Archive for » July, 2007 «

 

“ต้องเลือกข้าง และอย่าฝืนกระแส” ดูจะเป็นทางเลือกหนึ่งของธุรกิจในยุคนี้

พูดแบบนี้ หลายคนอาจมีเถียง
“อะไรกัน จะทำธุรกิจ เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ต้องไปเลือกข้าง ต้องหากลุ่มสังกัดด้วยเหรอ”
“แล้วจะเลือกกลุ่มไหน จะเข้าข้างกลุ่มอำนาจเก่า หรือกลุ่มอำนาจใหม่”

ขอยืนยันว่า “ต้องเลือก” ครับ
ส่วนจะเลือกกลุ่มไหน ตามแต่สไตล์ถนัดของแต่ละบริษัท

กลุ่มอำนาจในที่นี้ ผมหมายถึง ผู้บริโภคครับ
จากกระแสรักสุขภาพ ที่มาแรงแซงโค้ง และทำให้สินค้าหลายๆตัว มียอดขายติดลมบนในระดับพันล้านบาทต่อปี และก็ทำให้สินค้าที่ไร้ประโยชน์ต่อสุขภาพ กระเทือนไปเยอะเหมือนกัน
นี่เป็นพลังของกลุ่มอำนาจใหม่โดยแท้!

หนึ่งในสินค้าที่ว่านี้ ก็คือ “น้ำอัดลม” แม้ยอดขายจะไม่ติดลบ แต่ก็ดันยอดขาย ยากพอๆกับเข็นครกขึ้นภูเขา
เราจึงเห็นบริษัทน้ำดำสองค่ายใหญ่ทั้ง “โค้ก” และ “เป๊ปซี่” กว้านซื้อบริษัทผลิตน้ำผลไม้และน้ำดื่มประเภทอื่น พร้อมกับทะยอยเปิดน้ำดื่มรสผลไม้อย่างต่อเนื่อง

แม้จะมีสินค้าประเภทใหม่ แต่ก็ช่วยได้ไม่มากนัก เพราะเม็ดเงินของ “ตลาดน้ำดำ” มันใหญ่กว่ากันเยอะ
สองค่ายใหญ่ จึงออกอาการ “แทงกั๊ก” หันไปโปรโมต น้ำดำแคลลอรี่ต่ำ Pepsi Max และ Coke Zero  

แต่ตอนนี้หลายประเทศเริ่มเอาจริงในเรื่องสุขภาพ อย่างเช่นห้ามขายน้ำอัดลมในโรงเรียน ไอเดียนี้ก็พอจะคุ้นๆกันไปบ้างนะครับ เพราะเมืองไทยก็นำมาใช้อยู่ในบางแห่ง แต่ยังไม่ถึงกับบังคับทุกโรงเรียน แต่ในอนาคตก็ไม่แน่!

เป็นแบบนี้ บริษัทน้ำอัดลมรายหนึ่งจึงหันมาหากลุ่มอำนาจใหม่
เลือกผลิตน้ำอัดลมในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ใช้วิตถุดิบจากน้ำผลไม้ ไม่ใส่น้ำตาล ไม่มีคาเฟอีน ไม่เติมสารกันบูด หรือโซเดียม และมีแคลลอรรี่ต่ำ เพียง 9 แคลลอรี่ต่อกระป๋อง
ยังไม่พอ
เขาเติมสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายเด็กๆ อาทิ วิตามิน ซี, แคลเซียม และโปแตสเซียม 
สินค้าของ Red Toe Soda ผ่านการรับรองของหน่วยงานด้านอาหารและยาของสหรัฐเรียบร้อยแล้ว

ไอเดียเจ๋งแบบนี้ ต้องยกนิ้วโป้งให้เลยครับ
แต่แค่นิ้วหัวแม่มือคงไม่พอ ขอแถม Big toe ด้วยหล่ะกัน!!!

