Archive for the Category »retail monitor «

ตอนที่แล้ว เขียนถึงค้าปลีกในปี 52 วันนี้มาต่อในปี 53 กันเลยครับ
ขอฟันเสาธง(ธงอยู่สูงไป ฟันไม่ถึง เอาแค่เสาก็แล้วกัน) ว่าจะต้องเป็นแบบนี้

อย่างแรกเลย แย่งกันเล็ก อันที่จริงต้องเป็น แย่งกันใหญ่ด้วยร้านเล็ก จึงจะถูก
คำว่าเล็กนี่ มีนิยามไม่ตรงกันนะครับ
ร้านที่ใหญ่ขนาด หมื่นตารางเมตร คำว่าเล็ก คือย่อเหลือ หลักพันตารางเมตร
ส่วนร้านขนาดพันตารางเมตร เวลาจะเล็ก ก็เหลือ หลักร้อย

อย่างเทสโก้โลตัส ตอนเข้าเมืองไทยใหม่ๆ ขนาดใหญ่เกิน 3 หมื่นตารางเมตร
ก่อนจะย่อเป็น หมื่นนิดๆ ในชื่อ โลตัสคุ้มค่า
และต่ำกว่าหมื่น ในชื่อ ตลาดโลตัส
จนมาถึงเล็กสุดๆ สองสามร้อยตารางเมตร ในชื่อ โลตัสเอ็กเพรส

ขณะที่บิ๊กซี ไม่เลียนแบบโลตัส แต่มาแบบเขย่งก้าวกระโดด
ย่อจากหลักหมื่น มาเหลือหลักร้อย
รู้จัก ‘มินิบิ๊กซี’ ไหมครับ
‘มินิ’ สมชื่อ สรุปแล้วก็คือร้านประเภทเดียวกับเซเว่นฯนั่นเอง

ส่วนคาร์ฟูร์ หลังจากย่อมาเหลือหลักพัน เป็นเวลาหลายปี สุดท้ายก็ทนไม่ได้
แอบๆเปิด คาร์ฟูร์ซิตี้ สาขาแรกไปแล้ว แถวๆ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต
แหละนี่ก็คือ ร้านสะดวกซื้อ

ยังไม่หมดครับ ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ชื่อ Max Valu ก็พร้อมจะทดลองเปิดร้านประมาณ 2 คูหาตึกแถวเหมือนกัน
ต่อไปเราอาจได้เห็นร้านค้า เรียงกันเป็นตับ เหมือนธนาคารในห้างก็ได้นะครับ

สรุปแล้วปีหน้า ทุกเจ้าต่างเน้นร้านเล็ก ส่วนจะเล็กมากเล็กน้อย ก็ขึ้นอยู่กับทำเล
ส่วนสาเหตุ ที่ต้องเล็กนั้น ผมได้เขียนไปแล้ว ไม่ขอซ้ำนะครับ

อย่างที่สอง ร้านใหญ่ต้องมีลูกเล่น มีสีสัน
แม้ร้านเล็กจะอยู่ในกระแสนิยม แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นแหล่งทำเงินตลาดไป อาจจะมาแล้วก็ไปเหมือนจตุคคามฯในปี 49 ปี 50 ก็ได้
ดังนั้น Big 4 ซึ่งประกอบไปด้วย เชลซี แมนยูฯ สเปอร์ และอาร์เซนอล เอ้ย! หงส์แดงของผมหายไปไหน???
อ้าว! ไปเรื่องฟุตบอลอีกแล้ว
Big 4 ในที่นี้หมายถึง ห้างขนาดใหญ่ 4 เจ้า คือ เทสโก้โลตัส คาร์ฟูร์ บิ๊กซี แมคโคร ครับ
ก็ยังเดินหน้าเปิดร้านใหญ่ต่อไป แต่อาจจะเปิดน้อยลง

