Archive for the Category »retail monitor «

“Hi 5!”
เป็นคำทักทายจากเพื่อนร่วมงานที่เชียร์อาร์เซนอล
หลังจากเมื่อคืนหงส์แดงโชว์ฟอร์มออกทะเล แพ้ทีมหนีตกชั้น(อีกแล้วครับท่าน โฟร์เอสไม่ได้สร้างสรรค์เสียด้วย)
สงสัยปีนี้หงส์จะร่อนลงนอกรันเวย์แหง๋ๆ
ด้วยผลงานจบฤดูกาลอันดับ 5 อดไปแชมเปี้ยนลีค!

เริ่มต้นเหมือนจะกร่อย แต่ว่าเรื่องราวที่จะเล่า เข้มข้นนะครับ

ย้อนไปนิดหนึ่งเมื่อตอนคุณเนวิน (ที่เดี๋ยวนี้เป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลใหญ่) นั่งหัวโต๊ะดูแลค้าปลีก สมัยเป็นรัฐมนตรีช่วยฯ กระทรวงพาณิชย์
ตอนนั้น ผู้ประกอบการ แบ่งกันชัดเจน ใครทำไซส์เล็ก ใครถนัดไซส์ใหญ่
ซึ่งตอนนั้นภาครัฐก็เหมือนจะรู้ว่า ต้องดูแลค้าปลีกรายย่อย จึงตั้ง บริษัทรวมค้าปลีกเข้มแข็ง มีชื่อย่อว่า ART ใช้เงินภาษีไปกว่า 300 ล้านบาท
ณ บัดนี้ เออาร์ที ของพี่เนวิน ก็ลาจากพวกเราไปแล้ว

เอ… น่าแปลกนะครับ อะไรๆที่มันมีคำว่า ‘เข้มแข็ง’ กลับไม่เป็นดั่งชื่อ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับธุรกิจค้าปลีกในช่วงนั้น มันมีวิธีรับมือได้หลายแบบ
แนวทางแรก มองว่า ร้านค้าไซส์ใหญ่คือศัตรู ต้องควบคุมไม่ให้ขยายพันธุ์ ออกกฎห้ามขายราคาต่ำ(กว่าทุน) ออกระเบียบห้ามขยายสาขาใหม่
แนวทางที่สอง มองว่า ร้านแต่ละไซส์มีความถนัดไม่เหมือนกัน เจาะกลุ่มลูกค้าต่างกัน สามารถร่วมมือเพื่อพัฒนาการทำธุรกิจร่วมกันได้ ด้วยการถ่ายทอดโนฮาวจากรายใหญ่ให้รายเล็ก เพื่ออยู่(รอดร่วม)กันได้
เป็นการตกลงกันก่อน เพื่อให้มีการ ‘กินแบ่ง ไม่ใช่ผูกขาดเพื่อกินรวบ’

ทางออกในตอนนั้น ท่านเสนาบดี เลือกที่จะทำงาน ‘สายเหยี่ยว’ แทนที่จะเป็น ‘สายพิราบ’
อาจเพราะเป็นวิธีที่เห็นผลเร็ว และถูกใจกองเชียร์ แต่ลืมนึกถึง side effect ในระยะยาว
มาตรการตั้งใจ ‘ตอน’ ให้สูญพันธุ์ นอกจากจะไม่ได้ทำให้ค้าปลีกไซส์ใหญ่เป็นหมันแล้ว ยังทำให้ออกลูกออกหลานตัวเล็กๆอีกมากมาย

หากมองในมุมธุรกิจเพียวๆ การขยายร้านขนาดเป็นหมื่นๆตารางเมตร มันมีข้อจำกัดในตัวอยู่แล้ว
เพราะต้องมีกำลังซื้อจำนวนมากพอ การเปิดร้านจึงจะคุ้มทุน แปลว่า มีหลายจังหวัดที่ไม่สามารถเปิดได้ และเมื่อขยายไปถึงจำนวนหนึ่ง ตลาดก็เริ่มอิ่มตัว ถัดจากนั้นธุรกิจก็ต้องคิดใหม่ เพื่อให้เติบโตต่อเนื่อง

อย่าลืมนะครับ การทำธุรกิจก็ต้องเติบโตทุกปี
ถ้ายอดขายไม่เพิ่ม แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าจ้างเดือน(ที่ต้องเพิ่มขึ้นทุกปี) จริงไหมครับ?

