Archive for » January, 2008 «

ไปเดินตลาดติดแอร์เมื่อวาน 
เห็นหลายคนหอบหิ้วน้ำมันพืชรอคิวจ่ายเงิน ก็อดแปลกใจไม่ได้
เลยแวะไปดูที่ชั้นวางเสียหน่อย
อ้อ! เขาจำกัดจำนวนซื้อนี่เอง หลายครอบครัวจึงใช้วิธี “กระจายกำลัง”

นี่เพิ่งขึ้นราคาเกือบขวดละ 10 บาท จาก 38 บาทเมื่อเดือนที่แล้ว เป็น 47 บาทเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ก็ไม่มีผลใดๆ เพราะเป็นของต้องกินต้องใช้

คิดไม่ถึงเลยนะครับว่า รถยนต์ที่พ่นของเสียเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะมาแย่งอาหารจากสิ่งมีชีวิตที่ปล่อยปฎิกูลในรูปแบบอื่น
 
ตอนที่มนุษย์ เปลี่ยนจากนั่งรถเทียมม้า มาขับเครื่องยนต์ เราต่างก็ดีใจว่า ต่อไปนี้จะไม่มีใครแย่งน้ำ แย่งอาหารของเราอีกแล้ว
แต่ใครจะไปคิดว่า เพียง 100 กว่าปีผ่านไป น้ำมันใต้โลก ก็มีทีท่าจะไม่เพียงพอ
น้ำมันไม่ได้มีน้อยหรอกนะ แต่เราใช้กันมากเกินไปเท่านั้นเอง

ทำให้ ภารกิจใหม่ของเรา คือการค้นหาแหล่งพลังงานใหม่
พืชน้ำมันดูจะเป็นหนทางเดียวที่เป็นไปได้

ส่วนการแปรรูป “ขยะ, ของเหลือใช้ หรือเศษอาหาร” ให้เป็นพลังงาน ก็ยังต้องลุ้นต่อไป ว่าจะมีโอกาสเป็นจริงหรือไม่

“ปาล์ม ถั่วเหลือง เมล็ดเรพชีด และพืชอื่นๆ” ถูกนำมาผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซลจำนวน 1.4 พันล้านแกลลอนในปีที่ผ่านมา
แต่ก็ยังไม่มีทีท่าจะเพียงพอต่อความต้องการ

นักวิจัย นักวิทยาศาตร์ วิศวกรด้านพันธุศาสตร์ จึงต้องเล็งหาพืชชนิดอื่น
ท่าจะให้ดี ต้องเป็นพืชที่ไม่ใช่อาหารของพวกเรา?
และจะดีไปอีก ถ้าพืชเหล่านั้น ไม่ต้องปลูก ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องดูแล??
และจะดีสุดๆ ถ้าพืชเหล่านี้ เติบโตได้จากการดูดซับของเสียบนโลก???

ยากเหมือนกันครับ สำหรับโจทย์ข้อนี้
แต่นักวิทยาศาสตร์ ก็หาคำตอบได้เหมือนกัน
พืชที่โชคดี (หรือโชคร้ายก็ไม่รู้) คือ สาหร่าย!!!

สาหร่าย ไม่ต้องปลูก ไม่ต้องรดน้ำ
เติบโตได้ดีในน้ำเค็มหรือแม้แต่น้ำเน่าเสีย
สาหร่ายโตเร็วกว่าพืชชนิดอื่นๆถึง 40 เท่า
ไม่เพียงเท่านี้ สาหร่ายยังดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นตัวการภาวะเรือนกระจก

ดังนั้น การเลือกสาหร่ายมาผลิตเป็นพลังงาน จึงได้กำไร 2 ต่อ
ต่อที่หนึ่ง แปลงพืชไร้ค่า(หรือมีค่าน้อย) เป็นพลังงาน
ต่อที่สอง ช่วยลดมลพิษ เพราะอาหารของสาหร่าย ก็น้ำเน่า คาร์บอนฯ

นี่คือข้อดีที่วิศวกรด้านพันธุศาสตร์ค้นพบ แต่ความท้าทายอยู่ที่ จะทำอย่างไรจึงจะผลิตน้ำมันสาหร่ายได้ในต้นทุนถูกๆ?