ตัวเลขที่ผมรวบรวมได้ สาขาเปิดใหม่จะลดลงเรื่อยๆ
จาก 39 สาขาในปี 50 เป็น 35 สาขาในปี 51 และปีนี้เต็มที่ก็ประมาณ 20 แห่ง
อันนี้นับเฉพาะร้านใหญ่ๆ ของ Big 4 นะครับ

พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป คือไม่บ้าเห่อสินค้าราคาถูกเพียงอย่างเดียว ทำให้ร้านค้าปลีกต้องปรับตัว
พอรู้ว่า เวลาลูกค้าออกจากบ้านมาซื้อของ ต้องทำธุระอย่างอื่นด้วย
ร้านค้าจึงไปเอา แบงค์ ร้านอาหาร ร้านซักรีด ร้านไอศครีม ร้านเสื้อผ้ามีแบรนด์ ร้านทำผม มาเปิดใกล้ๆ กลายเป็น One Stop Shopping ซึ่งแปลว่า หยุดครั้งเดียว ตังค์หมดกระเป๋า
ที่ชัดเจนสุดคือ เทสโก้โลตัส (อีกแล้วครับท่าน) ที่เปิดโมเดลใหม่ ในชื่อ “พลัส”
ตอนนี้มีสองแห่ง แต่ได้ข่าวว่า กำลังเร่งสร้างสาขาอุดร
แหม คนอุดรฯ นี้โชคดีจริงๆมีร้านให้เลือกเยอะ
เอ… หรือว่าโชคร้ายหว่า เพราะมีแต่รายการเสียทรัพย์

อย่างที่สาม ปะแป้ง ทาหน้า เสียใหม่
ใครเข้าร้านเซเว่นฯประจำ คงสังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลงในช่วง 2-3 ปีมานี้
จากเดิมที่ต้องเอาก้นดันประตู เพราะสองมือหิ้วถุงใส่ของ
ตอนนี้ประตูเข้าออกก็เปิดปิดได้อัตโนมัติ
ทำให้สุนัขเดินเข้ามาได้ร้านได้สะดวกขึ้น เฮ้ยไม่ใช้! ลูกค้าสะดวกขึ้นต่างหาก แม้บางครั้งจะมีสุนัขมานอนตากแอร์อยู่หน้าร้านก็ตามเหอะ

พอเปิดร้าน นานเกิน 10 ปี ความเสื่อมก็มาเยือนครับ
และเมื่อร้านโทรม เก่า อุปกรณ์เสีย พอมีร้านใหม่มาเปิดใกล้ๆ ลูกค้าก็หนีไปหมด
มีทางเดียวคือ ทาสี เปลี่ยนไฟ ใช้อุปกรณ์ไฮเทคช่วย
อย่างเดอะมอลล์ โคราช ก็เร่งปรับปรุง เพื่้อให้ทันรับมือกับเซ็นทรัลขอนแก่น

ส่วนเซ็นทรัลลาดพร้าว ก็มีข่าวว่าจะรื้อครั้งใหญ่ปีหน้า
แต่ไม่รู้ว่า จะทยอยทำทีละส่วน หรือปิดทั้งห้างไปเลย

อย่างที่สี่ ร้านนั่งสบาย
ในขณะที่การทำงานเครียดจะตาย พอได้หยุดเสาร์อาทิตย์หรือหลังเลือกงาน ทุกคนก็อยากพักผ่อน
คอมมูนิตี้มอลล์ ที่มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ และซูเปอร์มาร์เก็ต จึงเป็นทางออกสำหรับลูกค้ากลุ่มนี้
ห้างค้าปลีกประเภทนี้โตเร็ว ได้รับความนิยมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ แต่งานนี้ค้าปลีกรายเดิมต้องหืดขึ้นคอ เพราะว่าเจ้าของโครงการบ้านจัดสรร ผู้ดีเก่าตระกูลดังที่มีที่ดินผืนใหญ่อยู่กลางเมือง หรือแม้แต่เสี่ยเจริญ เจ้าของเบียร์ช้าง ต่างก็สนใจมาทำเหมือนกัน

สรุปแล้วปีหน้า บรรดาร้านค้าแปลกคงต้องแย่งทำเลกันน่าดู เพราะมีคู่แข่งเข้ามาใหม่
ส่วนลูกค้าอย่างเราๆ ก็มีทางเลือก(ให้เสียเงิน)เพิ่มมากขึ้น

ทั้งหมดนี้ เป็นแค่เรื่อง ‘สาขา’ เท่านั้น อันที่จริงยังมีเรื่องการตลาดอีกด้วย
ไว้คราวหน้า มาต่อกันครับ!


