วันนี้ขอกลับมาเฉลยครับ
ขอไล่จาก “กินแพงที่สุด”
เป็นครอบครัวในสหรัฐ ที่ North Carolina เฉลี่ยแล้วอาทิตย์ละ 341 ดอลล่าร์ ต่อครอบครัว
รองลงมาเป็นครอบครัวในญี่ปุ่น เฉลี่ยแล้วอาทิตย์ละ 37,699 Yen หรือ 317 ดอลล่าร์ ต่อครอบครัว
อันดับสามถึงห้า
เป็นครอบครัวในอิตาลี, อังกฤษ และคูเวต
มีค่าอาหารเฉลี่ย 214.36 Euros, 155.54 British Pounds และ 63.63 dinars
หรือเท่ากับ 260, 253 และ 251 ดอลล่าร์ต่อครอบครัว
จากนั้น เป็นเม็กซิโก อยู่ที่อาทิตย์ละ 1,862.78 Mexican Pesos หรือ 189 ดอลล่าร์ต่อครอบครัว
อันดับเจ็ดเป็นครอบครัวใน California อาทิตย์ละ 159 ดอลล่าร์ต่อครอบครัว
ครอบครัวในจีน 1,233.76 Yuan หรือ 155 ดอลล่าร์ต่อครอบครัว
ครอบครัวในโปแลนด์ 582.48 Zlotys หรือ 151 ดอลล่าร์ต่อครอบครัว
ส่วนที่เหลือต่ำกว่า 100 ดอลล่าร์ต่อครอบครัว
ประกอบด้วยครอบครัวในไคโร อียิปต์, มองโกเลีย, เอกวาดอร์, ภูฏาณ, และชาด
เฉลี่ยแล้วอาทิตย์ละ 68, 40, 31, 5 และ 1 ดอลล่าร์ต่อครอบครัว
เป็นยังไงครับ ทายถูกกันหรือเปล่า
แล้วลองคำนวนเล่นๆกันต่อครับ ว่าค่าอาหารการกินแบบไทยๆ จะอยู่อันดับเท่าไร
วันนี้ยังไม่ขอเฉลย Hungry Planet นะครับ
อยากให้มีเวลาคิดอีก 1 วัน
ขอกลับไปเล่าไอเดียค้าปลีกกันบ้าง ซึ่งพักหลังนี้ผมไม่ค่อยได้เล่าเท่าไร
หากใครทำธุรกิจอาหาร ก็จะรู้ว่า ถนนทุกสายต่างมุ่งสู่ “เส้นทางสุขภาพ”
ถ้าไม่ไปตามกระแสนี้ ก็เห็นทีจะยากหน่อย
ผู้ผลิตและผู้ค้าหลายคน จึงต้องปรับกลยุทธ์ หรือทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ลูกค้าเห็นว่า “ดีต่อสุขภาพ”
หนึ่งในไอเดียตัวอย่าง ที่น่าเลียนแบบคือ Yo! Naturals ที่เสริมจุดแข็งให้ Vending Machine ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ โดยการเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีจัดการเพียงเล็กน้อย
เราอาจคุ้นกับ Vending Machine ที่ขายน้ำอัดลม น้ำดื่ม นม และกาแฟ
แต่สินค้าหลายประเภทในเครื่องอัตโนมัติเหล่านี้ “มันไม่โดนใจลูกค้าเสียแล้ว”
Yo! Naturals เลยทำ Yo! Zone ด้วยการนำสินค้าที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพเท่านั้น มาวางขายผ่านเครื่องหยอดเหรียญ
เริ่มจากการ “ดึงตัวที่ไม่เป็นประโยชน์ หรือไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ออกให้หมด”
จากนั้นก็ “ใส่สินค้าที่กำลังนิยม ลงไปแทน”
อะแฮ่ม! ดูฟุตบอลมากไป ไอเดียเลยไหลมาเทเรื่องค้าปลีก
อันที่จริง “ค้าปลีก” กับ “ฟุตบอล” ก็เรื่องเดียวกัน
พื้นที่ขายมีเท่าเดิม = จำนวนนักฟุตบอลก็มีเท่าเดิม
ทำอย่างไรให้ยอดขายเพิ่ม = ทำอย่างไรให้ยิงประตูเพิ่ม
หาสินค้าเจ๋งๆมาขาย = เอาตัวเก่งๆลงไปเล่น
สินค้าบางตัวต้องอยู่ใกล้กัน เพราะลูกค้าเห็นแล้วจะซื้อคู่ เช่น สแน็กกับเบียร์ = นักเตะ
บางคนจะเข้าขากับบางคนเท่านั้น ลงไปคนเดียวอาจไม่ได้ช่วยทีม
…ชักจะไปกันใหญ่ ขอพอเรื่องฟุตบอลแค่นี้ก่อนครับ
กลับมาที่เรื่อง Vending กันต่อ
ในตู้นี้มีทั้ง น้ำดื่ม นม น้ำผลไม้ น้ำเกลือแร่ ขนมขบเคี้ยว ลูกอม และอาหารสำเร็จรูป
เรียกว่าจะทานเล่นก็ได้ ทานเอาอิ่มก็มี
ด้วยรูปแบบการขายผ่านตู้ ทำให้ Yo! Naturals มีเวลาเต็มที่ในการหาพันธมิตรเพื่อพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ส่วนเรื่องการจำหน่ายก็ปล่อยให้ผู้ที่สนใจ ซื้อแฟรนไชส์ไปลงทุน
ได้ทั้งความสะดวกรวดเร็ว หาซื้อง่าย และเป็นประโยชน์ น่าจะโดนใจคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพ
เพื่อนๆออกไอเดีย