Archive for » October, 2006 «

ซูเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) หรือในภาษาไทย มีคนเคยแปลว่า “ห้างสรรพาหาร” (ฟังดูแปร่งๆชอบกล ผมขอไม่แปลแล้วกัน) เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ขาย 400-2,000 ตารางเมตร ที่เน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน โดยให้ความสำคัญที่ความสดใหม่ และความหลากหลายของอาหาร 

ซึ่งซูเปอร์มาร์เก็ตโดยทั่วไปจะแบ่งสินค้าเป็นหมวดหมู่ คือ ผักและผลไม้ (Produces) เนื้อ (Meat) อาหารทะเล (Seafood) อาหารพร้อมปรุง (Prepared Food หรือ Ready to Cook) อาหารพร้อมทานที่นำกลับบ้าน (Ready to Eat หรือ Take home) อาหารแห้ง (Grocery) เครื่องใช้ในครัวเรือน (Household) นม (Dairy) และเครื่องดื่ม (Beverage)  

สำหรับประเทศไทย  เรามักจะเห็นซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ภายในศูนย์การค้าหรือบริเวณชั้นล่างหรือชั้นใต้ดิน ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการสร้างศูนย์การค้าให้เป็นแหล่งสำหรับซื้อหาสินค้าได้ครบครัน ในลักษณะ One Stop Shopping โดยการใช้ซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นตัวสร้างการสัญจรของลูกค้า (Traffic Builder) แต่ในปัจจุบัน เราเริ่มเห็นซูเปอร์มาร์เก็ตในรูปแบบที่ตั้งอยู่ Stand Alone นอกศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า เพิ่มมากขึ้น 

ทั้งนี้เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเริ่มหันมาจับจ่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตมากขึ้น เนื่องจากสินค้าสดกว่าและถูกสุขอนามัยกว่าในตลาดสด แม้ราคาจะสูงกว่าก็ตาม ผนวกกับตลาดสดเองก็ไม่มีการเปิดเพิ่ม เพราะตามชุมชนหมู่บ้านรุ่นใหม่  ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเล็ก  ครอบครัวใหม่  ตอนกลางวันไม่มีคนอยู่บ้าน เพราะออกไปทำงานหมด เลิกงานตกดึกค่อยกลับเข้าบ้าน  ซูเปอร์มาร์เก็ตแบบ Stand Alone จึงมีแนวโน้มเข้าไปแทนที่ตลาดสด  ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่มีอนาคต 

เนื่องจากใช้พื้นที่ขนาดเล็กลงทุนไม่สูง การหาพื้นที่เพื่อขยายสาขาที่ทำได้รวดเร็ว แม้ว่าเศรษฐกิจจะถดถอย ซูเปอร์มาร์เก็ตก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่งซึ่งยังมีอนาคตเพราะสินค้าที่จำหน่ายก็ล้วนแต่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวันที่ผู้คนต้องกินต้องใช้ เพียงแต่อาจจะใช้น้อยลง แต่กินยังเท่าเดิม

ภาพจาก nelda.lv

ในยุคการแข่งขันที่ดุเดือดรุนแรง ผู้ค้าปลีก นอกจากจะแข่งกัน “ขายสินค้าดี ขายสินค้าราคาถูก” แล้ว ยังต้องแข่งกันเป็น “คนดี” ด้วย ต้องมีครบทั้ง 2 อย่าง จึงจะเอาชนะใจลูกค้าได้ นี่เป็นอิทธิพลของตลาดผู้ซื้ออย่างแท้จริง การแข่งกันเป็น “คนดี” ก็หนีไม่พ้น การทำประโยชน์เพื่อสังคม แม้ในบางครั้ง การทำตัวให้เป็นคนดี จะมีต้นทุนเพิ่มก็ต้องยอม แต่หากใคร คิดวิธีการเป็นคนดีได้ โดยที่ต้นทุนก็ลดลงด้วย นี่ถือว่าสุดยอด และวันนี้ ผมมีตัวอย่างดีๆ มาเล่าให้ฟัง  

ในสหรัฐ เขาให้ความสำคัญกับเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมาก  ถึงกับมีหน่วยงานที่เรียกว่า สภาการก่อสร้างที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม (US Green Building Council) โดยจะมอบรางวัล Leadership in Energy and Environmental Design (LEED) ให้กับผู้ที่ก่อสร้างร้านค้าแบบประหยัดพลังงานและทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ล่าสุดมีร้านสะดวกซื้อได้รับรางวัลนี้เป็นรายแรก เป็นรางวัล ‘green convenience store’ ร้านนั้นคือ “The Pantry” ผู้ให้บริการร้านสะดวกซื้อทางตอนใต้ของอเมริกา มีสาขาราวๆ 1,400 ร้าน ใน 7 รัฐ แต่ร้านที่ได้รางวัล อยู่ในรัฐฟลอริดา โดยเป็นร้าน New Model

ร้านนี้ใช้ไฟแรงดันต่ำ และเลือกใช้วัสดุที่ไม่เป็นพิษ (Low-toxin material) แม้ต้นทุนการก่อสร้างจะสูงกว่าแบบปกติถึง 15% แต่ร้านนี้จะประหยัดพลังงานกว่าร้านแบบเดิมสูงถึง 25% ทำให้ผู้บริหารไม่รีรอที่จะใช้ Model นี้ ในการขยายสาขาต่อไป ได้อ่านแล้ว อยากลองก๊อบปี้ไอเดียมั๊ยครับ     ;-)    เผื่อบ้านเมืองเราจะน่าอยู่มากขึ้น