เป็นที่ทราบกันดีว่า บริษัทไทยหลายๆบริษัท นอกจากจะนำเครื่องมือที่ทันสมัยมาช่วยในการบริหารจัดการแล้ว แต่ก็ยังนำศาสตร์โบราณ อย่างเรื่อง “ฮวงจุ้ย” มาปรับใช้ด้วย

เครือกสิกรไทย และเครือ ซี.พี. ดูจะขึ้นชื่อในเรื่องนี้
ผมเองไม่มีความรู้เรื่องนี้แม้แต่น้อย แต่พอเห็นบทความของคุณกฤษณนัยย์ พิยารังสรรค์ ในหนังสือพิมพ์ “Bizweek” ในเครือกรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 อ่านแล้วอยากนำมาเล่าต่อ แต่จะเขียนเล่าใหม่ กลัวใจความเปลี่ยน จึงขออนุญาตผู้เขียนและสำนักพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ นำต้นฉบับมาเผยแพร่ต่อที่นี่

“แฉฮวงจุ้ย 7 eleven

ในโลกของเศรษฐกิจทุนนิยม “การแข่งขัน” ถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการตัดสินชี้เป็นชี้ตาย เพราะในความเป็นจริงผู้ที่อยู่รอด คือ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด และเป็นธรรมดาสำหรับการไม่มีที่ยืนให้ผู้แพ้

ผมจำได้ว่าเคยสัญญาลงในคอลัมน์ว่าจะนำเรื่องฮวงจุ้ยของ 7 eleven มาฉายให้ฟัง ผ่านมาก็พอสมควรจนเกือบจะลืมไปแล้ว แต่ดีที่มีผู้อ่านอีเมลมาทวงสัญญา ครั้งนี้จึงหนีไม่ออก ต้องนำมาถ่ายทอดให้ฟังตอบแทนความกรุณาที่ผู้อ่านเตือนมา

7 eleven ดำเนินธุรกิจตามปรัชญาของ “ร้านสะดวกซื้อ” จนปัจจุบัน 7 eleven กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนทุกแห่งหนชนชั้นไปแล้ว  คำว่า “ส่วนหนึ่งของชีวิต” เป็นคำที่พูดง่ายเพราะมีแค่ 5 พยางค์ แต่คำๆ นี้กลับยิ่งใหญ่มากในความรู้สึกของนักการตลาดเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดของ 7 eleven ที่ยึดครองทุกพื้นที่ในประเทศไทย ทำให้ร้านโชห่วยที่เป็นวัฒนธรรมของคนไทยเชื้อสายจีนต้องบาดเจ็บกันระนาว บ้างก็ล้มตายไปก็มี

นอกจากจะเป็นเรื่องการจัดการที่ดีแล้ว เรื่องของฮวงจุ้ยก็มีส่วนสำคัญมากในการเจริญเติบโตของ 7 eleven 

ฮวงจุ้ยที่ทำให้เจริญเติบโตสิ่งแรก คือ โลโก้ เพราะเป็นสิ่งที่ชี้นำการตกแต่งร้านได้ ชี้นำอย่างไรต้องอ่านต่อครับ

โลโก้ของ 7 eleven ประกอบไปด้วย 3 สี 3 ธาตุ คือ เขียว (ธาตุไม้) ส้ม (ธาตุไฟ) ขาว (ธาตุดิน) 

ธาตุทั้งสามนี้เกื้อหนุนกัน คือ ไม้ส่งเสริมไฟ ไฟส่งเสริมดิน  อ่านตามความหมายการดำเนินธุรกิจได้ดังนี้

ธาตุไม้ คือ เครื่องอุปโภคบริโภค ธาตุไฟ คือ การกระตุ้นให้เจริญเติบโต  ดิน คือ มั่นคง แข็งแรง การตกแต่งสีภายในร้านจึงใช้สีของธาตุสุดท้ายที่ส่งเสริม คือ สีขาว ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความมั่นคง เจริญก้าวหน้าของธุรกิจ

