Archive for September, 2007

ผู้หญิงคิดถึง “เรา”
ผู้ชายคิดถึง “ตัวเอง”
ผู้หญิงต้องการความไว้ใจ
ผู้ชายต้องการต้องการความเคารพ
ผู้หญิงชอบความสัมพันธ์กับผู้อื่น
ผู้ชายชอบแยกตัว
ผู้หญิงเชื่อมสัมพันธ์กับผู้อื่นผ่านการมีอะไรเหมือนๆกัน
ผู้ชายเชื่อมกับผู้อื่นผ่านการแข่งขัน
ผู้หญิงต้องการความเข้าใจ
ผู้ชายต้องการทางออก
ผู้หญิงสนิทสนมกันง่าย
ผู้ชายคบเผินๆไว้ก่อน
ผู้หญิงทำทุกอย่างในเวลาเดียวกัน
ผู้ชายทำทีละอย่าง
ผู้หญิงต้องการทำงานให้ได้มากที่สุด
ผู้ชายยึดลำดับความสำคัญ
ผู้หญิงต้องการคำตอบที่สมบูรณ์
ผู้ชายต้องการทางออกที่ดี
ผู้หญิงเห็นรายละเอียดมากกว่าผู้ชาย
ข้างต้นนี้ไม่ใช่บททดสอบการเบี่ยงเบนทางเพศหรอกนะครับ
แต่ Tom Peter เขียนไว้ใน Tom Perter Essentials & Martha Barletta : TRENDS เพื่อชี้ให้ธุรกิจเห็นจุดต่างระหว่างหญิงกับชาย ซึ่งต่อไปนี้ ผู้หญิงจะมีบทบาททางการตลาดมากขึ้นกว่านี้อีก
ลองมาดูความแตกต่างของอดีตกับปัจจุบันซิครับ
อดีต: ความเท่าเทียมกันในเรื่องมโนธรรม
ปัจจุบัน: ความเท่าเทียมกันในเรื่องโอกาสทางธุรกิจ
อดีต: ผู้หญิงซื้อ ซื้อเยอะด้วย(แต่ผู้ชายมองไม่เห็น)
ปัจจุบัน: ผู้หญิงซื้อ ซื้อเยอะด้วย(ผู้ชายเห็นแล้ว)
อดีต: ผู้หญิงใช้เงินผู้ชาย
ปัจจุบัน: ผู้หญิงใช้เงินตัวเอง
อดีต: นักธุรกิจที่เดินทางส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย
ปัจจุบัน: นักธุรกิจหญิงเดินทางมากขึ้นเรื่อยๆ
อดีต: ผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว
ปัจจุบัน: ผู้หญิงเป็นผู้ชี้ขาดในการซื้อของเข้าบ้าน
อดีต: ผู้หญิงเป็นตลาด “เฉพาะกลุ่ม”
ปัจจุบัน: ผู้หญิง คือตลาด
นั่นยังไม่นับรวมถึง “จำนวน” ที่มากกว่าผู้ชาย
เพราะนอกจากผู้ชายจะเกิดน้อยกว่า ตายเร็วกว่า แล้วจำนวนผู้ชายที่ “ไม่อยากเป็นชาย” ก็เพิ่มขึ้นอีก
ขอขอบคุณ ภาพจาก istockphoto.com
September 28th, 2007
ปลายๆเดือนตุลาคมแบบนี้ หลายครอบครัวคงต้องปรับเปลี่ยนกันยกใหญ่ เพราะสมาชิกบางคนไม่ต้องไปทำงานอีกแล้ว
หลังปฏิบัติภารกิจมานับสิบปี ก็สมควรเวลาแก่การพักผ่อน
ผมหมายถึง ผู้เกษียณอายุงานครับ ทั้งข้าราชการและงานเอกชน
จากที่เคยตื่นไปทำงานทุกเช้า กลายเป็น “ว่างงาน” ซะงั้น
ผู้สูงวัยหลายคน จึงใช้โอกาสนี้ ให้รางวัลกับชีวิต
บ้างก็เลือกที่จะเดินทางไปพักผ่อน
บ้างก็อาจจะย้ายบ้านไปอยู่นอกเมืองหรือต่างจังหวัด เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ๆ
ภาพแบบนี้ในเมืองไทยอาจจะยังไม่ชัดในตอนนี้ แต่อีก 5-10 ปีข้างหน้า รับรองว่าไม่ต่างจากยุโรปหรือญี่ปุ่น
ซึ่งตอนนี้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว
บรรดา Baby boomers หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้วันนี้กลายเป็น Aging boomers
คนแก่เยอะ ก็ต้องมีธุรกิจมารองรับ
ในสหรัฐ จึงมีบริการรับขนย้ายบ้าน สำหรับคนแก่ที่เลิกทำงานแล้ว และอยากไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่ชนบท
เบื่อกับบรรยากาศเดิมๆที่เห็นมาตลอด 50-60 ปีแล้ว