ไอเดียนี้ ไม่ใช่คิดเล่นๆกันนะครับ
เพราะล่าสุดมีบริษัทมากมาย ต่างทุ่มเงินทดลองวิจัยกันแล้ว
อาทิ อีออน ฮันซา กลุ่มพลังงานสะอาดจากเยอรมัน จะสร้างฟาร์มสาหร่ายต้นแบบมูลค่า 3.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่โรงงานผลิตไฟฟ้าเมืองฮัมบูร์ก
เอสจีซี เอนเนอร์จี ของโปรตุเกส ลงทุน 3 ล้านเหรียญเพื่อสร้างฟาร์มสาหร่าย ขนาบข้างโรงไฟฟ้า
กรีนฟูเอล เทคโนโลยี ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ทุ่มเงินกว่า 20 ล้านเหรียญ สร้างธุรกิจจากสิทธิบัตรถังปฎิกรณ์ชีวภาพสำหรับเพาะเลี้ยงสาหร่าย
องค์กรนาซ่า กองทัพสหรัฐ รวมถึงสายการบินพาณิชย์ ก็ร่วมเป็นผู้สนับสนุน “อัลเทอเนทีฟ ฟูเอลส์ ฟอร์ เจ็ท เอ็นจิ้นส์”  เพื่อให้ได้ไบโอดีเซลที่ทำจากสาหร่าย

เห็นความตั้งใจ และเอาจริงแบบนี้ อีกไม่นานคงได้ใช้น้ำมันจากสาหร่าย
แต่ถ้าเกิดบูมขึ้นมาจริงๆ
ก็ไม่รู้ว่า มันจะส่งผลกระทบต่อ “ข้าวห่อสาหร่าย” อาหารสุดโปรดของใครหลายๆคนหรือเปล่า?

ข้อมูลจาก Thailand Business Week มกราคม 2551

book review
ในการแข่งขันประชันความเร็ว ถ้าให้เลือกเป็นสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง คุณจะเลือกเป็นอะไร?
ระหว่าง
ก. เป็ด
ข. นก
ค. ปลา

เลือกแล้วใช่ไหมครับ?
มาดูคำเฉลยกัน

คำตอบคือ เลือกข้อไหนก็ได้ ที่คุณถนัดและมั่นใจที่ชนะคู่แข่งได้
(อ้าว! แล้วจะถามหาพระแสงอะไรมิทราบ?)
ไม่ได้ตอบกวนนะครับ
เพราะจะเลือก “ปลา” หรือ “นก” ก็ได้ แต่ไม่ควรเลือก “เป็ด”
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะ คุณสมบัติอของเป็ด ฟังดูเหมือนจะดี
แต่ถ้าแข่งในน้ำ ก็จะแพ้ปลา
แข่งบนฟ้า ก็แพ้นก
สรุปแล้ว แข่งได้ทั้ง 2 เวที (เยอะกว่าสัตว์อื่น ที่แข่งได้เวทีเดียว)
แต่ก็แพ้ทั้ง 2 เวทีเช่นกัน

นี่เป็นการอธิบายเรื่องกลยุทธ์ในการแข่งขันของ ไมเคิล อี. พอร์เตอร์ ที่นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ นำ “นก ปลา เป็ด” มาเปรียบเทียบให้เห็นว่า
กลยุทธ์ที่จะทำให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละบริษัทเลือกที่จะ “ไม่” ทำบางสิ่ง เพื่อที่จะให้สามารถทำอีกสิ่งหนึ่งได้ดีกว่าคู่แข่ง  

เออ!!! หนังสือชื่อ “มหัศจรรย์แห่งกลยุทธ์ทางธุรกิจ” ของคุณนรินทร์ ยกตัวอย่างแค่ว่า ปลาย่อมเป็นผู้ชนะในการแข่งขันว่ายน้ำ นกย่อมเป็นผู้ชนะในการแข่งบิน เท่านั้น
ส่วนเนื้อหาต่อมา ผมใส่ไข่เอง
เผอิญว่าชอบทานไข่ แฮะๆ
 
อีกตัวอย่างของหนังสือเล่มนี้
ที่อธิบายว่า ทำไมความสามารถในการแข่งขันถึงสำคัญ

“เวลาคุณไปเที่ยวทุ่งหญ้าซาวาน่าในทวีปอัฟริกา คณะทัวร์ของคุณอาจเผชิญกับเสือชีต้าร์ได้ทุกเมื่อ”
“ชีต้าร์เป็นสัตว์ที่วิ่งได้เร็วที่สุดในโลก คุณถึงไม่มีทางวิ่งได้เร็วกว่าพวกมัน”
“แต่กระนั้น ถ้าคุณต้องการจะรอดพ้นจากกรงเล็บของเสือชีต้าร์ คุณก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งให้เร็วกว่าพวกมันแต่อย่างใด…”

รู้ไหมครับ ว่าทำยังไงถึงรอด
“ก็เพียงแค่คุณมั่นใจว่า คุณวิ่งได้เร็วกว่าคนที่วิ่งได้ช้าที่สุดในคณะทัวร์ของคุณ แค่นั้นก็พอ”

อ้าว! วิ่ง….