Archive for » December, 2006 «

หลังจากที่ได้เขียนถึงการซื้อของแบบไม่ได้ตั้งใจ ไปในตอนที่เล้ว
ก็ขอเขียนต่ออีกนิดแล้วกัน ไหนๆช่วงนี้ ก็จ่ายเงินคล่องมือมากกว่าหลายๆเดือน

ผมมีคำถามชวนให้คิดนิดหนึ่ง มาลองดูกันนะครับ
คำถามมีอยู่ว่า
ตอนที่เราไปช้อปปิ้ง ระหว่างเดินดูของไปเรื่อยๆทีละร้าน อยู่ๆก็เจอของถูกใจ ชนิดเจอปุ๊บ ปิ๊งปั๊บ ซื้อเลย
กับอีกแบบหนึ่ง เจอแล้วชอบเหมือนกัน แต่ใช้เวลาคิดนานหน่อย พินิจพิจารณา ดูว่ามีตำหนิมั๊ย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจซื้อ

การซื้อของ 2 แบบนี้ แบบไหนที่ทำให้คุณมีความสุขมากกว่ากัน

คิดกันเสร็จแล้วใช่มั๊ยครับ
เฉลยก็คือว่า มันไม่มีข้อใดถูกหรือผิด 100%  เนื่องจากว่ามันไม่ใช่สมการคณิตศาสตร์ แต่ก็พอมีคำตอบที่ใกล้เคียง
ซึ่งจากการทำวิจัยของ cottoninc บริษัทผลิตสินค้าแฟชั่น ได้ศึกษาพฤติกรรมการซื้อเสื้อผ้า
พบว่านักช้อป 65% มีความสุขที่ได้ซื้อสินค้าที่โดนใจเมื่อแรกเห็น ส่วนอีก 32% มีความเห็นในทางตรงกันข้าม
หมายความว่า คนส่วนใหญ่มีความสุขกับการได้ซื้อของที่เห็นแล้วถูกใจ จะเรียกว่า รักแรกพบ ก็คงจะได้
แต่คนส่วนน้อย(ก็ไม่น้อยเท่าไรนะ ตั้ง 32%) ที่มีความสุขกับการได้คิด ได้ไตร่ตรอง อาจเป็นผลมาจากเรื่องรายได้ หรือไม่ก็เป็นคนมัธยัส

พอรู้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ ทางบริษัทก็พยายามพัฒนาสินค้าให้โดนใจมากที่สุด มีการทำวิจัยอย่างถี่ก้วนก่อนจะผลิตสินค้าแต่ละรุ่น รวมทั้งการโชว์หรือ display สินค้าที่ร้าน ก็ต้องพิถีพิถันเช่นกัน เพื่อให้ลูกค้าเห็นแล้ว “ไช่เลย”

อย่างไรก็ตาม จะใช้เวลาคิดนานหน่อยค่อยซื้อ หรือถูกใจจ่ายเลย ล้วนทำให้ผู้ซื้อมีความสุขทั้งนั้น จึงมีศัพท์คำว่า Retail Therapy ซึ่งเป็นวิธีบำบัดโรคอีกแบบหนึ่ง

ผมเคยได้ยินเพื่อนๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง เล่าให้ฟังว่าถ้าเครียดมาก พวกเธอจะไปช้อปปิ้ง การเลือกซื้อสินค้าทำให้ลืมเรื่องน่าเบื่อ ช่วยลดอาการปวดหัวได้
ยิ่งถ้าเลือกเสื้อผ้า เครื่องประดับ ที่ช่วยเสริมเติมแต่ง ให้แต่ดูดีขึ้น ยิ่งมีความสุขมากกกกก
แถมในการเลือกซื้อ ต้องเดินดูหลายร้าน เพื่อให้ได้ของถูกใจ  ต้องเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ เดินไปเดินมา คิดเป็นระยะทางได้หลายกิโล เป็นการออกกำลังกายไปในตัว (คิดได้งัยเนี่ย)
แทนที่จะเอาเงินไปจ่าย fitness สู้เอามาซื้อเสื้อผ้าดีกว่า