Smooth Mooove จึงสร้างจุดต่าง ด้วยการให้บริการเฉพาะคนแก่เท่านั้น
นัยว่า จะ take care เป็นอย่างดี แม้แต่ “กรอบรูปกรอบเดียว ก็มองข้ามไม่ได้”
เพราะเข้าของ เครื่องใช้ทุกอย่างมีผลทางจิตใจอย่างมาก
และสัตว์เลี้ยงก็จะได้รับการดูแลอย่างดี ระหว่างขนย้าย
ไม่ใช่แค่ขนของจากที่หนึ่ง ไปอีกที่หนึ่งเท่านั้น
แต่ Smooth Mooove ยังช่วย จัดสิ่งของทุกอย่าง ให้เข้าที่เข้าทางในบ้านหลังใหม่
หรือแม้แต่การช่วยหาร้าน เพื่อซื้อของใช้เพิ่มเติม ทดแทนของเดิมในบ้านหลังเก่าที่พังไปตามสภาพ
บริการนี้ นอกจากจะถูกอกถูกใจคนแก่แล้ว
ลูกหลานก็แฮ้ปปี้เหมือนกัน
เพราะไม่มีแรงจะช่วยขน
September 25th, 2007
วันนี้ขอกลับมาเฉลยครับ
ขอไล่จาก “กินแพงที่สุด”
เป็นครอบครัวในสหรัฐ ที่ North Carolina เฉลี่ยแล้วอาทิตย์ละ 341 ดอลล่าร์ ต่อครอบครัว
รองลงมาเป็นครอบครัวในญี่ปุ่น เฉลี่ยแล้วอาทิตย์ละ 37,699 Yen หรือ 317 ดอลล่าร์ ต่อครอบครัว
อันดับสามถึงห้า
เป็นครอบครัวในอิตาลี, อังกฤษ และคูเวต
มีค่าอาหารเฉลี่ย 214.36 Euros, 155.54 British Pounds และ 63.63 dinars
หรือเท่ากับ 260, 253 และ 251 ดอลล่าร์ต่อครอบครัว
จากนั้น เป็นเม็กซิโก อยู่ที่อาทิตย์ละ 1,862.78 Mexican Pesos หรือ 189 ดอลล่าร์ต่อครอบครัว
อันดับเจ็ดเป็นครอบครัวใน California อาทิตย์ละ 159 ดอลล่าร์ต่อครอบครัว
ครอบครัวในจีน 1,233.76 Yuan หรือ 155 ดอลล่าร์ต่อครอบครัว
ครอบครัวในโปแลนด์ 582.48 Zlotys หรือ 151 ดอลล่าร์ต่อครอบครัว
ส่วนที่เหลือต่ำกว่า 100 ดอลล่าร์ต่อครอบครัว
ประกอบด้วยครอบครัวในไคโร อียิปต์, มองโกเลีย, เอกวาดอร์, ภูฏาณ, และชาด
เฉลี่ยแล้วอาทิตย์ละ 68, 40, 31, 5 และ 1 ดอลล่าร์ต่อครอบครัว
เป็นยังไงครับ ทายถูกกันหรือเปล่า
แล้วลองคำนวนเล่นๆกันต่อครับ ว่าค่าอาหารการกินแบบไทยๆ จะอยู่อันดับเท่าไร
September 22nd, 2007
วันนี้ยังไม่ขอเฉลย Hungry Planet นะครับ
อยากให้มีเวลาคิดอีก 1 วัน
ขอกลับไปเล่าไอเดียค้าปลีกกันบ้าง ซึ่งพักหลังนี้ผมไม่ค่อยได้เล่าเท่าไร
หากใครทำธุรกิจอาหาร ก็จะรู้ว่า ถนนทุกสายต่างมุ่งสู่ “เส้นทางสุขภาพ”
ถ้าไม่ไปตามกระแสนี้ ก็เห็นทีจะยากหน่อย
ผู้ผลิตและผู้ค้าหลายคน จึงต้องปรับกลยุทธ์ หรือทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ลูกค้าเห็นว่า “ดีต่อสุขภาพ”
หนึ่งในไอเดียตัวอย่าง ที่น่าเลียนแบบคือ Yo! Naturals ที่เสริมจุดแข็งให้ Vending Machine ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ โดยการเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีจัดการเพียงเล็กน้อย
เราอาจคุ้นกับ Vending Machine ที่ขายน้ำอัดลม น้ำดื่ม นม และกาแฟ
แต่สินค้าหลายประเภทในเครื่องอัตโนมัติเหล่านี้ “มันไม่โดนใจลูกค้าเสียแล้ว”
Yo! Naturals เลยทำ Yo! Zone ด้วยการนำสินค้าที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพเท่านั้น มาวางขายผ่านเครื่องหยอดเหรียญ
เริ่มจากการ “ดึงตัวที่ไม่เป็นประโยชน์ หรือไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ออกให้หมด”