เมื่อปลาในบ่อเริ่มหายาก คนจับปลาก็ต้องคิดค้นเครื่องมือใหม่ๆ หรือไม่ก็ไปหาปลาบ่ออื่น
คนหาปลายังคิดได้ ถ้าคนทำธุรกิจคิดไม่ได้ก็แย่สิครับ
ร้านค้าปลีกก็เหมือนกัน นอกจากจะใช้กลยุทธ์การตลาดเพื่อเพิ่มยอดขายในร้านเดิมแล้ว ก็ต้องทดลองโมเดลร้านใหม่ๆ เพื่อหาตลาดใหม่เช่นกัน
การมีกฎหมายคุมไม่ให้เปิดร้านไซส์ใหญ่ ช่วยให้ ร้านค้าปลีกไซส์เล็กแพร่พันธุ์เร็วขึ้น
คือ ต่อให้ไม่มีกฎหมายนี้ ทิศทางก็เป็นไปอย่างนี้แหละ แต่อาจจะช้ากว่าเดิม

แต่การทดลองก็ใช่ว่าจะสำเร็จทุกราย
เทสโก้โลตัส ที่ดูเหมือนจะสำเร็จ ก็ยังดำผุดดำว่าย กับโมเดลใหม่ๆ
มีเพียง Tesco Express ที่ได้รูปแบบจากบริษัทแม่ในอังกฤษ
ส่วน ตลาดโลตัส ก็ลองผิดลองถูกจากการเปิดร้านซูเปอร์มาร์เก็ตที่พงษ์เพชร ตั้งแต่ปี 45 จนได้โมเดลที่ชัดเจน
ในขณะที่โมเดลคอมมูนิตี้มอลล์ ที่เกาะกระแส แต่ยังไปได้ไม่ดีนัก
มุขใหม่ของเทสโก้โลตัส คือเปิดโมเดลใหม่ไปเรื่อยๆ เหมือนนักมวยขยันออกหมัด ต่อยเยอะๆมันก็ต้องเข้าเป้าบ้างหละ
ปีที่แล้วเปิด Plus มาปีนี้เปิด Center
ชื่อเริ่มเยอะจนจำแทบไม่ไหว!

ในขณะที่ BigC เอง ร้านชื่อลีดเดอร์ไพรซ์ ก็ไม่ ลีดเดอร์ อย่างที่คิดไว้ คาราคาซังกว่า 5 ปี ก่อนจะค่อยๆปรับเป็น มินิบิ๊กซี
ส่วนมินิบิ๊กซีเอง ที่วางตำแหน่งเป็นร้านสะดวกซื้อ ก็ยังห่างจากเจ้าตำรับอย่างเซเว่นฯอยู่มาก ล่าสุดเตรียมเปิดโมเดลใหม่(อีกแล้ว) นิยามว่า มันคือ มินิไฮเปอร์มาร์เก็ต ขนาดประมาณ 2 พันตารางเมตร
เรียกแบบชาวบ้าน มันก็ซูเปอร์มาร์เก็ตนั่นแหละ

ส่วน Carrefour ค่อยๆย่อขนาดร้านตามทฤษฎีเปี้ยบเลย
จากขนาดเกินหมื่นตารางเมตร ก็ปรับมาเป็น ‘มินิ’ ราวๆ 2 พันตารางเมตร ในช่วงปี 50
ต่อมาเมื่อปีที่แล้ว ก็ทดลองเปิดร้านสะดวกซื้อ ในชื่อ ‘คาร์ฟูร์ซิตี้’ ซึ่งต้องดูว่า จะมีสาขาสองหรือเปล่า

เห็นการเดินหมาก ก็พอรู้ว่า ทุกรายกำลังหาตลาดใหม่ แต่การกิบรวบในธุรกิจค้าปลีกคงไม่ง่ายนัก
คนที่เก่งในสนามขนาดใหญ่ อาจทำได้แค่ทรงๆในสนามเล็ก
ดังนั้น SMEs ไทย ที่มีจุดขายของตัวเอง อย่าไปเกรงรายใหญ่ จนจิตใจหดหายไม่กล้าต่อสู้


‘สูงสุดคืนสู่สามัญ’ ดูจะเป็นการนิยามเรื่องนี้ได้ดีที่สุด เพราะใครจะไปคิดหละครับว่า การพัฒนาร้านค้าสมัยใหม่ ที่มีตัวช่วยและอุปกรณ์ไฮเทคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าและคนทำงานในห้าง จู่ๆ…อยู่มาวันหนึ่ง อาคารทั้งหลังกลับสร้างมาจากต้นไม้