ครับ! ผมลองทำตามที่พวกเธอบอก ได้ผลจริงๆครับ ระหว่างเลือกก็สนุก ยิ่งซื้อยิ่งสนุก แต่พวกเธอคงลืมเตือนอะไรผมบางอย่าง ทำให้สิ้นเดือนผมได้คะแนน Double point เพิ่มขึ้นอีกเพียบเลย

ช่วงนี้บรรยากาศชวนให้ใช้เงินมากเลย  เดินไปทางไหนมีแต่คนมุงซื้อของ ถ้าหลงเข้าไปมุงกับเขา มีโอกาสได้เสียตังค์อีกเป็นแน่ ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะซื้อไปให้ใคร
แต่ไม่เป็นไรหรอก สวยดี เผื่อเจอคนรู้จัก ก็ให้เป็นของขวัญปีใหม่

บ่อยครั้งเหมือนกันครับที่ซื้อแบบไม่ทันตั้งตัว
มารู้ตัวอีกทีตอนเงินหมดกระเป๋า

ครับ! เดือนธันวาคมมีเสน่ห์พิเศษ เป็นเดือนที่บรรดาพ่อค้า แม่ค้าชอบมาก
ในธรรมเนียมจีน มีวันจ่าย และวันไหว้
ดังนั้นผมขอยกให้เดือนธันวาคม เป็นเดือนจ่าย และเดือนไหว้ ไปพร้อมๆกัน

เสน่ห์ของเดือนธันวาคมมีหลายอย่างครับ
อากาศที่ค่อนข้างเย็นสบาย ทำให้คนเราใจเย็นไปด้วย
โบนัสก็ออกเดือนนี้ ทำงานมาเหนื่อยทั้งปี ต้องช้อปปิ้งซื้อของรางวัลให้ตัวเองหน่อย
ผู้หลัก ผู้ใหญ่ ไม่ได้เจอซะนาน ซื้อของไปคารวะท่านก็คงดี
จัดปาร์ตี้ที่บ้านซะหน่อย เฉลิมฉลองต้อนรับปีใหม่
นี่ขนาดเมืองไทย เรามีปีใหม่ 3 ครั้ง ทั้งปีใหม่ไทย ปีใหม่จีน และปีใหม่ฝรั่ง เรายังฉลองกันขนาดนี้ แล้วประเทศที่เขามีปีใหม่หนเดียวจะฉลองขนาดไหน

ข้อมูลในปีที่แล้วของสหรัฐ ประเทศที่มีประชากรราวๆ 300 ล้านคน บอกเราว่า ในช่วงวัน Thanksgiving และ Christmas มีจดหมาย พัสดุ และ Card อวยพร ให้พนักงานไปรษณีย์ต้องขนกว่า 20,000 ล้านชิ้น
Department stores มียอดขายในเดือนนี้กว่า 31,000 ล้านดอลลาร์ มีสัดส่วน 14% ของยอดขายทั้งปี โดย 1 ใน 4 เป็นยอดขาย jewelry 
คนอเมริกาซื้อต้น Christmas เพื่อเฉลิมฉลองในเทศกาลปลายปีนี้เป็นเงิน 485 ล้านดอลลาร์ (โอ้!จอร์จ มันเยอะมากๆ) และที่น่า Amazing คือ เพียง 15 ปี จำนวน Malls และ Shopping Center เพิ่มจาก 12,000 แห่ง 48,695 แห่ง 
และในปีที่ผ่านมา มีผู้ค้าปลีกออนไลน์มากถึง 15,626 ราย

ช่วงนี้จึงเป็นจังหวะน้ำขึ้นที่ผู้ค้าปลีกต้องรีบตัก ใครเตรียมการดี มีของพอ ก็รับไปเต็มๆ ส่วนพวกเราก็ควรมีสติก่อนสตาร์ท(ช้อปปิ้ง) เพราะเดี๋ยวสตางค์หมด

ขอให้มีความสุขตลอดปีใหม่และตลอดไปนะครับ ใครเดินทางก็ใช้ความระมัดระวังมากหน่อย ดูแลตนเองและคนรอบข้างด้วย   :)