Archive for » December, 2007 «

global-warming-fashion 

หากเอ่ยถึง “นักพยากรณ์อากาศ” หลายคนจะนึกถึงข่าวพยากรณ์อากาศ หรือไม่ก็นึกถึงกรมอุตุนิยมวิทยา
แต่เชื่อมัยครับว่า ต่อจากนี้ไป อาชีพนี้จะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะในวงการธุรกิจค้าปลีก
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
ใครจะคิดหละครับว่า เดือนธันวาคมแบบนี้ต้องเปิดแอร์ทุกคืน

เมื่ออากาศไม่หนาวเหมือนชื่อฤดู แบบนี้ร้านค้าที่สั่งของล่วงหน้าก็มีแต่ขาดทุนซิครับ
เสื้อกันหนาวที่ออร์เดอร์ไว้เมื่อ 3 เดือนก่อน ตอนนี้ก็ต้องเก็บเข้าโกดัง
ไหนจะเงินจม ไหนจะต้องหาที่เก็บ
เก็บไม่ดี อาจถูกหนูแทะ 

ทำธุรกิจในยุคนี้ จึงเสี่ยงไม่ต่างจากซื้อหุ้นซื้อหวย
ดังนั้น ร้านค้าหลายแห่งจึงต้องมีนักพยากรณ์อากาศเป็นตัวช่วย

อย่างเช่น liz claiborne บริษัทที่อยู่ในวงการแฟชั่น มีการจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านลมฟ้าอากาศเป็นการเฉพาะ จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย
นักพยากรณ์อากาศหรือ Climatologist เหล่านี้จะทำหน้าที่ช่วยในการแนะนำว่า แฟชั่นในฤดูร้อนหน้า ควรจะเป็นอย่างไร? อากาศจะร้อนแค่ไหน? กางเกงจะสั้นจุ๊ดจู๋เลยมั๊ย?

ทางด้านผู้ค้าปลีกเองก็มีการจ้างงานตำแหน่งนี้
“Target” ดิสเคาท์สโตร์ในสหรัฐ ได้มีการตั้งทีมงานที่เรียกว่า “Climate team” เพื่อทำหน้าที่แนะนำฝ่ายจัดซื้อ ว่าอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ควรสั่งสินค้าใดมาเตรียมขาย
   
ไม่เฉพาะสินค้าแฟชั่นเท่านั้นนะครับ!
ร้านขายอาหารการกินก็ไม่เว้น
อย่างที่ญี่ปุ่น ร้านสะดวกซื้อจะต้องดูพยากรณ์อากาศว่าวันรุ่งขึ้นอากาศจะเป็นอย่างไร? หิมะตกหรือไม่? หรือว่ามีฝนพรำๆ?

เพราะหากอุณหภูมิอุ่นขึ้นหน่อย คนจะชอบทานบะหมี่เย็น
แต่ถ้าอากาศยังเย็นยะเยือก โอเด้งก็จะขายดี
ดังนั้นในแต่ละวัน ร้านสะดวกซื้อทุกร้านต้องคอยติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศ ก่อนจะตัดสินใจสั่งสินค้า

ในเมื่อทุกคนต้องใช้ข้อมูลกันหมด เลยทำให้ธุรกิจที่ปรึกษาด้านพยากรณ์อากาศในต่างประเทศเติบโตขึ้นตามไปด้วย
ต่างจากเมืองไทย ที่ไม่นิยมใช้ข้อมูลพยากรณ์กันเท่าไร

“ไม่นะ”
พี่ที่ออฟฟิศเดียวกัน แสดงความเห็นแย้ง

“ไม่เชื่อก็ไปเดินดูร้านหนังสือซิ! ”
“หนังสือขายดี มีแต่…”
“ศาสตร์แห่งโหร 2551, เสริมราศีปีชวด, ดวงปี 51″

จริงด้วย นี่เป็นตำราพยากรณ์ทั้งนั้นเลย   ;-)

“3 ดี
ดีกว่า
ดีขึ้น
ดีจังเลย”

ไม่ใช่ป้ายหาเสียงของพรรคการเมืองไหนหรอกครับ
แต่นี่เป็นไอเดียทางการตลาดที่บิ๊กโต้ง นำมาใช้พัฒนาวงการฟุตบอลทีมชาติไทย

บิ๊กโต้งคือใคร?
เป็นอะไรกับ บิ๊กสุ บิ๊กจิ๋ว และบิ๊กบัง? (แฮะๆๆ)
 
