Archive for July, 2008
“อะไรเอ่ย อยู่ๆก็หดลงไปตั้ง 5-6 เซ็นติเมตร?”
ก็กรุงเทพธุรกิจฉบับเสาร์อาทิตย์งัย
หากไม่ได้แวะไปอ่าน interiorsiam.com ของคุณ MiND ผมคงตกข่าวแน่ๆ
(อันนี้ของเขาดีจริง มีอัพเดทอะไรใหม่ๆเสมอ ไม่ได้เชียร์นะครับแค่พูดเรื่องจริง)
จะด้วยต้นทุนแพง กำลังซื้อหด หรืออย่างไรไม่ทราบ
ทราบแต่ว่า ช่วงนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” กำลังเปลี่ยนแปลงเยอะทีเดียว
ก่อนหน้านี้ เพิ่งยกเลิก “Bizweek” หนังสือพิมพ์ธุรกิจฉบับรายสัปดาห์
มาครั้งนี้ ก็ปรับโฉม “กรุงเทพธุรกิจฉบับเสาร์อาทิตย์”
ไม่รู้ว่า นี่จะเป็น แผนบันได 3 ขั้น ก่อนจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยน “กรุงเทพธุรกิจฉบับวันทำงาน” หรือเปล่า?
กลยุทธ์ย่อขนาด ที่จะเรียก ขนาดใหม่ว่า Compack size มีให้เห็นในหลายธุรกิจ
“สินค้าย่อขนาด” แต่ราคาคงเดิม เราก็เคยเห็นมาแล้ว! จาก 120 กรัม เหลือ 100 กรัม แต่ราคาเท่าเดิม
“ร้านค้าย่อขนาด” เราก็คุ้นเคยมาได้สักระยะเหมือนกัน! สังเกตุไหมครับว่า บิ๊กซีในบางจังหวัด ขนาดเล็กกว่าในกรุงเทพ
ทีนี้มาดู “หนังสือพิมพ์ย่อขนาด” บ้างว่ามีอะไรต่างจากเดิม
ขนาดที่เล็กกว่าเดิม แต่ใช้ฟ้อนต์เท่าเดิม แบบนี้เนื้อหาก็หายไปซิ!
ไม่ครับ เขาย่อขนาด แต่มีจำนวนหน้าเพิ่มขึ้น
แต่เอ๊ะ! แล้วเล่มแจก ที่ชื่อ “เสาร์สวัสดี” หายไปไหน?
คนส่งหนังสือมุบมิบไปหรือเปล่า?
พลิกไปมา ก็เจออยู่เซ็กชั่นที่สองครับ
เขาจัดทำใหม่ ในอยู่ในขนาดเดียวกันเสียเลย
แล้วก็ยุบเซ็กชั่นสองเดิม ที่เป็นเรื่องหุ้น การเงิน มาอยู่ในเซ็กชั่นหนึ่งแทน
อะแฮ่ม! ที่แท้ก็แปลงของแถม เป็นสินค้านี่เอง
โดยรวมแล้ว ฉบับคอมแพ็กแบบนี้ ก็ถูกใจผมเหมือนกัน
ฉบับปกติต้องการแขนกว้าง 70 เซ็น ฉบับเสาร์อาทิตย์ก็หุบลงหน่อย เหลือ 60 เซ็น
กางแขนน้อยลง เมื่อยน้อยลง ยืนอ่านได้นานขึ้น
อย่างนี้ ต้องลุ้นให้ปรับทุกฉบับเล็กลงให้หมด
แต่ขอเพิ่มจำนวนหน้า เป็นการชดเชยนะครับ
เพราะเดี๋ยวเวลาชั่งโลขาย จะไม่ได้เท่าเดิม (แฮะๆ)
July 30th, 2008
ไม่ได้เขียนแนะนำหนังสือเสียนานเลยครับ อันที่จริงก็มีเวลาว่างได้อ่านหนังสือบ้างเหมือนกัน แต่ยังไม่เจอเล่มที่โดนใจ พอที่จะมาช่วยโฆษณาต่อ

แต่พอเจอเล่มนี้ ต้องบอกว่า ทั้งรีบอ่านเพื่อจะได้มาบอกต่อ เพราะสนุกจริงๆครับ
ผมว่าเรื่องราวในเล่ม สามารถดัดแปลงทำเป็นบทหนังได้เลย
เหตุเกิดจาก สุดยอดผู้บริหารคนหนึ่งในแคนนอนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้รับภารกิจ ต้องไปกอบกู้กิจการที่ขาดทุนสุดๆ (ถ้าเป็นหนังสือพิมพ์ เขาจะใช้คำว่า ขาดทุนบักโกรก)
ทุกคนรู้ว่า หนทางสู่กำไรในยุคที่การแข่งขันสูง มีอยู่หนทางเดียวคือ “ลดต้นทุน” ซึ่งก็มีหลากหลายวิธี แต่ CEO ของที่นี่ มีวิธีที่ไม่เหมือนใคร
การประชุมผู้บริหารที่ยืดเยื้อเป็นวัน
แต่พอให้เอาเก้าอี้ ออกจากห้องประชุม ก็ทำให้ประชุมเสร็จเร็วขึ้น
“เอาเก้าอี้ออก แล้วประชุมอย่างไร?”
