Archive for » August, 2008 «

วันนี้ขอเริ่มต้นด้วยคำถามใกล้ตัว
ถ้ายังงงกับคำถาม ก็ยังไม่ต้องตอบก็ได้ครับ ค่อยๆอ่านไปเรื่อยๆก่อน

เมื่อเริ่มต้นทำจะธุรกิจ เรามักมองหาทำเลที่มีคนเยอะๆใช่ใหมครับ?
จะเป็น ย่านพักอาศัย, ย่านทำงาน, แหล่งศึกษา หรือโรงงาน ก็ได้
จำนวนคนที่เยอะ ย่อมสะท้อนถึง กำลังซื้อที่มาก นั่นเอง!
เพราะคนต้องซื้อ ต้องกิน ต้องใช้ ก็แปลว่าต้องจ่ายตังค์

นั่นคือการ screen แบบผิวๆ ในการหา “ทำเล” ตั้งร้านค้า คือมองหาบริเวณที่คนเยอะ
แต่ถ้าจะ screen ลงลึกไปอีกว่าทำเลนั้น เหมาะกับร้านค้าประเภทไหน ก็ต้องตอบคำถามที่ผมตั้งไว้ให้ได้ครับ

“เอ๊ะ จำนวนคนในบ้านหนึ่งหลัง มันเกี่ยวอะไรกับร้านค้า?”

ขอเอาชีวิตจริงของผมเป็นคำตอบก็แล้วกัน
‘ตอนอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด ผมควักตังค์ซื้อของกินของใช้เข้าบ้าน นับครั้งได้ครับ เพราะการซื้อของใช้ในบ้าน แม่ก็จัดการหมดแล้ว และซื้อทีก็หมดหลายตังค์’
‘แต่พอมาอยู่กรุงเทพ ตั้งแต่เช่าหอพัก จนมาซื้อบ้าน ผ่อนบ้าน การจ่ายตังค์ของผมเปลี่ยนไป
จะซื้อของใช้เข้าบ้าน หรือซื้อกินทันที ผมก็ต้องจ่ายทั้งหมด’

ถ้าเป็นครอบครัวใหญ่ สมาชิกมีหลายคน การช็อบปิ้งแต่ละที จะมีถุงหลายใบ
ตรงกันข้ามถ้าเป็นครอบครัวเล็กหรือเล็กมาก เช่น เช่าหอพักหรืออยู่คอนโด การซื้อของแต่ละครั้ง ก็จะจ่ายเท่าที่จำเป็น เพราะถ้าซื้อเยอะแล้วใช้ไม่ทัน ของก็จะเน่าเสีย

ครอบครัวใหญ่ซื้อเยอะ มักใช้วันหยุดพากันไปช็อปปิ้ง
ครอบครัวเล็ก ไม่มีสมาชิกต้องนัดหมาย สะดวกเมื่อไรก็ไปซื้อ หรือรอให้ของใกล้หมดแล้วค่อยไปซื้อ เอาสะดวกเข้าไว้

ผมมีตัวเลขมาฝากนิดหน่อยครับ เป็นสถิติย้อนหลัง 10 ปี
หลายคนรู้ว่า ประเทศไทยมีประชากร 60 กว่าล้านคน แต่รู้ไหมครับว่า ประเทศไทยมีบ้านกี่ล้านหลังคาเรือน มาดูคำเฉลยกันเลยครับ

ปี 2536 คนไทยมี 58,336,072 คน อาศัยอยู่ในบ้าน 13,336,167 หลัง
คิดเฉลี่ยแล้ว 1 บ้าน อยู่กัน 4.37 คน
ปี 2540 ประชากรเพิ่มเป็น 60,816,227 คน ในขณะที่จำนวนบ้านเพิ่มเป็น 15,495,755 หลัง
เฉลี่ยแล้ว 1 หลังอาศัยอยู่ 3.92 คน
ล่าสุดปี 50 มีคนไทยอาศัยอยู่ในทะเบียนบ้าน 20,089,221 หลัง จำนวน 63,038,247 คน
หมายความว่า 1 บ้าน อยู่กัน 3.14 คน

นี่เป็นตัวเลขรวมๆของทั้งประเทศ
หากดูเฉพาะกรุงเทพ ตัวเลขลดจาก 3.78 ในปี 36 เหลือ 2.59 คนในปีที่ผ่านมา
หายไปตั้ง 1.2 คน/หลัง

