ตอนได้รับอีเมลในช่วงบ่ายวันศุกร์ ว่าให้ระวังเวลาไปเดินห้างฯ หรือนั่งรถไฟฟ้า เพราะอาจมีการลอบวางระเบิด
ทีแรก นึกว่าเพื่อนจอมอำ ขาประจำสร้างสถานการณ์ เอาอีกแล้ว
แต่พอกลับถึงบ้าน เห็นข่าวแต่ละช่องก็รายงานย้ำกันอีกที
อ้าว! ข่าวจริงหรือนี่
อย่างนี้ก็แย่ซิครับ
คนที่ซวยที่สุดก็บรรดาห้างใหญ่ เล่นออกข่าวแบบนี้ลูกค้าที่ไหนจะมีกะจิตกะใจ มาเดินซื้อของ
วันนี้เลยถือโอกาสไปสำรวจตลาดซะหน่อย
ปกติบ่ายๆวันอาทิตย์ ผมจะคุ้นกับภาพผู้คนเต็มห้างฯ ร้านอาหารต้องรอคิว บริเวณแคชเชียร์ไม่มีว่าง หน้าห้างฯรถก็ติด
แต่วันนี้ แม้จะไม่ถึงขั้นเงียบสงัด แต่ก็บางตาอย่างเห็นได้ชัด
ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคตอนนี้ อยู่ในอาการเดียวกับนักเตะ Barcelona ตอนที่โดนเคร็ก เบลลามี่ยิงตีเสมอให้ Liverpool (ขอพูดถึงนิดหน่อย นานๆชนะทีมดังซะที) คือ ขาดความเชื่อมั่นไปเลย จากนั้นก็เล่นกันไม่ออก และก็แพ้ไปในท้ายที่สุด
นักเตะฝีเท้าดี แต่ความเชื่อมั่นหาย ก็เล่นไม่ออก
ผู้บริโภค ตังค์มี แต่ไม่แน่ใจในสถานการณ์บ้านเมือง ก็ไม่ช้อป
เห็นทีปีนี้จะไม่หมู เหมือนชื่อปีแล้วมั๊งครับ
ต้องมาตามดูว่า ผู้ค้าปลีก จะแก้เกมอย่างไร
ที่เห็นบ้างแล้ว คือการประกาศติดกล้องวงจรปิด เพิ่มอีกหลายร้อยตัว ของมาบุญครอง สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสโคฟเวอรี่ และพารากอน
แต่นี่เพิ่งจากเดือนที่สองเอง เหลือการแข่งขันอีกตั้ง 10 เดือน คิดว่าน่าจะเรียกความมั่นใจกลับมาได้
“ทำไมคนจึงชอบวันหยุด?”
“เพราะไม่ต้องตื่นเช้า”
“เพราะไม่ต้องเจอรถติด”
“เพราะไม่ต้องไปเรียน”
“เพราะว่าไม่ต้องทำงาน”
คำตอบเหล่านี้ไม่ผิดหรอกครับ
แต่อีกหนึ่งเหตุผล ที่คนรักวันหยุด ก็เพราะเป็นวันที่ได้ช้อปปิ้งเต็มที่
สำหรับหลายคนแล้ว การได้ไปเดินเลือกของ ได้ลองชุดใหม่ๆ เดินไปหยิบสินค้าใส่ตระกร้าไป ช่างมีความสุขเหลือหลาย บางคนอยากให้ถึงวันทำงานเร็วๆ จะได้ใส่ชุดใหม่ไปอวดเพื่อน
ใส่ทั้งที่ยักไม่ได้ซัก เพื่อยืนยันว่าใหม่จริงๆ
ความสุขเกิดจากตรงนี้นี่เอง
ดังนั้นผู้ค้าปลีก หนึ่งในฐานะผู้สนับสนุนให้เกิดการหลั่งสารแห่งความสุข จึงมักแต่งร้านให้เข้ากับบรรยากาศต่างๆ บวกกับออกโปรโมชั่นแรงๆ เพื่อเพิ่มกำลังช้อป
ร้านค้าในเมืองไทย ค่อนข้างโชคดี ที่เรามีวันหยุดและเทศกาลเยอะเหลือเกิน เฉพาะปีใหม่ ก็ปาเข้าไป 3 ครั้งแล้ว
แต่เทศกาลและ Events ต่างๆ ก็ไม่ได้เป็นประโยนช์เฉพาะผู้ค้าปลีก กิจการอื่นๆ ก็นำไป อย่างเช่น เว็บไซด์ดังๆ (ทั้งดังมาก และดังน้อย) ก็มักปรับเปลี่ยนหน้า webpage ให้เกาะกระแสด้วย แต่เห็นชัดและผมชอบมาก คือ การปรับโลโก้ของ Google เนื่องจากหน้า webpage เป็นสีขาวล้วน มีตัวหนังสือน้อยมาก ทำให้หน้าร้าน Google ดูเด่น และลูกค้าเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน
แม้ Google จะเปลี่ยนโลโก้ตามเทศกาลมาแล้ว 141 ครั้ง ตั้งแต่ปี 1999 แต่โลโก้ Valentine ปีนี้ ดูเหมือนจะถูกกล่าวขวัญถึงมากกว่าทุกปี เพราะนอกจากจะแตกต่างจาก 5 ครั้งที่ผ่านมาแล้ว ในโลโก้ ยังดูเหมือนจงใจตัดตัว L ทิ้ง
ผมลองเข้าไปอ่านใน Blog ของทีมพัฒนา เขาบอกว่ามีคนอีเมลมาเยอะมาก ทั้งแจ้งว่าพิมพ์ผิดหรือเปล่า บางคนก็ต่อว่า บางคนก็ถามว่า ก้านสตอเบอรี่สีเขียว เป็นตัว L ที่หลบอยู่ด้านหลังใช่มั๊ย
แต่ถึงอย่างไร “ความไม่ปกติของโลโก้” วันนั้นคงทำให้นักท่องเน็ต แห่เข้าไปชม webpage ของ Google ไม่มากก็น้อย เป็นกลยุทธ์สร้างความสงสัย คล้ายกับที่ “บานาน่า แสควร์” ทำ
ยิ่งสงสัย ยิ่งอยากรู้ ยิ่งบอกต่อ สุดท้ายก็แห่กันมาดูตึมเลย
อยากรู้เบื้องหลังการตัดตัว L มั๊ยครับ?
เขาแค่อยากเลียนแบบเพลงดังเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว
ก็ “กุ้มใจไม่มี ล. ลิง” ของพี่โต๊ะ พี่ป้อม อัสนี วสันต์ โชติกุลงัยครับ!
ภาพจาก google.com
เพื่อนๆออกไอเดีย