Archive for April, 2008

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยนะครับ เพิ่งจะปลายเมษาแต่ฝนฟ้าก็เทลงมาติดๆกันหลายวัน แต่นั่นก็ไม่น่าแปลกใจเท่า หิมะปกคลุมดอยช้าง
จากดอยเขียวๆ กลายเป็นดอยเขียวขาว (เนื่องจากปกคลุมไม่หมด จึงมีสีเขียวเป็นหย่อมๆ)
แม้จะไม่ใช่หิมะเสียทีเดียว หากแต่เป็นลูกเห็บหรือเกล็ดน้ำแข็ง แต่แค่นี้ก็เป็นสัญญาณเตือนว่า สภาพอากาศจะไม่ปกติอีกต่อไป
“จู่ๆฝนก็ตกแบบนี้ ใครเดือดร้อนสุดครับ?”
“ผู้ว่าฯกรุงเทพ” (
ยังไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องครับ)
แต่ผมว่าคนที่เดือดร้อนมากที่สุด น่าจะเป็น พ่อค้าแม่ค้าริมฟุตบาท
สำหรับร้านค้าทั่วๆไป อาจมีลูกค้าเข้าร้านน้อยลง
แต่ร้านค้าริมฟุตบาทนี่ซิ!
ไม่มีโอกาสได้เปิดร้านเลย
ร้านริมทางในเมืองไทยเรา ส่วนใหญ่ใช้ร่มเป็นเกราะกำบังแดดฝน เพราะเก็บง่ายเคลื่อนย้ายสะดวก แต่ถ้าฝนตกหนักจริงๆ ร่มคันใหญ่ก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน
ลองไปดูตัวอย่าง “ร้านเคลื่อนที่ได้” ของต่างประเทศกันไหมครับ ว่ามีเทคนิคกันฝนอย่างไรบ้าง? ไม่ได้พาไปไกลหรอกครับ แค่ 1 พันกว่ากิโลเมตรจากกรุงเทพ
งั้น ไปกันเลย!!!
ออกจากกรุงเทพ มุ่งหน้าสระแก้ว ผ่านอรัญประเทศ เข้าเขตกัมพูชาที่ปอยเปต ผ่านเมืองศรีโสภณ เข้าพระตะบอง แวะพนมเปญ ออกเดินทางต่อ ผ่านเนียกเลือง ทะลุเข้าเขตเวียดนามที่ชายแดนเมืองม็อกไบ และจบท้ายที่โฮจิมินห์
ถึงแล้วครับ!
ผมจะพาไปดูนักขายตระกูล Nguyen (อ่านว่า เหงียน นะครับ ไม่ใช่ งูเย็น)
หากใครผ่านไปแถวๆ Cho Ben Thanh (ตลาดเบ๋นธั่น) ซึ่งเป็นตลาดกลางของย่านนี้และนักท่องเที่ยวรู้จักกันดีเพราะมีของฝากเยอะในราคาสบายกระเป๋า
ช่วงกลางวัน การค้าจะมีแค่ด้านในอาคาร แต่พอบ่ายแก่ๆบริเวณถนนรอบๆตลาด ก็จะแปลงร่างเป็นศูนย์การค้า