ด้วยเพราะปัญหาโลกร้อน ที่บั่นทอนชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั้งโลก
ทำให้หลายองค์กร หันมาให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ร้านค้า โดยเฉพาะร้านค้าใหญ่ๆที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก
เหตุที่ห้างฯหันมาสนใจเรื่องนี้กันมากขึ้น นอกจากจะเป็นเพราะ ‘แรงดึง’ แล้ว ยังมี ‘แรงผลัก’ อีกด้วย
แน่นอนว่า การเดินหน้าเป็น green store มีส่วนช่วยลดต้นทุนได้มากโขทีเดียว เป็นแรงดึงที่ช่วยดูดให้ร้านค้าปลีกหันมาคิดค้น ออกแบบร้านกันยกใหญ่
แต่อีกเหตุผลหนึ่ง หากร้านเหล่านี้ไม่ปรับตัว ก็จะถูกเพ่งเล็งจากสังคม ว่าเป็นตัวกินพลังงานและสร้างความเดือดร้อนมากที่สุด
นี่เป็นแรงผลัก ที่ใครๆก็ไม่อยากถูกปรามาสว่า ‘ทำโลกร้อน’

ตอนที่สังคมเกษตรเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรม โรงงานต่างๆก็ตกเป็นจำเลยในเรื่องสร้างมลพิษ (และตอนนี้ก็ยังตกเป็นจำเลยอยู่ ไม่ต้องดูไกลครับ กรณีมาบตาพุด ยังพะงาบๆอยู่เลย)
แต่เมื่อการค้าขายขยายตัว ภาคบริการมีบทบาทมากขึ้น เป้าก็ถูกเล็งมาที่ ‘ร้านค้าปลีก’

หลอดไฟนับร้อยหลอด แอร์อีกเป็นสิบๆตัว ถุงพลาสติกใส่สินค้ากว่าหมื่นใบต่อวัน นี่เป็นตัวอย่างแบบชัดเจนที่สุด ยังไม่รวมขยะรายวัน และเศษอาหารที่ทานไม่หมด กองพะเนินเป็นภูเขา
ใช้พลังงานเยอะขนาดนี้ เจ้าตัวรู้อยู่แก่ใจ ไม่ต้องรอให้ใครมาบอก
ดังนั้น หนทางที่จะอยู่รอดปลอดภัยในสังคมรักษ์โลก ก็ต้องปรับปรุงตัว

หลายห้างฯจึงหาวิธีลดการใช้พลังงาน หรือหันไปใช้พลังงานทางเลือก จำพวก พลังลม พลังแดด คำว่า Green store จึงเป็นกระแสฮิตในยุคนี้
เทรนด์นี้อาจจะยังไม่แรงพอในเมืองไทยตอนนี้
แต่ที่ญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกา นี่เป็นลูกเล่นใหม่ ที่ห้างร้านใช้แข่งกัน

ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์บนหลังคา เราได้เห็นกันมานานแล้ว
ใช้หลอด LED เพื่อประหยัดพลังงาน ก็เริ่มมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่การนำไม้มาใช้สร้างซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งหลังนี่สิ เพิ่งจะเคยเห็น

ตึกไม้หลังนี้ อยู่ที่เมืองแรมซีย์ ประเทศอังกฤษ โดยเทสโก้ เคลมว่า นี่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตปลอดคาร์บอนแห่งแรกของโลก เพิ่งเปิดเป็นทางการไปเมื่อต้นเดือนกุมภาที่ผ่านมานี้เอง
ไม้เหล่านี้ไม่ได้ขนมาจากพม่า หรือว่า ตัดจากลาวนะครับ แต่เป็นไม้ปลูก เพื่อนำมาใช้ในการสร้างบ้านสร้างอาคาร ดังนั้น จึงไม่เป็นการเบียดเบียนธรรมชาติ

การออกแบบอาคารเน้นใช้ประโยชน์จากธรรมชาติให้มากที่สุด ทั้งแสงสว่างและน้ำใช้
โดยเขาทำที่เก็บน้ำฝนเพื่อรองน้ำไว้ใช้ในห้องน้ำ รวมถึงล้างรถด้วย

แหม่ ดูๆไปมันก็คล้ายร้านเก่าๆ ในต่างจังหวัดบ้านเรานะครับ
ซึ่งถ้าเปลี่ยนสังกะสีมุงหลังคา เป็นแผงโซลาเซลล์ ทุกอย่างก็อินเทรนด์ทันที

ภาพจาก treehugger.com