จำนวนครัวเรือนที่เล็กลงนี้แหละครับ เป็นที่มาว่า ทำไมร้านค้าขนาดเล็ก อย่างเซเว่น, โลตัสเอ็กเพรส แฟมิลี่มาร์ท จึงโตเอาโตเอา

ดังนั้น การจะเปิดร้านค้า นอกจากจะได้ทำเลคนเยอะแล้ว ต้องมองดูอีกสักนิดว่าแถวนั้นเป็นย่านบ้านเดี่ยว, ทาวเฮ้าส์, คอนโดหรืออพาร์เม้นท์

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากกรมการปกครอง


“เงินทุนก็สู้ไม่ได้”
“โรงงานผลิตก็เล็กกว่าตั้งเยอะ”
“พนักงานออกแบบก็มีไม่กี่คน”
“สินค้าก็ไม่เตะตา”
“ยี่ห้อก็ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก”
“ร้านขายก็ไม่ใหญ่เท่า”

อะไรๆก็ดูจะด้อยไปกว่ารายใหญ่
หากคิดต่อกร แบบหมัดแลกหมัด เข้าไปคลุกวงใน ก็มีแต่แพ้ครับ เผลอๆจะแพ้น็อคเสียด้วย

งั้นต้องเปลี่ยนสไตล์มาเป็นแบบ ‘สมจิตร จงจอหอ’
หาช่องว่าง และทำคะแนนจากตรงนั้น ไม่ปะทะ ไม่แลก
ไม่ได้ไม่เป็นไร แต่ต้องไม่เสีย

วันนี้เปลี่ยนจากฟุตบอลเป็นมวยครับ เพื่อให้เข้ากับกระแสต้อนรับนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิกส์

ในเมื่อแข่งขันกับรายใหญ่ยาก ก็หาช่องว่างที่รายใหญ่ไม่ถนัด ไม่ทำ หรือทำแล้วไม่ค่อยคุ้ม
นี่แหละครับ โอกาสของรายเล็ก
ตัวอย่างธุรกิจแบบนี้ ต้องไปดู Bemz ของสวีเดน
อันที่จริง เขาก็เป็นธุรกิจรับทำเฟอร์นิเจอร์ ตามใบสั่ง คล้ายๆกับร้านทำโต๊ะ ตู้ เตียงในเมืองไทย
หากแต่เขามีเทคนิคในการทำตลาด แทนที่จะชูเรื่อง ‘รับจ้างผลิต’ ก็มาเปลี่ยนมาเป็น ‘รับชุบชีวิตให้ IKEA’

IKEA คือเฟอร์นิเจอร์ยี่ห้อดังในแถบสแกนดิเนเวีย ที่ใครๆรู้จักดี
แต่ IKEA เป็นแบบ DIY มีหลายอย่างที่ลูกค้าต้องทำเอง
นี่จึงเป็นช่องว่าง ที่รายเล็กจะเข้าไปเติมเต็ม
เป็นการเติมเต็มที่ IKEA ก็ได้ประโยชน์ ลูกค้าก็ได้ประโยชน์ และรายเล็กเองก็ได้ประโยชน์
แบ่งสรรผลประโยชน์ลงตัว ความสมานฉันท์ก็เกิดขึ้น

หนึ่งในโอกาสที่ว่านี้คือ การขัดสีฉวีวรรณให้โซฟาและเก้าอี้ ยี่ห้อ IKEA
โดยร้าน Bemz จะมีเบาะรอง ผ้าคลุม ปลอกหุ้ม สำหรับสินค้า IKEA ทุกรุ่น
‘เบื่อสีเก่า ก็มาซื้อผ้าคลุมไปเปลี่ยน’
‘โซฟาเดิมชำรุด ก็มีเบาะขายให้ทุกรุ่น’

และในเมื่อสินค้าหลักคือ IKEA จึงทำให้ Bemz ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน
เวลาลูกค้าจะสั่งก็แค่ระบุรุ่น แล้วก็มาเลือกสี เลือกวัสุดในเว็บไซด์

เป็นไงครับ ไอเดียนี้ เหมือนรอจังหวะดักต่อยทำคะแนนอย่างเดียว
ไม่ต้องผลิตก่อน ไม่ต้องสต๊อกสินค้า ไม่ต้องเช่าร้าน