หลายคนอาจสงสัย
“ไม่มีเก้าอี้ ก็ต้องยืนซิครับ”
ถูกต้องแล้วครับ ที่นี่จะใช้วิธีการยืนประชุม
แม้ผู้บริหารบางคน จะมีปัญหาสุขภาพ แต่เชื่อหรือไม่ว่า การยืนที่ถูกวิธี ก็ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น!
พอผู้บริหารเริ่มทำให้ดูเป็นตัวอย่าง จากนั้นมันก็ง่ายขึ้น ที่จะให้ลูกน้องทำตาม
บางองค์กร ผู้บริหารชอบคิด ชอบสั่ง แต่ตัวเองไม่ทำเป็นตัวอย่าง ผลงานจากการคิดเลยไม่ถึงไหน
นอกจากห้องประชุมแล้ว บริษัทนี้ก็เริ่มกำจัดเก้าอี้ออกไปจากหน่วยงาน ทีละฝ่าย ทีละแผนก
พอไม่มีเก้าอี้ ก็ทำให้งานไหลลื่นขึ้น
จากที่เคยขี้เกียจลุก เดินไปคุยงานที่แผนกอื่น แต่พอไม่มีเก้าอี้ ความขึ้เกียจก็หายไป
ไอเดียของ CEO ที่นี่ช่างแยบยลจริงๆ
นอกจากนั้น การยืนทำงาน ก็ช่วยให้พนักงานได้กระชับกระเฉง เพราะแน่นอนว่า คงไม่มีใครยืนหลับ
และที่ได้มากกว่านั้นคือ ประหยัดพื้นที่ทำงาน (จ่ายค่าเช่าตึกน้อยลง)
ประหยัดค่าใช้จ่ายซื้อเก้าอี้ (ทั้งซ่อม ซื้อใหม่ และเปลืองพื้นที่วาง)
อ้อ แต่เขาไม่ได้เอาเก้าอี้ออกไปทั้งบริษัทหรอกนะครับ หน่วยงานไหนที่จำเป็นก็ต้องมี
ผมยังไม่อยากให้เชื่อที่ผมเล่า แต่อยากให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้
เพื่อให้เข้ากับเนื้อหา ผมก็ลองยืนเขียน entry นี้ และก็ได้ผลทีเดียวครับ
เขียนเสร็จเร็วขึ้น (เพราะเมื่อย!!! ฮา)
“ต้องกำจัดเก้าอี้ ถึงจะมีกำไร”
มิน่า! คนในหลายบริษัทชอบเลื่อยขาเก้าอี้กัน เขาหวังดีกับบริษัทนี่เอง!
แต่เอ๊ะ! หนังสือเพิ่งออกได้ไม่นาน แต่พฤติกรรมนี้มีมาก่อนอีกแฮะ?
