PPP คำย่อนี้ แปลได้หลายความหมายด้วยกัน
คนในวงการไอที อาจนึกถึง Point-to-Point Protocol
ข้าราชการหรือองค์กรเอ็นจีโอ เข้าใจว่าเป็น Public-private partnership
แต่คำย่อเดียวกันนี้ หากเป็นบทความด้านเศรษฐกิจหรือธุรกิจ จะหมายถึง “ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ” ซึ่ง PPP นี้ ย่อมาจาก purchasing power parity
เนื่องจากแต่ละประเทศ ต่างก็ใช้เงินสกุลของตนเอง
“บาท เยน หยวน วอน ปอนด์ รูปี ดองก์ ยูโร ดอลลาร์” และอีกหลายๆสิบสกุลเงิน
การเปรียบเทียบค่าครองชีพ จึงทำยาก!
บางคนที่ไปเที่ยวเมืองนอกบ่อย อาจแย้งว่า “ก็ไม่เห็นยาก ดูราคาที่ป้ายแล้วก็หารด้วยอัตราแลกเปลี่ยน เท่านี้ก็คิดเปินเงินไทยได้แล้ว”
คำตอบนี้ไม่ผิดครับ แต่ยังถูกไม่หมด
ไม่ผิด เพราะมันเปรียบเทียบได้ว่า สินค้าที่ประเทศไหนแพงกว่ากัน
แต่ถูกไม่หมด เพราะยังไม่ได้รวมสินค้าตัวอื่นอีกหลายๆตัว ที่ต้องกิน ต้องใช้ ในแต่ละวัน
คุณ Gustav Cassel จึงได้คิดค้นวิธีเปรียบเทียบค่าครองชีพระหว่างสองประเทศ ตั้งแต่ปี 1920 โดยนำสินค้าหลายๆรายการ มาคำนวณรวมกัน วิธีนี้รู้จักกันในชื่อ purchasing power parity
PPP นอกจากจะบอกว่าค่าครองชีพใครแพงกว่ากัน แล้วยังสะท้อนอีกว่า อัตราแลกเปลี่ยนที่แบงก์ชาติแต่ละประเทศใช้ เหมาะสมแล้วหรือยัง?
แต่กระนั้นก็ตาม วิธีนี้ก็ไม่ได้การันตีว่าจะเปรียบเทียบค่าครองชีพของ 2 ประเทศได้สมบูรณ์แบบ ทั้งนี้เพราะขึ้นอยู่กับรายการสินค้าที่นำมาคำนวน
ดังนั้น ในระยะหลังๆ จึงมีคนนิยม นำสินค้าที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก มาเป็นดัชนีวัดค่าครองชีพกัน
วิธีนี้อาจไม่ถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่ก็สามารถใช้อ้างอิงในทางการตลาดได้พอสมควร ที่ดังๆ ก็มี Big Mac Index ที่คิดค้นโดย The Economist ตั้งแต่ปี 1986
สมมติว่า
บิ๊กแมค ในอเมริการาคาชิ้นละ 3 เหรียญ
และอัตราแลกเปลี่ยน อยู่ที่ 30 บาทต่อ 1 ดอลลาร์
ฝรั่งมาเมืองไทย อยากกินบิ๊กแมค จึงเดินไปแลกเงินที่เคาเตอร์ธนาคาร ควักเงินออกมา 3 ดอลลาร์ แลกได้ 90 บาท
เดินเข้าร้าน McDonalds สั่งบิ๊กแมค 1 ชิ้น
ปรากฏว่า ราคาเพียง 60 บาท
ฝรั่งคนนี้จึงเหลือเงิน 30 บาท
แบบนี้ นอกจากจะสะท้อนว่า ค่าครองชีพไทย ถูกกว่าในสหรัฐแล้ว
อีกนัยหนึ่ง ตีความได้ว่า หากใช้บิ๊กแมคเป็นเกณฑ์ (หรือที่เรียกว่า Big Mac Index)
อัตราแลกเปลี่ยนของเงินสหรัฐ แข็งค่าเกินกว่าที่ควรจะเป็น
มันควรจะ 20 บาทต่อดอลลาร์ ถึงจะถูก
เป็นการตีความแบบมองแมคอย่างเดียว ไม่สนสินค้าตัวอื่น
เพราะอัตราที่ 20 บาทต่อดอลลาร์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไทยหรืออเมริกา ก็ต้องควักเงินเท่ากัน