จากนั้นก็ “ใส่สินค้าที่กำลังนิยม ลงไปแทน”
อะแฮ่ม! ดูฟุตบอลมากไป ไอเดียเลยไหลมาเทเรื่องค้าปลีก
อันที่จริง “ค้าปลีก” กับ “ฟุตบอล” ก็เรื่องเดียวกัน
พื้นที่ขายมีเท่าเดิม = จำนวนนักฟุตบอลก็มีเท่าเดิม
ทำอย่างไรให้ยอดขายเพิ่ม = ทำอย่างไรให้ยิงประตูเพิ่ม
หาสินค้าเจ๋งๆมาขาย = เอาตัวเก่งๆลงไปเล่น
สินค้าบางตัวต้องอยู่ใกล้กัน เพราะลูกค้าเห็นแล้วจะซื้อคู่ เช่น สแน็กกับเบียร์ = นักเตะ
บางคนจะเข้าขากับบางคนเท่านั้น ลงไปคนเดียวอาจไม่ได้ช่วยทีม
…ชักจะไปกันใหญ่ ขอพอเรื่องฟุตบอลแค่นี้ก่อนครับ
กลับมาที่เรื่อง Vending กันต่อ
ในตู้นี้มีทั้ง น้ำดื่ม นม น้ำผลไม้ น้ำเกลือแร่ ขนมขบเคี้ยว ลูกอม และอาหารสำเร็จรูป
เรียกว่าจะทานเล่นก็ได้ ทานเอาอิ่มก็มี
ด้วยรูปแบบการขายผ่านตู้ ทำให้ Yo! Naturals มีเวลาเต็มที่ในการหาพันธมิตรเพื่อพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ส่วนเรื่องการจำหน่ายก็ปล่อยให้ผู้ที่สนใจ ซื้อแฟรนไชส์ไปลงทุน
ได้ทั้งความสะดวกรวดเร็ว หาซื้อง่าย และเป็นประโยชน์ น่าจะโดนใจคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพ
September 21st, 2007
ค้าปลีกคืออะไร?
ขายอะไรบ้าง?
เจอ 2 คำถามนี้ บางทีเหมือนจะตอบง่าย แต่เอาเข้าจริง ก็อธิบายยากเหมือนกัน
เพราะเดียวนี้ เมื่อเดินเข้าร้านค้าปลีก ทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ จะเห็นว่ามีสินค้าเป็นพันเป็นหมื่นชนิด
เท่านั้นไม่พอ ยังมีบริการอีกมากมาย ทั้งจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทร
สินค้าและบริการที่ซื้อขายกันในวงการค้าปลีก จึงมีเยอะเกินจะให้คำนิยาม
แต่หากย้อนกลับไปในอดีต
เอาแบบ ย้อนไปไกลมากๆ
เคยสงสัยกันไหมครับว่า
สินค้าประเภทแรก ที่มีการซื้อขายกันคืออะไร?
ผมยังหาคำตอบนี้ไม่ได้ครับ (ใครรู้ช่วยยตอบที) แต่ขอเดาแบบมีเหตุผล ว่าสินค้าชนิดแรกที่ซื้อขายกัน น่าจะเป็นอาหาร
เพราะเป็นปัจจัยสี่ เป็นสิ่งทุกคนขาดไม่ได้
ส่วนเสื้อผ้า ยา และที่อยู่อาศัย แม้จะมีความจำเป็นเหมือนกัน แต่น่าจะมีการซื้อขายทีหลัง
หลังจากท้องอิ่มก่อน แล้วค่อยคุยเรื่องอื่น
อ้าว ใครเห็นด้วย ยกมือขึ้น
วันนี้ขอนำฟอร์เวิร์ดเมล ซึ่งเป็นข้อมูลจากหนังสือชื่อ Hungry Planet : What The World Eats
ที่เขียนเล่าถึงค่าใช้จ่ายในการกิน ของครอบครัวในแต่ละประเทศ
เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม
อยากให้ลองทายกันดูว่า ประเทศไหนมีค่าใช้จ่ายในการกินมากที่สุด รองลงมาคือประเทศใด
จะเรียงลำดับจาก “กินแพง” ไปถึง “กินถูก” ของทั้ง 15 ประเทศ
หรือจะระบุ “ยอดกินต่อครอบครัวใน 1 สัปดาห์” ด็วยก็ไม่ว่ากัน
รูปภาพอาหารที่กองอยู่ด้านหน้า น่าจะพอช่วยให้เดาได้ง่ายขึ้น
และผมใบ้ให้อีกนิดว่าครอบครัวในโปแลนด์ เฉลี่ยแล้วมีค่าอาหาร อาทิตย์ละ 151 ดอลล่าร์ต่อครอบครัว
อังกฤษ
โปแลนด์

สหรัฐ (แคโลไรน่า)

มองโกเลีย

เม็กซิโก

คูเวต

ญี่ปุ่น

อิตาลี

เยอรมนี

อียิปต์

เอกวาดอร์

จีน

ชาด

สหรัฐ (แคลิฟอเนีย)

ภูฏาณ

แล้วจะกลับมาเฉลยครับ
September 20th, 2007
Previous Posts