July 29th, 2008
พูดถึง “เป้า” (คนละอันกับที่อยู่ใต้สะดือนะครับ) ปีนี้หลายคนอาจต้องท้อ
เพราะผ่านไปแล้วครึ่งปี มีอันต้องปรับเป้ากันใหม่
ปรับลงนะครับ ไม่ใช่ปรับขึ้น
ยอดขายไม่เข้าเป้า ลูกค้าลดลงกว่าเป้า กำไรน้อยกว่าเป้า เหล่านี้ทุกบริษัทเลี่ยงไม่พ้น
หลายบริษัทจึงต้องประเมินตัวเองใหม่ ก่อนจะปรับลดเป้าหมายการเติบโตในปีนี้
ที่ปรับลด ก็เพื่อให้มันสมจริง และเป็นไปได้
เพราะถ้าลูกค้าหดหาย แต่เจ้านายยังตั้งเป้าโต 10% แบบนี้ก็บั่นทอนกำลังใจคนทำงานมากเกินไป
เหมือนเชียร์ทีมฟุตบอลไทยให้ได้ไปบอลโลก
ไม่ใช่ดูถูกนะครับ แต่มันคงจะไม่เกิดขึ้นภายใน 3 ปี 5 ปีนี้หรอก
ต้องปรับเป้ากันใหม่!
กลับมาที่ “เป้า” ทางธุรกิจกันต่อ
ผมเชื่อว่ายังมีนักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้ในสังเวียนธุรกิจอีกมากมาย
แทนที่จะลดเป้า เขาก็ต้องหาทางออกอื่น
หนทางเดียวที่พอจะดึงเงินออกจากกระเป๋าลูกค้าได้ ในช่วงอารมณ์บ่จอยกับเศรษฐกิจและการเมือง ก็คือ เอาของใหม่มาล่อ
ต้องไม่ลืมนะครับว่า นิสัยชอบลอง เป็นของธรรมดาที่ติดมากับมนุษย์ (ผมหมายถึงผู้คนทั่วไป ที่ยังตัดกิเลสไม่ได้นะครับ)
“ลองทำอะไรใหม่ๆ ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย” น่าจะเป็นคติของคนที่เลือกจะลุยต่อ โดยไม่ขอลดเป้า
เพื่อให้เข้ากับเหตุการณ์บ้านเมือง ผมจึงนำตัวอย่างนี้มาฝากกัน
จำชาย 3 คนในชุดทหาร มาอ่านแถลงการหยุดยิงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ไหมครับ?
จู่ๆก็มาออกช่อง 5 บอกว่าจะเลิกป่วนภาคใต้ ดูแล้วน่าเชื่อได้ไหมนี่? แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นครับ เพราะขณะนี้ ชายทั้ง 3 คน ได้หนีออกจากประเทศไทย ไปเปิดร้านอาหารในต่างประเทศแล้ว
โดยให้พนักงานในร้าน แต่งกายในชุดทหาร
ตั้งชื่อร้านว่า Buns and Guns เป็นร้านอาหารฟาส์ตฟู้ดส์ ขายแซนวิซ ขนมปัง
บรรยากาศร้าน มองเผินๆ จากภายนอก นึกว่าขายอาวุธสงคราม
และแน่นอนว่า ชื่อเมนู ก็เป็นบรรดา อาวุธ ระเบิด
ร้านอาหารทั่วไปเขาจะเปิดเพลงประกอบ แต่ร้าน Buns and Guns นี้ เปิดเพลงก็ไม่ได้ เดี๋ยวผิดคอนเซ็ป ดังนั้นเขาจึงเปิดเสียงระเบิด เสียงปืน เสียงรถถัง เป็นซาวด์ประกอบการนั่งทาน
น่าซื้อแฟรนไชส์มาเปิดในบ้านเราไหมครับ?
เอามาเปิดแถวไหนดี?
อ้อ ตัวอย่างที่เล่ามาข้างต้นทั้งหมด เป็นเรื่องโกหกครับ!!!
