Archive for » March, 2008 «

ช่วงนี้กระแส web 2.0 เป็นที่กล่าวถึงอย่างมากเลยนะครับ จากแต่ก่อนที่รู้ๆกันอยู่ในวงคนเล่นบล็อก เล่นสเปซเท่านั้น
แต่วันนี้ นักการตลาดและผู้สื่อข่าว นำเรื่องราวไปเผยแพร่กันมากขึ้น
ชาวบ้านชาวช่องที่ดูโทรทัศน์อาจมีงงกันบ้างว่า “ไอ้ 2.0 นี้ มันคืออะไร? และต่างอะไรกับ 1.0?”

ที่เขียนมานี้ ไม่ได้จะอธิบายหรือขยายความ web 2.0 หรอกครับ
แต่จะมาอัพเดทกลยุทธ์ของร้านกาแฟสตาร์บัค
(อีกแล้วครับท่าน หลายคนอาจเริ่มเบื่อ เพราะผมเขียนถึงร้านกาแฟนี้บ่อยมาก ทนๆอ่านกันหน่อยนะครับ)

เมื่อพูดถึงการทำธุรกิจ หลายท่านคงจำได้ว่าผมเคยเสนอคาถา “ลูกค้าต้องมาก่อน” จะเดี๋ยวนี้หรือเดี๋ยวใหนก็ตาม
แต่ถ้าใครอุตริปล่อยให้ “ลูกค้ามาก่อน ก็รอไปก่อน” เพราะพนักงานมาสาย แบบนี้ก็เตรียมม้วนเสื่อได้เลยครับ

ลูกค้าสำคัญขนาดนี้ ทุกธุรกิจจึงพยายามหาวิธี รู้ให้ได้ว่า “ลูกค้าต้องการอะไร”
การวิจัยตลาด การสำรวจความคิดเห็น การทำ focus group เป็นวิธีเต้ยๆ ที่นักการตลาดใช้กันมานานนม

แต่ช้าก่อน!
หากท่านเล่นบล็อก เล่นสเปซ ท่านจะพบทางเลือกใหม่
เพราะในเมื่อลูกค้าสมัยใหม่ ใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์เกือบทั้งวัน และก็มี Social networking เกิดขึ้นมากมาย

ด้วยเหตุนี้แหละ สตาร์บัคจึงทำสเปซให้ลูกค้าที่หลงไหลในรสกาแฟได้ร่วมเสนอไอเดีย ใน Mystarbucksidea.com ซึ่งก็น่าจะเป็นแฟนพันธ์แท้ ของสตาร์บัค

เหมือนเป็นการลงทะเบียนแจ้งจำนวน ว่ามีลูกค้าหลัก มากน้อยแค่ไหน
จุดนี้สตาร์บัคได้ไปเต็มๆ พร้อมรายชื่อและอีเมล ที่ใช้ทำธุรกิจในวันข้างหน้าได้อีก

ถึงตรงนี้ หลายคนอาจกังวลว่า “ถ้ามีลูกค้าร่วมเสนอไอเดียเป็นจำนวนมากๆหล่ะ” ทางร้านจะจัดการกับไอเดียต่างๆ อย่างไร?
เพราะถ้าลูกค้าเสนอแล้วเงียบ มันก็ไม่เป็นผลดีเท่าไร

ไม่ยากครับ!
เขาหาทางออกด้วยการใช้ระบบโหวต
ถ้าไอเดียไหนเจ๋งจริง ก็จะมีคนโหวตเยอะ

นี่เป็นการลงประชามติ ว่าอย่างไหนลูกค้าต้องการมากกว่ากัน

นอกจากนี้ยังการรายงานความคืบหน้าด้วย
เพราะในส่วน Ideas in Action จะบอกว่า สตาร์บัคทำอะไรไปบ้างแล้วกับไอเดียที่เสนอมา
และเป็นที่แน่นอนครับว่า ไอเดียที่ได้คะแนนโหวตสูงๆ กำลังอยู่ในขั้นตอน Under review หรือไม่ก็ Coming soon

การเปิดให้ลูกค้ามีส่วนร่วมแบบนี้นี่แหละ ที่ผมขอเรียกว่า Strarbucks 2.0

แทนที่จะปล่อยให้ลูกค้าเซ็งแล้วเดินหนีไปซื้อสินค้าของคู่แข่ง
ก็แปลง “เสียงบ่น” เป็น “สินค้าและบริการใหม่” เสียเลย