ต้องหยิบเงิน 60 บาท หรือไม่ก็ 3 เหรียญสหรัฐ เพื่อแลกกับบิ๊กแมค 1 ชิ้น
นอกจากบิ๊กแแล้ว ในระยะหลังๆ ก็มี Index อื่นๆตามมาอีกหลายตัว เช่น ตอนที่ Starbucks เริ่มดัง ก็มีคนทำ Tall Latte index คุ้นๆว่าจะประมาณปี 2004 และปีสองปีมานี้ ก็มี iTune Index
ผมจึงอยากเสนอ Index ตัวอื่นบ้าง เป็น Salon Index โดยนำค่าบริการตัดผมชาย ของแต่ละประเทศมาเปรียบเทียบกัน ลองมาดูข้อมูลนะครับ
จาการ์ตา 293,333 รูเปียห์, โรม 28 ยูโร, มานิลา 716.67 เปโซส์, กัวลาลัมเปอร์ 56.67 ริงกิต, โซล 75,667 วอน, โตเกียว 9,833 เยน, เซี่ยงไฮ้ 810 หยวน, ฮ่องกง 1,216 ดอลลาร์ฮ่องกง, ซิดนีย์ 52.17 ดอลลาร์ออสเตรเลีย, บรัซเซล 37 ยูโร, สิงคโปร์ 86.75 ดอลลาร์สิงคโปร์, แฟรงเฟิร์ต 55 ยูโร, นิวยอร์ก 182ดอลลาร์สหรัฐ, ลอนดอน 91.66 ปอนด์, ปารีส 141 ยูโร ส่วนกรุงเทพ ราคาที่ The Wall Street Journal สำรวจมา อยู่ที่ 1,500 บาท แพงทีเดียวครับ
หากคำนวนด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นทางการ ก็จะได้ค่าเสริมหล่อ เรียงจากถูกไปแพง ดังนี้ครับ หน่วยเป็นดอลลาร์สหรัฐ
มานิลา 16.69$
กัวลาลัมเปอร์ 16.90$
จาการ์ตา 32.20$
โรม 41.12$
ซิดนีย์ 47.19$
กรุงเทพ 47.47$
บรัซเซล 54.33$
สิงคโปร์ 59.95$
แฟรงเฟิร์ต 80.76$
โซล 82.83$
โตเกียว 88.37$
เซี่ยงไฮ้ 109.06$
ฮ่องกง 156.20$
นิวยอร์ก 182.00$
ลอนดอน 190.90$
ปารีส 207.05$
ราคาค่าตัดผม ข้างบนนี้ น่าจะสะท้อนค่าครองชีพได้ดีนะครับ ว่าใครถูกกว่าใคร? และถูกกว่ามากน้อยแค่ไหน?
ระหว่างจะอัพบล็อก ผมก็ชำเลืองไปเห็น PPP อีกอันหนึ่ง ในเว็บหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ
แต่อันนี้เป็นเรื่องการเมือง เพราะ PPP เป็นชื่อย่อของพรรคพลังประชาชน (PeoplePower Party)
แต่เดี๋ยวจะหาว่าผมลำเอียง เข้าข้างพรรคใดพรรคหนึ่ง งั้นขอนำชื่อย่อพรรคดังๆ ที่เป็นตัวเต็งครั้งนี้มาลิสต์ให้ดู
อ้าว! เท่าที่ดูในข่าวส่วนใหญ่ก็จะไม่ใช้คำย่อกัน อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็ระบุ Democrat Party ไปเลย
เช่นเดียวกับพรรคชาติไทย ก็ Chartthai Party ตรงๆตัว เหมือน Puea Paendin Party หรือ พรรคเพื่อแผ่นดิน
พรรคอื่นที่น่าจะย่อ เช่นมัชฌิมาธิปไตย ที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Neutral Democratic Party (NDP) แต่หนังสือพิมพ์ก็ใช้ Matchima Thipataya Party เหมือน Ruam Jai Thai Chart Pattana Party (พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา)
ผมยุติธรรมกับทุกฝ่ายแล้วนะครับ
แต่ว่า กกต. ซิ! ยังลำเอียงอยู่เลย เพราะปล่อยให้บางพรรคเอาเปรียบคนอื่น โดยมีหัวหน้าพรรคได้ทีเดียว 2 คน
ก็พรรคเพื่อแผ่นดิน ของคุณสุวิทย์ คุณกิตติ ยังไงครับ!

เพื่อนๆออกไอเดีย