ชาย 3 คน เป็นใคร? อยู่ที่ไหน? ผมไม่ทราบหรอก ทราบแต่ว่าร้าน Buns and Guns มีอยู่จริง ใครอยากลองชิม เชิญได้ที่กรุงเบรุต เลบานอนครับ
July 24th, 2008
และแล้วไอเดียที่ผมเคยเขียนถึง ก็เกิดขึ้นในเมืองไทย
ซึ่งคนทำธุรกิจนี้ก็ไม่ใช่ธรรมดา เป็นรายใหญ่(มากๆ)เสียด้วย
ไอเดียที่ว่านี้คือ Free copy ครับ
ผมเคยยกตัวอย่าง Tadacopy ที่เกิดขึ้นโดยนักศึกษาเพื่อนักศึกษาในญี่ปุ่น
หลักการก็คือว่า มีกระดาษขาวไว้ให้นักศึกษาได้ถ่ายเอกสารฟรี แต่ด้านหลังเป็นโฆษณา
ส่วนธุรกิจในไทยที่เพิ่งเปิดตัว ก็มีลักษณะคล้ายกันเป๊ะเลยครับ
ตอนที่เห็นไอเดียนี้จากเว็บของต่างประเทศ ผมก็ลุ้นว่าน่าจะมีผู้ประกอบการรายย่อยรายกลางของไทย นำมาให้บริการ แต่ที่ไหนได้ กลายเป็น Cannon ที่มาลุยตลาดนี้ด้วยตนเอง
ตามข่าวบอกว่า แคนนอน จับมือกับบริษัทที่ชื่อว่า ยูก๊อปปี้ (ไทยแลนด์) เปิดให้บริการ “ถ่ายเอกสารฟรี”
โดยจะเริ่มทดลองในมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ 6 แห่งก่อน จากนั้นค่อยขยายไปต่างจังหวัด
นักศึกษาผู้โชคดีที่จะได้ใช้ของฟรี ก็มีธรรมศาสตร์, ศรีนครินทรวิโรฒ, รามคำแหง, หอการค้าไทย, เทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ และเกษมบัณฑิต
แม้แคนนอนจะใช้กลยุทธ์นี้เพื่อหวังสร้างความผูกพันกับแบรนด์ก็ตาม แต่ผมว่าเผลอๆ นี่อาจเป็นตัวทำเงินของแคนนอนในยุคต่อไปก็ได้
เพราะค่าโฆษณาที่คิด 3.75 บาทต่อ 1 แผ่น (สำหรับแพ็กเกจ 30,000 แผ่น เป็นเวลา 3 เดือน)
ลองคำนวนเล่นๆซิครับ
หากบริษัทหาโฆษณาได้จริงตามเป้า คือ 20 ราย
รายได้เบาะๆ ที่จะได้รับ จากการติดตั้งเครื่องถ่ายเอกสาร 6 จุด ก็ไม่ต่ำกว่า 54 ล้านบาทต่อปี
นี่คิดแค่ 30,000 แผ่นเท่านั้นนะครับ
ที่มา : เก็บมาฝากจากข่าวในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับ 23 กรกฎาคม 2551
July 23rd, 2008
ใกล้จะเปิดฤดูกาลแข่งขันแล้ว แต่ลิเวอร์พูลที่ผมเชียร์ เพิ่งสอยนักเตะเข้าสังกัดมาได้เพียง 3 ราย เป็นแบ็กซ้าย, แบ็กขวา และผู้รักษาประตูตัวสำรอง (นับเฉพาะที่จะเอามาใช้งานจริงๆนะครับ พวกเยาวชนผมไม่ขอนับ)
ในขณะที่ตำแหน่งกองหน้า ต้องร้องเพลงรอต่อไป แต่คาดว่า คงจะได้ร็อบบี้ คีน มาแทนปีเตอร์ เคร้าซ์ที่ขายออกไปแล้ว
ส่วนกองกลางที่เล็ง เกเร็ธ แบรี่ ก็ตามง้อมาร่วมสองเดือนแล้ว ยังไม่ได้ตัวมาสวมเสื้อหงส์แดงเลย
นักเตะ 5 ตำแหน่งนี้แหละครับ ที่ราฟาเอล เบนิเตส ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลมองว่าเป็นจุดอ่อนของทีม ที่จะต้องแก้ไขก่อนฤดูกาลใหม่จะเริ่มขึ้น
ในทำนองเดียวกัน จุดแข็งที่มี ก็ต้องรักษาให้ดี โดยเฉพาะตอร์เรส กองหน้าสุดฮอต ที่หลายสโมสรอยากได้ตัวไปร่วมทีม