และด้วยตำแหน่งเมืองที่ต้องเผชิญกับฤดูฝน มากกว่า ฤดูไม่มีฝน พ่อค้าแม่ค้าที่นี่จึงไม่ใช้ร่มเหมือนบ้านเรา แต่จะใช้ “หลังคาผ้าใบติดล้อ” แทน
นวัตกรรมนี้น่าสนใจครับ เวลาจะเปิดร้าน ก็ลากง่ายๆเหมือนรถเข็น
ลากมาถึงที่หมาย ก็ดึงเสาทุกต้นออกจากกัน
ดึงเสาจนกว่าหลังคาผ้าใบตึง ก็จะได้ร้านสำเร็จรูปพร้อมวางสินค้าขาย
ด้วยเสาเหล็กหลายเสา และคานเหล็กแบบยืดหดได้ ทำให้ร้านลักษณะนี้แข็งแรงเป็นพิเศษ!
เวลาเก็บร้าน ก็รวบเสามาไว้ด้วยกัน
“ยืดได้ หดได้” เหมือนอะไรครับนี่?
ไม่เพียงแค่ผู้ว่าฯกรุงเทพ และพ่อค้าแม่ขายเท่านั้น ที่ต้องลำบาก
หากแต่ การไฟฟ้าฯ ก็พลอยมีงานหนักขึ้นกว่าเดิม
ค่ำวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมเลยได้นั่งทานข้าวใต้แสงเทียน (นี่อุตสาห์เตรียมรับมืออย่างดีแล้วนะครับ)
เป็นความโรแมนติกโดยไม่ตั้งใจ เพราะไฟดับ
แต่โชคยังดีนะครับ ไฟดับเพียงชั่วโมงกว่าๆ พอถึงเวลาข่าวจบ ทุกอย่างก็กลับสู่ภาวะปกติ
ดับช่วงไหนดับได้ แต่อย่าดับช่วงละครหลังข่าว หรือราวๆตีสองที่มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลนะครับ เพราะเดี๋ยวจะเป็น
“บ่าวเตือนแล้ว แต่ก็มิได้นำพา”
April 30th, 2008
ได้ฟังเพื่อนเล่าและรุ่นน้องคาบข่าวมาบอก ก็ยิ่งยืนยันว่าสิ่งที่ผมเคยเห็น ไม่ใช่ฟลุ้คหรือทำกันเล่นๆหรอก
แต่นี่เป็นอีกหนึ่งกระบวนท่า ที่จอมยุทธ์ในวงการค้าปลีก นำมาใช้แล้ว
เมื่อหลายเดือนก่อน ผมอเมซิ่งมากๆ เพราะระหว่างที่เดินซื้อของในตลาดนัดที่ตั้งแผงลอย ติดกับร้านเซเว่นฯ จู่ๆ ก็มีพนักงานสองคน ขนไอติมใส่ตะกร้าออกมาเดินขายในราคาโปรโมชั่น
คนหนึ่งถือตะกร้า อีกคนถือตังค์ไว้ทอน
“ไอติมมั๊ยคะ ราคาถูกๆ”
ลูกเล็กเด็กแดง หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ที่นั่งขาย ก็อดไม่ได้ที่จะอุดหนุน
ผลก็คือขายเกลี้ยงในพริบตา
ล่าสุดกลยุทธ์คล้ายๆกัน มีให้เห็นอีกครั้งที่หมอชิตในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา
รุ่นน้องที่เดินทางกลับต่างจังหวัด ในวันที่คลื่นคนทะลักขนส่งสายอิสาน เล่าว่าวันนั้นคนเยอะมาก เหมือนกับมดหนีน้ำ
เก้าอี้นั่งรอ ไม่มีที่ว่าง ส่วนร้านขายน้ำขายอาหาร คนแน่นไปหมด
สถานการณ์แบบนี้แหละครับ ร้านสะดวกซื้อที่มีโลโก้เป็นเลข 7 ใช้วิธีนำสินค้าออกมาเดินขาย เดินเสิร์ฟถึงเก้าอี้
นอกจากจะช่วยลดความแออัดของร้านแล้ว วิธีนี้โดนใจลูกค้ามิใช่น้อย เพราะบางทีกระหายน้ำมาก แต่หากลุกไปซื้อ มีสิทธิ์ต้องเสียม้าแน่ๆ
เพิ่มพนักงาน เพื่อเดินขาย ทำให้ร้านขยายใหญ่ขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม
“เป็นร้านที่มองไม่เห็น” แต่ช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเห็นๆ
วิธีขายแบบนี้ มีมานานแล้วครับ นับเป็นวิธีการขายสุดคลาสิคทีเดียว
“ไก่ย่าง ข้าวเหนียว หมูแดดเดียวมั๊ยคะ”
หากใครเคยเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยรถไฟแบบไม่ติดแอร์ ก็จะได้เห็นร้านขายข้าวเหนียวไก่ย่าง ที่ยาวที่สุดในประเทศ!
ยาวขนาดไหน?
ก็ลองนั่งรถจากอุบลฯถึงโคราช ธนบุรีถึงไทรโยค หรือไม่ก็ภาชีถึงพิษณุโลกดูครับ
April 28th, 2008
เปลี่ยนบรรยากาศ มาดูภาพสินค้าแปลกๆเจ๋งๆกันบ้างนะครับ
ผมไม่ได้นำสินค้า “สุดยอดการออกแบบ” มาฝาก นานพอสมควร
วันหยุดในสภาพอากาศครึ้มฟ้า ครึ้มฝน เหมาะอย่างยิ่งกับการหาเครื่องดื่มร้อนๆ จิบไป อ่านหนังสือไป จิบไปเล่นเน็ตไป หรือจะเป็น จิบไปวิ่งเก็บเสื้อผ้าไป
ครับ! วันนี้เป็นเรื่องของแก้ว
ชิ้นแรกเป็น “แก้วบอกรัก” มองจากข้างนอกก็เหมือนแก้วกาแฟปกติ และตอนที่เครื่องดื่มเต็มแก้วก็ยังดูไม่แตกต่างจากแก้วใบอื่น แต่เสน่ห์อยู่ที่เมื่อจิบไปเรื่อยๆ ปริมาณกาแฟเริ่มลดลง จะเริ่มเห็นรูปทรงข้างในแก้วเปลี่ยนไป
จากกลมๆ ก็จะเริ่มมีโค้ง มีเว้า พอกาแฟใกล้หมด ก็จะเห็นเป็นสัญลักษณ์ของความรัก

