Archive for » June, 2007 «

 

เคยลองเขียน Blog เป็นภาษาอังกฤษ โดยหวังว่าเมื่อติด Adsense แล้วจะมีคนคลิก ให้เราได้ตังค์ค่าขนม
แต่ผมก็ต้องเลิกความคิดนั้นไป

ด้วยข้อจำกัดด้านภาษา และเนื้อหาที่จะสื่อให้คนทั้งโลกอ่าน
การคิดเรื่องที่จะเขียนก็ยากอยู่แล้ว หากจะต้องเป็นภาษาอังกฤษอีก ก็ไปได้ไม่กี่น้ำครับ จมสนิทเลย
ผมไม่แน่ว่ามีกี่คน ที่ได้ผลตอบแทนจากติดโฆษณาของ Google ในบล็อกหรือเว็บของตนเอง

แต่กระนั้น Adsense ก็มีคุณูปการ ที่ทำให้เกิดนักเขียนเพิ่มขึ้นมากมาย
แม้บางคน จะเปลี่ยนเป้าหมายจาก “เขียนเอาตังค์” มาเป็น “เขียนเพื่อแบ่งปันความรู้” เหมือนที่ขลุกขลิกเป็นอยู่

ผมเฝ้าสังเกตมานานว่า “ธุรกิจใด” ที่จะได้ประโยชน์ จากการแข่งขันเขียนบทความของเหล่า Blogger นี้
แน่นอน ธุรกิจสิ่งพิมพ์ ทั้งนิตยสารและหนังสือพิมพ์ น่าจะชัดเจนที่สุด

ในเมืองไทย หนังสือพิมพ์ค่าย The Nation ก็หันมาใช้ประโยชน์เหล่า Blogger มากขึ้น
โดยคุณสุทธิชัย หยุ่น กระโดดมาเล่นเอง หวังสร้างมิติใหม่ของการเสนอข่าว
แต่ก็ยังไม่ใช่ solution ที่ผมคาดไว้ เพราะรูปแบบนี้ยังไม่ win-win situation

กลายเป็นหนังสือพิมพ์ METRO ของสวีเดน ที่ช่วยทำฝันของผมกระจ่างขึ้น
หากบล็อกเกอร์เขียนบทความดีๆ มีคนข่าวมาอ่านเยอะ ผู้เขียนก็จะได้ผลตอบแทนบ้าง

โครงการนี้ เปิดให้ Blogger เข้าไปเขียนที่ Metrobloggen.se 
หากมีคนเข้ามาอ่าน 5,000 pageviews ต่อเดือน ก็จะได้รับเงิน 150 Swedish kronor หรือประมาณ 20 ดอลลาร์สหรัฐ
คำนวณแล้วแม้จะได้เงินไม่มากนัก แต่ก็ยังดีกว่าการติดโฆษณาของ Google เพราะการมี Adsense โชว์ข้างๆบทความของเรา ก็ไม่ได้การันตีรายได้เลย

เสียดายที่บล็อก Metrobloggen.se ไม่มีเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ เลยอดเข้าไปทดสอบดูว่า โมเดลธุรกิจนี้ work หรือไม่
ผมเองกำลังคิดอยู่เหมือนกัน ว่าจะลองใช้ clookclick.com เป็นที่รวบรวมไอเดียธุรกิจเจ๋งๆ โดยเปิดรับไอเดียจากเหล่า Blogger ชาวไทย
ไอเดียไหน คนอ่านเยอะ เจ้าของไอเดียก็จะได้ตังค์ค่าเคาะคีย์บอร์ด

มีใครสนใจ อยากเข้าร่วมโครงการนี้มั๊ยครับ?

 

“พี่ฟิล์มแสดงได้เก่งขึ้นมากค่ะ เล่นได้ทั้งสองบุคลิกเลย”
“บทหนังลอกเกาหลีชัดๆ ไม่เห็นสนุกตรงไหน”
นั่นเป็นมุมมองสองด้านของนักวิจารณ์บทเว็บบอร์ด ที่ผมไปเจอมาทั้ง sanook.com, pantip.com หรือ hunsa.com

ส่วนผมยังไม่ได้ไปดูหรอกครับ
จึงไม่ขอวิจารณ์เรื่องบทหนังและการแสดง

ปกติไม่สันทัดการดูหนังโรง ส่วนหนังแผ่นก็แล้วแต่โอกาสเอื้ออำนวย ถ้ามีเวลาว่าง ก็เช่ามาดู
แต่พอเห็นโฆษณาของหนังเรื่องนี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะหาเรื่องย่อมาอ่าน (ยังไม่ยอมไปดูที่โรงยู่ดี)
ย่อมากๆครับ
ราวๆ 10 บรรทัดเห็นจะได้

ผมสะดุดตา ชุดที่ ”เบิ้ล” และ “เต๊าะ” พระเอกนางเอกในเรื่องใส่แสดง
แต่พอได้อ่านเรื่องย่อ ก็พอเข้าใจ
“เข้าใจว่า นี่อาจจะเป็นหนังโฆษณาที่ยาวที่สุดในโลก” ก็ได้

หลังจากเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ ให้หนังของท่านมุ้ย เรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”
ดูท่าเซเว่นฯ จะติดใจและเลือกใช้ “หนัง” เป็นยุทธวิธีอีกครั้ง

ตอนที่หนัง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” เข้าฉาย สินค้าพรีเมี่ยมมีวางขายเต็มร้านเซเว่น
บ่งบอกว่า “เอาจริง” กับกลยุทธ์นี้แค่ไหน

แต่ในหนังเรื่อง “รักนะ 24 ชั่วโมง”
ไม่ต้องมีสินค้าพรีเมี่ยมขาย
แต่หนังเรื่องนี้ ขายทั้งร้าน
และนี่เป็นหนังเรื่องแรก นับตั้งแต่ร้าน 24 ชั่วโมงนี้ เปลี่ยนยูนิฟอร์มพนักงานใหม่

นับวันพันธมิตรเซเว่นฯกับอาร์เอสดูแนบแน่นมาก หากสังเกตให้ดี จะเห็นว่าสินค้าของอาร์เอส โดยเฉพาะศิลปินทำเงิน อย่าง “ฟิล์ม” “โปงลางสะออน” หรือ “เกิลลี่ เบอรี่” จะมีวางขายที่เซเว่นฯ ก่อนใคร

จากที่เคยวางขายสินค้าในแผงเทป เพียงวันละ 8-10 ชั่วโมง
แต่เมื่อมาเป็นพันธมิตรกับเซเว่นฯ อาร์เอสก็มีร้านขายเพลงแบบ 24 ชั่วโมงเหมือนกัน
แบบนี้จะไม่ให้เฮียฮ้อ เอ่ยคำว่า “รักนะ 24 ชั่วโมง” ได้อย่างไร?