Archive for » July, 2008 «

พูดถึง “เป้า” (คนละอันกับที่อยู่ใต้สะดือนะครับ) ปีนี้หลายคนอาจต้องท้อ
เพราะผ่านไปแล้วครึ่งปี มีอันต้องปรับเป้ากันใหม่
ปรับลงนะครับ ไม่ใช่ปรับขึ้น
ยอดขายไม่เข้าเป้า ลูกค้าลดลงกว่าเป้า กำไรน้อยกว่าเป้า เหล่านี้ทุกบริษัทเลี่ยงไม่พ้น

หลายบริษัทจึงต้องประเมินตัวเองใหม่ ก่อนจะปรับลดเป้าหมายการเติบโตในปีนี้
ที่ปรับลด ก็เพื่อให้มันสมจริง และเป็นไปได้
เพราะถ้าลูกค้าหดหาย แต่เจ้านายยังตั้งเป้าโต 10% แบบนี้ก็บั่นทอนกำลังใจคนทำงานมากเกินไป

เหมือนเชียร์ทีมฟุตบอลไทยให้ได้ไปบอลโลก
ไม่ใช่ดูถูกนะครับ แต่มันคงจะไม่เกิดขึ้นภายใน 3 ปี 5 ปีนี้หรอก
ต้องปรับเป้ากันใหม่!

กลับมาที่ “เป้า” ทางธุรกิจกันต่อ
ผมเชื่อว่ายังมีนักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้ในสังเวียนธุรกิจอีกมากมาย
แทนที่จะลดเป้า เขาก็ต้องหาทางออกอื่น

หนทางเดียวที่พอจะดึงเงินออกจากกระเป๋าลูกค้าได้ ในช่วงอารมณ์บ่จอยกับเศรษฐกิจและการเมือง ก็คือ เอาของใหม่มาล่อ
ต้องไม่ลืมนะครับว่า นิสัยชอบลอง เป็นของธรรมดาที่ติดมากับมนุษย์ (ผมหมายถึงผู้คนทั่วไป ที่ยังตัดกิเลสไม่ได้นะครับ)

“ลองทำอะไรใหม่ๆ ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย” น่าจะเป็นคติของคนที่เลือกจะลุยต่อ โดยไม่ขอลดเป้า

เพื่อให้เข้ากับเหตุการณ์บ้านเมือง ผมจึงนำตัวอย่างนี้มาฝากกัน
จำชาย 3 คนในชุดทหาร มาอ่านแถลงการหยุดยิงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ไหมครับ?
จู่ๆก็มาออกช่อง 5 บอกว่าจะเลิกป่วนภาคใต้ ดูแล้วน่าเชื่อได้ไหมนี่? แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นครับ เพราะขณะนี้ ชายทั้ง 3 คน ได้หนีออกจากประเทศไทย ไปเปิดร้านอาหารในต่างประเทศแล้ว
โดยให้พนักงานในร้าน แต่งกายในชุดทหาร
ตั้งชื่อร้านว่า Buns and Guns เป็นร้านอาหารฟาส์ตฟู้ดส์ ขายแซนวิซ ขนมปัง
บรรยากาศร้าน มองเผินๆ จากภายนอก นึกว่าขายอาวุธสงคราม
และแน่นอนว่า ชื่อเมนู ก็เป็นบรรดา อาวุธ ระเบิด

ร้านอาหารทั่วไปเขาจะเปิดเพลงประกอบ แต่ร้าน Buns and Guns นี้ เปิดเพลงก็ไม่ได้ เดี๋ยวผิดคอนเซ็ป ดังนั้นเขาจึงเปิดเสียงระเบิด เสียงปืน เสียงรถถัง เป็นซาวด์ประกอบการนั่งทาน

น่าซื้อแฟรนไชส์มาเปิดในบ้านเราไหมครับ?
เอามาเปิดแถวไหนดี?

อ้อ ตัวอย่างที่เล่ามาข้างต้นทั้งหมด เป็นเรื่องโกหกครับ!!!
ชาย 3 คน เป็นใคร? อยู่ที่ไหน? ผมไม่ทราบหรอก ทราบแต่ว่าร้าน Buns and Guns มีอยู่จริง ใครอยากลองชิม เชิญได้ที่กรุงเบรุต เลบานอนครับ


และแล้วไอเดียที่ผมเคยเขียนถึง ก็เกิดขึ้นในเมืองไทย
ซึ่งคนทำธุรกิจนี้ก็ไม่ใช่ธรรมดา เป็นรายใหญ่(มากๆ)เสียด้วย

ไอเดียที่ว่านี้คือ Free copy ครับ
ผมเคยยกตัวอย่าง Tadacopy ที่เกิดขึ้นโดยนักศึกษาเพื่อนักศึกษาในญี่ปุ่น
หลักการก็คือว่า มีกระดาษขาวไว้ให้นักศึกษาได้ถ่ายเอกสารฟรี แต่ด้านหลังเป็นโฆษณา

ส่วนธุรกิจในไทยที่เพิ่งเปิดตัว ก็มีลักษณะคล้ายกันเป๊ะเลยครับ
ตอนที่เห็นไอเดียนี้จากเว็บของต่างประเทศ ผมก็ลุ้นว่าน่าจะมีผู้ประกอบการรายย่อยรายกลางของไทย นำมาให้บริการ แต่ที่ไหนได้ กลายเป็น Cannon ที่มาลุยตลาดนี้ด้วยตนเอง

ตามข่าวบอกว่า แคนนอน จับมือกับบริษัทที่ชื่อว่า ยูก๊อปปี้ (ไทยแลนด์) เปิดให้บริการ “ถ่ายเอกสารฟรี”
โดยจะเริ่มทดลองในมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ 6 แห่งก่อน จากนั้นค่อยขยายไปต่างจังหวัด

นักศึกษาผู้โชคดีที่จะได้ใช้ของฟรี ก็มีธรรมศาสตร์, ศรีนครินทรวิโรฒ, รามคำแหง, หอการค้าไทย, เทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ และเกษมบัณฑิต

แม้แคนนอนจะใช้กลยุทธ์นี้เพื่อหวังสร้างความผูกพันกับแบรนด์ก็ตาม แต่ผมว่าเผลอๆ นี่อาจเป็นตัวทำเงินของแคนนอนในยุคต่อไปก็ได้
เพราะค่าโฆษณาที่คิด 3.75 บาทต่อ 1 แผ่น (สำหรับแพ็กเกจ 30,000 แผ่น เป็นเวลา 3 เดือน)
ลองคำนวนเล่นๆซิครับ
หากบริษัทหาโฆษณาได้จริงตามเป้า คือ 20 ราย
รายได้เบาะๆ ที่จะได้รับ จากการติดตั้งเครื่องถ่ายเอกสาร 6 จุด ก็ไม่ต่ำกว่า 54 ล้านบาทต่อปี
นี่คิดแค่ 30,000 แผ่นเท่านั้นนะครับ

ที่มา : เก็บมาฝากจากข่าวในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับ 23 กรกฎาคม 2551