แก้วใบนี้ ทำให้ได้สุภาษิตใหม่ คือ “น้ำลด หัวใจผุด”
หวานซะไม่มีเลยครับ
ชิ้นต่อมา ต้องเรียกว่า “ผู้ช่วยชง” มีสองชนิดด้วยกัน คือแก้วสำหรับชา และสำหรับกาแฟ
ในแก้วแต่ละใบ จะมี “ดัชนีสี” ไว้เทียบ
คล้ายๆ โฆษณาผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว ที่บอกว่า หน้าขาวภายใน 3, 4, 5 สัปดาห์ (ผมจำตัวเลขไม่ได้ครับ เลยเขียนเรียงกันไปเลย)
เช่น ดัชนีสีในแก้วชา จะบอกว่าเป็น Milky, Classic British, Builder Brew หรือ Just Tea

ชิ้นสุดท้าย เหมาะสำหรับคนที่รักษ์โลก ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพราะแทนที่จะต้องใช้แก้วและจานรองขนม ก็เปลี่ยนมาเป็นแก้วเพียงใบเดียว
จากสอง ลดเหลือหนึ่ง ประหยัดน้ำยาล้างจานได้หน่อยนึง
แต่ถ้าจะใช้แก้วกาแฟนี้รับแขก ต้องถามเพิ่มอีกหน่อยครับว่า
“ถนัดมือไหน”
เพราะหากถนัดมื้อซ้าย ช่องวางขนมจะอยู่อีกด้านกับคนถนัดขวา

รู้สึกไหมครับว่าการออกแบบทำให้การใช้งานง่ายขึ้น หรือมีเสน่ห์ มีความสวยงาม น่าใช้กว่าเดิม
แต่อีกนัยหนึ่ง นี่เป็นกลยุทธ์เพิ่มจำนวนการใช้
ถึงแม้จะมีแก้วเหล่านี้ แต่ก็ต้องมีแก้วชาแก้วกาแฟแบบปกติไว้ติดบ้านเหมือนเดิม
เพราะคุณสมบัติของแก้วเหล่านี้ ทำให้เป็นเหมือนของใช้ส่วนตัว
นึกดูนะครับ คุณจะใช้ “แก้วบอกรัก” กับใครได้บ้าง?
April 27th, 2008
Previous Posts