพ้!!!

ขอบคุณภาพจาก นิตยสาร ฅ ฅน ฉบับที่ 9 (33) เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551

เรือรบลำหนึ่งถูกสั่งให้ออกลาดตระเวนในคืนเดือนมืด ซึ่งคืนนั้นทัศนวิสัยแย่มากเพราะมีหมอกหนา ดังนั้นกัปตันจึงต้องอยู่บนสะพานเรือคอยเฝ้าดูความเป็นไป

ทันใดนั้น “มีแสงไฟอยู่ข้างหน้าครับกัปตัน” ลูกเรือตะโกนบอก
“แสงไฟอยู่กับที่หรือเคลื่อนไหว” กัปตันถาม
“อยู่กับที่ครับกัปตัน” ลูกเรือตอบ

กัปตันนึกขึ้นได้ว่า มีเรือรบอีกลำหนึ่งปฏิบัติภารกิจอยู่ใกล้ๆ จึงสั่งเจ้าหน้าที่ให้วิทยุว่า “วิทยุบอกเรือลำนั้นว่าเรากำลังจะชนกัน ขอให้คุณหันหัวเรือ 20 องศา”
สักพักก็มีวิทยุตอบกลับมา
“เราขอแนะนำให้คุณหันหัวเรือ 20 องศา”

กัปตันรู้สึกขุ่นขึ้นมา จึงบอกต่อว่า
“วิทยุไปว่าผมเป็นกัปตัน ขอให้คุณหัน 20 องศา”
แต่อีกฝ่ายกลับตอบมา “ผมเป็นกะลาสีเรืออันดับสองครับ” “ท่านหัน 20 องศาดีกว่าครับ”

ถึงตอนนี้กัปตันเดือดดาลเป็นกำลัง จึงตะโกนว่า
“วิทยุไปว่านี่เรือรบ บอกให้หัน 20 องศาเดี๋ยวนี้”

“ที่นี่เป็นประภาคารครับ” เสียงตอบสั้นๆของอีกฝ่าย

เท่านั้นแหละพี่น้อง กัปตันรีบตะโกนบอกลูกน้องให้ บินหนีไปลอนดอนโดยด่วน เฮ้ย!ไม่ใช่ครับ อันนี้คลื่นแทรก กัปตันบอกลูกน้องของตนให้หันหัวเรือทันที

ไม่น่าเชื่อนะครับว่า พฤติกรรมของคนเรานั้นเปลี่ยนยากแค่ไหน ยิ่งเป็นใหญ่ ยิ่งเปลี่ยนยาก มีแต่จะสั่งจะบีบให้คนอื่นเป็นผู้เปลี่ยน
ยิ่งประสบความสำเร็จสูง ยิ่งมั่นใจในความคิดของตนเอง
ยิ่งมีมาร์เก็ตแชร์สูง ยิ่งลำพองในผลงาน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่จะทำให้พฤติกรรมของเราเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน นั่นคือ “ทัศนคติ” ครับ
พอรู้ว่าจะชนประภาคาร ก็ต้องหันเรือหนีตายทันที
พฤติกรรมปรับตามทัศนคติทันที

เป็นเจ้าของธุรกิจก็เหมือนเป็นกัปตันเรือครับ
บางครั้ง “ทัศนคติ” ก็เป็นตัวตัดสินว่า ธุรกิจจะอยู่รอดหรือล่มสลาย!