เรื่องชื่อก็มีส่วนสำคัญมากเช่นกัน 7 eleven เขียนเป็นตัวเลขได้ 7 กับ 11 ถ้าวิเคราะห์ตามหลักของฮวงจุ้ยไทยแล้ว  เลข 7 คือ ดาวเสาร์ ธาตุไฟ เลข 11 คือ พระอาทิตย์ ธาตุไฟเช่นกัน  เพราะฉะนั้นสิ่งที่นำมาใช้ตกแต่งร้านตามโลโก้ คือ ธาตุไฟ

สังเกตดูซิครับ ว่าสิ่งที่ทำให้ 7 eleven โดดเด่นกว่าร้านสะดวกซื้อทั่วไป คือ ร้านสีขาวที่ประดับไฟไว้อย่างอลังการงานสร้าง  โดดเด่นทุกมุมมอง  แม้แต่ตอนกลางวันก็ไม่ได้เบาไฟลงเลยแม้แต่น้อย

ส่วนที่สอง คือ การเปิดประตูมังกร  สังเกตดูร้อยละ 90 ของ 7 eleven จะเปิดประตูมังกร  ทีนี้สังเกตอย่างไรจึงจะเป็นมังกร คนจีนเชื่อว่าถ้าหันหน้าออกนอกบ้านประตูอยู่ซ้ายมือ หันเข้าบ้านประตูอยู่ขวามือประตู นั่นคือ ประตูมังกร จะส่งเสริมเรื่องของการค้า ธุรกิจ ให้เจริญก้าวหน้าร่ำรวย  เพราะมังกรคือสัตว์มงคลของชาวจีน

ความเชื่อเรื่องของมังกรเขียวและเสือขาวได้รับอิทธิพลมาจาก หยิน หยาง ของลัทธิเต๋า ที่มีความเชื่อว่า สิ่งที่เคลื่อนไหวต้องอยู่คู่กับความนิ่งเฉย  มังกรเขียวคือการเคลื่อนไหว  เสือขาวคือความนิ่งเฉย ควรมีสองสิ่งอย่าง “สมดุล” กัน ไม่ให้มีมากหรือน้อยจนเกินไป  ถ้าเปิดประตูฝั่งหนึ่งควรปิดอีกฝั่งหนึ่ง ไม่ควรเปิดประตูไว้สองฝั่ง เพราะคนจีนมีความเชื่อที่ว่าถ้ามีความเคลื่อนไหวมากเกินไปจะเก็บทรัพย์ไว้ไม่อยู่ 

จะว่าไป ความเชื่อนี้ตั้งอยู่บนหลักการวิทยาศาสตร์ เพราะถ้าสมมติว่าเปิดประตูทั้งสองด้าน เราจะไม่สามารถควบคุมสอดส่องดูแลมิจฉาชีพที่มาจ้องขโมยสินค้าของเราไปได้ ถ้าของที่เราค้าขายเกิดหายไปวันละนิดวันละหน่อย  เท่ากับว่าเราค้าขายเท่าไหร่ก็ไม่มีกำไร เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับการเก็บทรัพย์ไม่อยู่นั่นเอง

การเปิดประตูมังกรของ 7 eleven มีนัยอีกอย่าง คือประตูอยู่ด้านขวาเมื่อมองเข้าไป เท่ากับว่าจะทางร้านจะมีพื้นที่ให้โฆษณาแคมเปญ หรือสินค้าทั้งหลาย  เมื่อใครที่เดินผ่านจากขวาไปซ้าย จะมีเวลาให้ตัดสินใจซื้อสินค้า ดูแคมเปญโปรโมชั่นต่างๆ และพิจารณาว่าขาดเหลืออะไรก่อนที่จะผ่านประตูทางเข้า เป็นการใช้จิตวิทยาสำหรับการขายสินค้า”

เรื่องยังไม่จบนะครับ เพราะคุณกฤษณนัยย์ พิยารังสรรค์ บอกว่านี่เป็นแค่ออร์เดิร์ฟเท่านั้น
ต้องติดตามกันต่อครับ..