หากเอ่ยถึง “นักพยากรณ์อากาศ” หลายคนจะนึกถึงข่าวพยากรณ์อากาศ หรือไม่ก็นึกถึงกรมอุตุนิยมวิทยา
แต่เชื่อมัยครับว่า ต่อจากนี้ไป อาชีพนี้จะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะในวงการธุรกิจค้าปลีก
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
ใครจะคิดหละครับว่า เดือนธันวาคมแบบนี้ต้องเปิดแอร์ทุกคืน
เมื่ออากาศไม่หนาวเหมือนชื่อฤดู แบบนี้ร้านค้าที่สั่งของล่วงหน้าก็มีแต่ขาดทุนซิครับ
เสื้อกันหนาวที่ออร์เดอร์ไว้เมื่อ 3 เดือนก่อน ตอนนี้ก็ต้องเก็บเข้าโกดัง
ไหนจะเงินจม ไหนจะต้องหาที่เก็บ
เก็บไม่ดี อาจถูกหนูแทะ
ทำธุรกิจในยุคนี้ จึงเสี่ยงไม่ต่างจากซื้อหุ้นซื้อหวย
ดังนั้น ร้านค้าหลายแห่งจึงต้องมีนักพยากรณ์อากาศเป็นตัวช่วย
อย่างเช่น liz claiborne บริษัทที่อยู่ในวงการแฟชั่น มีการจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านลมฟ้าอากาศเป็นการเฉพาะ จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย
นักพยากรณ์อากาศหรือ Climatologist เหล่านี้จะทำหน้าที่ช่วยในการแนะนำว่า แฟชั่นในฤดูร้อนหน้า ควรจะเป็นอย่างไร? อากาศจะร้อนแค่ไหน? กางเกงจะสั้นจุ๊ดจู๋เลยมั๊ย?
ทางด้านผู้ค้าปลีกเองก็มีการจ้างงานตำแหน่งนี้
“Target” ดิสเคาท์สโตร์ในสหรัฐ ได้มีการตั้งทีมงานที่เรียกว่า “Climate team” เพื่อทำหน้าที่แนะนำฝ่ายจัดซื้อ ว่าอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ควรสั่งสินค้าใดมาเตรียมขาย
ไม่เฉพาะสินค้าแฟชั่นเท่านั้นนะครับ!
ร้านขายอาหารการกินก็ไม่เว้น
อย่างที่ญี่ปุ่น ร้านสะดวกซื้อจะต้องดูพยากรณ์อากาศว่าวันรุ่งขึ้นอากาศจะเป็นอย่างไร? หิมะตกหรือไม่? หรือว่ามีฝนพรำๆ?
เพราะหากอุณหภูมิอุ่นขึ้นหน่อย คนจะชอบทานบะหมี่เย็น
แต่ถ้าอากาศยังเย็นยะเยือก โอเด้งก็จะขายดี
ดังนั้นในแต่ละวัน ร้านสะดวกซื้อทุกร้านต้องคอยติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศ ก่อนจะตัดสินใจสั่งสินค้า
ในเมื่อทุกคนต้องใช้ข้อมูลกันหมด เลยทำให้ธุรกิจที่ปรึกษาด้านพยากรณ์อากาศในต่างประเทศเติบโตขึ้นตามไปด้วย
ต่างจากเมืองไทย ที่ไม่นิยมใช้ข้อมูลพยากรณ์กันเท่าไร
“ไม่นะ”
พี่ที่ออฟฟิศเดียวกัน แสดงความเห็นแย้ง
“ไม่เชื่อก็ไปเดินดูร้านหนังสือซิ! ”
“หนังสือขายดี มีแต่…”
“ศาสตร์แห่งโหร 2551, เสริมราศีปีชวด, ดวงปี 51″
จริงด้วย นี่เป็นตำราพยากรณ์ทั้งนั้นเลย

เพื่อนๆออกไอเดีย