แหล่งข้อมูล
https://www.starbucks.com/mystarbucksidea/browse.aspx

แม้จะไม่ได้ดูข้อมูลสถิติ ก็พอรู้นะครับว่าเดี๋ยวนี้หลายครอบครัวไม่ค่อยนิยมมีลูกสักเท่าไร
พูดแบบบ้านๆ ต้องบอกว่า “ลูกไม่ดก”

อย่าให้ถึงขนาด “ดก” เลยครับ
เพราะการมีลูกเกิน 3 คน มันกลายเป็นความสามารถพิเศษที่ยากจะเลียนแบบ และก็ไม่ควรเลียนแบบเป็นอย่างยิ่ง

ด้วยข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย บวกกับคุณแม่สมัยนี้ต้องทำงานหนักกว่าเดิม
จะให้เลี้ยงลูกมือซ้าย หารายได้มือขวา คงไม่ไหวหรอก
ดังนั้น ก็อย่ามีลูกเสียเลย หรือมีแค่คนสองคน ก็เกินพอ

ทำให้สถิติเฉลี่ย 3.5 คนต่อหนึ่งครอบครัว คงไม่หยุดแค่นี้ แต่ครอบครัวไทยจะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ เรื่อยๆ

คนเกิดมีน้อย
แต่คนแก่มีเยอะ เพราะเมื่อช่วง 50-60 ปีที่แล้วหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นยุค Baby boom
นักการตลาดส่วนใหญ่จึงหันไปหาคนแก่มากขึ้น

“ชอบคนมีอายุก็ไม่บอก”

แต่สำหรับคนรักเด็กอย่างผม (แฮะๆ จริงแล้วรักทุกวัยเลยครับ) โอกาสของตลาดเด็กยังมีเสมอ

แม้เด็กจะเกิดน้อยลง
แต่อะไรก็ตาม ที่มีจำนวนน้อยมักจะมีความสำคัญ

สังเกตไหมครับ? อาหารอร่อยมักเสิร์ฟในปริมาณที่น้อยถึงน้อยมาก
ยังไม่อิ่ม แต่ของหมดแล้ว!

ในทางกลับกัน ถ้าเสิร์ฟมาล้นจาน จนทานไม่หมด
ความรู้สึกอร่อยของนักชิมจะหายไป และอาจกลายเป็นเสียงบ่นแทน

“การทำให้มีน้อย” จึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดที่นิยมใช้กัน

กลับมาที่ตลาดเด็กกันต่อครับ
“จำนวนเด็กที่มีน้อย” ทำให้คนในครอบครัว ทั้งพี่ ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย อาอึ้ม อาม้า ต่างให้ความสำคัญ
บางตระกูลมีหลายชายเพียงคนเดียว
หลานคนนั้น แทบไม่ต่างอะไรกับจักรพรรดิ์องค์น้อย

ดังนั้น ธุรกิจที่เน้นเด็ก ก็ยังมีโอกาสอีกมาก
โดยหาช่องทางทำเงินจากความภูมิใจของครอบครัว

ไอเดียง่ายๆอย่างหนึ่ง ที่จะนำมาฝากวันนี้ คือ ปั้นเด็กให้เป็นดารา
ธุรกิจนี้ดัดแปลงโปสเตอร์หนัง โดยนำรูปเด็กมาเป็นพระเอกของเรื่อง
จะตั้งชื่อเลียนแบบหนังดัง อย่าง Starwar, Harry Porter
หรือจะใช้ชื่อลูกเป็น ชื่อหนัง เลยก็ได้

ส่วน Producers ก็ใส่ชื่อพ่อแม่
Director ก็ใส่ชื่อหมอ
ส่วนชื่อโรงพยาบาล ก็ต่อท้ายคำว่า Filmed in
หรือจะเพิ่มชื่อสปอนเซอร์ ผู้อำนวยการสร้าง ผู้เขียนบท ก็สุดแท้แต่จะพรรณนา

กลายเป็นโปสเตอร์หนัง แห่งความภาคภูมิใจของครอบครัว

ต่อไป นอกจาก “ใบเกิด” ที่เด็กจะได้ตามกฎหมายแล้ว
ก็จะต้องมี “ใบแจ้งเกิด” ในฐานะดาราหนังอีกด้วย
ติดไว้ข้างฝาบ้าน อวดเพื่อนฝูงเวลามาเยี่ยม เท่อย่าบอกใครเลย!

ผมว่าไอเดียนี้เหมาะกับเมืองไทยมากๆครับ
เพราะอยากเห็นลูกเป็นดารา เป็นนักร้อง
สังเกตได้จากรายการเรียลิตี้โชว์ มีคนโทรโหวตเป็นล้านคะแนน