ไม่เกี่ยวกันเลยครับ  และท่าทางแกก็ไม่อยากจะเกี่ยวกับสามบิ๊กนั้นด้วย
บิ๊กโต้งคนนี้คือคนคนเดียวกันกับ “นักการเงินแห่งปี” ประจำปี 2548
อดีตกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)

เขาก็คือ (แธ่ม…แธม…แธ้ม) คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง

ครับ วันนี้คุณกิตติรัตน์ มารับหน้าที่เป็นผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทย
กลายเป็น “บิ๊กโต้ง” ของนักข่าวสายกีฬา
ฉายานี้มาพร้อมกับฉายา “เจ้าบุญทุ่ม” คนใหม่
เพราะมีการอัดฉีดเงินทุกนัด
“ผมไม่ได้ร่ำรวยมากมาย ไม่ได้ใช้เงินส่วนตัว เพราะถ้าเอาเงินส่วนตัวมาอัดฉีด ภรรยาคงไม่ยอมแน่ๆ”
“แต่เงินนี้เป็นของนักเตะ ที่เขาควรจะได้”
ว่าแล้วบิ๊กโต้ง ก็เลือกวิธีสอนวิชาการตลาดให้นักเตะกลางสนามฟุตบอล

นักเตะก็เหมือนสินค้า เราต้องทำให้สินค้ามีราคา
ถ้านักฟุตบอลตั้งใจเล่น ก็จะมีคนดู
แม้ผลจะออกมาแพ้ แต่ถ้าเล่นเต็มที่ คนดูก็ชอบ นัดต่อไปก็จะเข้ามาดูอีก
คนที่ดูทางทีวี ก็อยากจะเข้ามาดูในสนาม

ใส่ความเป็นผู้ประกอบการ หรือ entrepreneurship ให้กับนักเตะ
แต่วิชาการตลาดบนสนามหญ้า จะไม่บรรลุผลแน่ๆ
หากบิ๊กโต้ง ไม่การันตีว่า ค่าบัตรผ่านประตู หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะนำมาเป็นค่าตอบแทนในการเล่น

นั่นคือสิ่งที่บิ๊กโต้ง ใส่คุณภาพให้กับสินค้า
แต่สินค้านั้นจะถูกใจคนดู ก็ต้องมีอย่างอื่นประกอบด้วย
นั่นเป็นที่มาของ 3ดี
“ดีขึ้น” อันนี้หมายถึง ฝีเท้าและผลงานในวันนี้ ต้องดีกว่าเมื่อวาน
“ดีกว่า” อันนี้เป็นการเทียบกับคู่แข่ง ซึ่งจะว่าไปแล้วไทยเราก็ยังเป็นเพียงเบอร์หนึ่งในละแวกอาเซียนเท่านั้น แต่ในระดับทวีป ยังเป็นรองอีกหลายทีม

แต่ผลตอบรับของคนดู ในนัดที่ทีมชาติไทยพ่ายออสเตรเลียไป  0-4 เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ก็ทำให้รู้ว่า แม้ผลงานในสนามจะไม่ “ดีกว่า” แต่ทีมชาติไทยเราก็เล่นได้ “ดีจังเลย”
หลังจบเกมการแข่งขัน แฟนบอลกว่าครึ่งยืนขึ้นตบมือให้กำลังใจ และตะโกนชื่นชมในความเป็นนักสู้ และเล่นได้สนุก

คิดดูซิครับ ค่าตัวนักเตะทีมชาติไทยทั้งทีมรวมกับโค้ชและทีมงาน ยังน้อยกว่าค่าตัวของ “วิดูก้า” กองหน้ากัปตันทีมชาติออสเตรเลียเพียงคนเดียว

ใครอยากเห็นผลงานทีมชาติไทย
ว่าจะดีขึ้น ดีกว่า หรือดีจังเลย อย่างที่บิ๊กโต้งว่าไว้หรือเปล่า?
5 โมงเย็นเสาร์นี้ เชิญไปพิสูจน์ได้ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เพราะไทยจะเตะนัดเปิดสนามในทัวร์นาเม็นท์คิงส์คัพ

โดยมี 3 ทีมดังอย่างเกาหลีเหนือ,อิรัก และอุซเบกิซสถาน เข้าร่วมชิงชัยในระหว่าง 22-28 ธันวาคมนี้

เห็นผู้สื่อข่าวให้ฉายาผู้จัดการทีมชาติแล้ว
ชักเป็นห่วงแทนพ่อแม่ ที่ตั้งชื่อลูกได้น่ารักน่าชังว่า “น้องไบท์”
คิดดูซิครับ ถ้าลูกได้เป็นใหญ่เป็นโต ก็จะกลายเป็น “บิ๊กไบท์” ไปเลย!