อันที่จริงธุรกิจก็เหมือนฟุตบอล ที่ผู้บริหารจะต้องทบทวน ค้นหาว่าจุดอ่อน จุดแข็ง วิกฤต และโอกาสอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้วางแผนไว้สู้ในปีต่อไป
หากแต่ในวงการธุรกิจ เวลาทำ Strategic Planning บางที เราก็งงๆ เหมือนกัน
เอาเป็นว่า ผมขออธิบายแผนกลยุทธ์ประจำปี ในเวอร์ชั่นง่ายๆ สไตล์ขลุกขลิก โดยใช้ฟุตบอลเป็นตัวเดินเรื่อง
เป้าหมายหลักของธุรกิจ ก็คือ “กำไร” ซึ่งก็มาจากสองทางเท่านั้น คือ “เพิ่มรายได้” และ “ลดรายจ่าย”
เป้าหมายของการทำทีมให้ได้แชมป์ คือ “ชัยชนะ” ซึ่งก็มาจากสองทาง คือ “ยิงประตูให้เยอะ” และ “เสียประตูให้น้อย”
ปีที่แล้ว ลิเวอร์พูลยิงได้ 67 ลูก แต่เสียประตูมากถึง 28 ลูก (อันนี้นับเฉพาะในพรีเมียร์ลีกเท่านั้น)
การยิงประตู อาศัยนักเตะเพียง 2 คนเป็นหลัก คือตอร์เรสและเจอราร์ด ซึ่งถือว่าน้อยเกินไป ทีมควรมีผู้ยิงประตูมากกว่านี้ ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงในการทำประตู จึงต้องหากองหน้าเพิ่ม มิเช่นนั้นแล้ว หากตอร์เรสเจ็บ ทีมก็จบเห่กันพอดี
“แล้วบริษัทของคุณ ซื้อกองหน้าเพิ่มหรือเปล่า?”
แต่การทำประตูใช่แค่เป็นหน้าที่ของกองหน้า แต่กองกลางและกองหลังก็ต้องมีส่วนร่วม
จุดนี้ เบนิเตส จึงซื้อแบ็กที่เติมเกมรุกได้ดี
ถ้าเป็นบริษัท ก็ต้องบอกว่า ทีมผลิตหรือทีมสำนักงานใหญ่ ต้องออกไปช่วยขาย คล้ายๆกับที่ “ชิคเว่” ทำ
การทำเกม หรือการส่งลูกบอลไปถึงกองหน้า ยังไม่มีความแม่นยำและไม่มีความหลากหลาย ยังเน้นโยนยาวให้กองหน้าวิ่งไปแย่งลูก การโยนยาวแบบนี้ จะมี Successful rate ค่อนข้างต่ำ
ในขณะที่ “ปีก” ก็ยังพริ้วไม่พอ คือ เลี้ยงไปได้ แต่เปิดบอลไม่แม่น ก็ทำให้ Successful rate ต่ำเช่นกัน
พอโยนไม่แม่น คู่ต่อสู้ก็เก็บบอลได้ ทีนี้ก็จะเจอการบุกกลับ
ดังนั้น ทีมต้องหากองกลางที่มาช่วยทำเกมตรงกลางให้แน่นขึ้น เพื่อไม่ให้เสียบอลง่ายเกินไป และก็ต้องช่วยเบรกเกม ไม่ให้คู่แข่งโต้กลับเร็วเกินไป
“แล้วบริษัทของคุณ มีแผนที่จะลดต้นทุนการผลิต? ลดขั้นตอนการผลิต? ผลิตสินค้าตรงกับที่ตลาดต้องการ? ไม่ผลิตเยอะเกินไป หรือน้อยจนขาดตลาด? ผลิตแล้วขายไม่ออกจะทำอย่างไร? แผนรับมือหากคู่แข่งลดราคา?”
ครบทุกตำแหน่งแล้วใช่ไหมครับ?
ยังครับ! ยังไม่ครบ
เพราะทั้งหมดนั้นเป็นแค่เตรียมการสำหรับปีหน้า แต่ยังไม่ได้เผื่ออนาคตไปอีก 3-5 ปี
นั่นคือ บริษัทต้องมี product innovation เหมือนที่ทีมฟุตบอล ซื้อนักเตะเยาวชนฝีเท้าดี เอามาปั้นต่อ เพื่อใช้งานในอนาคต
ลองคิดแบบผู้จัดการทีมฟุตบอลดู แล้วคุณจะรู้ว่ามีหนทางเพิ่มกำไรได้อีก
July 22nd, 2008
Previous Posts