แม้จะยังไม่หมดปี แต่ก็สรุปได้ทันทีว่า ‘พลาดเป้า’
ตกรอบแรกแชมป์เปี้ยนลีค ต้องไปลุ้นถ้วยยูเรก้ายูโรป้า
ส่วนพรีเมียร์ลีค ก็ไม่รู้จะตะเกียกตะกายขึ้นมาติดอันดับสี่ได้หรือเปล่า?
เป็นผลงานชิ้นโบว์ดำของหงส์แดงในปีนี้ แต่ดูท่าทีแฟนๆจะไม่ผิดหวังมากนัก
คงเผื่อใจไว้แล้ว!

ว่าจะคุยธุรกิจค้าปลีก แต่เฉไฉเข้าเรื่องฟุตบอลได้ตามเคย
กลับมาที่เรื่องค้าขายในบ้านเรากันดีกว่า
ที่ผมสรุปว่า ‘พลาดเป้า’ คือเรื่องการเปิดสาขาร้านใหม่ในปีนี้ครับ
เป็นที่รู้กันว่าโมเดิร์นเทรดใช้กลยุทธ์ขยายสาขาเป็นหลัก นับตั้งแต่เศรษฐกิจฟื้นจากวิกฤตปี 40
แม้ทางเลือกในการเพิ่มรายได้ของเชนสโตร์ (เชนสโตร์คือร้านค้าที่มีสาขาหลายแห่ง) จะมี 2 ทางด้วยกัน คือ เปิดร้านใหม่ กับ เพิ่มรายได้ร้านเก่า
แต่ในช่วงที่ผ่านมา การเปิดร้านใหม่ทำง่ายกว่า เพราะจำนวนร้านยังไม่มีเพียงพอเปิดยังไม่ครอบคลุม

เปิดสาขาปีละ 15 ถึง 20 แห่ง จึงเป็นเรื่องปกติที่พบเห็น อันนี้นับเฉพาะห้างขนาดใหญ่ อย่าง Tesco Lotus, Big C, Carrefour หรือ Makro เท่านั้น ยังไม่รวมร้านเล็กอย่าง 7-Eleven, Family Mart หรือ Lotus Express นะครับ

แต่สองสามปีมานี้ การเปิดสาขาเริ่มมีสะดุดให้เห็น
และปีนี้ก็ชัดเจนยิ่งขึ้น

ทำไมถึงพลาดเป้า?
มันมีหลายเหตุผลครับ เศรษฐกิจแย่กำลังซื้อยวบ คือปัจจัยเบื้องต้น งั้นผมไม่ขอขยายความ
แต่ปัจจัยอื่นที่มีส่วนอย่างมาก พอจะสรุปได้ มี 4 ปัจจัยด้วยกัน

อย่างแรกเลย คือ ทำเลดีๆหายาก
ยากทั้งในแง่ ‘พื้นที่ขนาดพอดีเหมาะสมที่จะเปิดร้าน’ และยากทั้งในเรื่อง ‘การถูกท้องถิ่นต่อต้าน’
ที่ดินขนาดใหญ่กว่า 10 ไร่ ติดถนนใหญ่ 4 เลน มีชุมชนในรัศมี 5-10 กิโลเมตรอาศัยอยู่หลายหมื่นครอบครัว นับวันมีเหลือน้อยเต็มที
และที่มีก็ใช่ว่าจะเปิดได้
หากใครผ่านไปแถวๆวัชรพล บนถนนสุขาภิบาล 5 ก็จะเห็นคาร์ฟูร์สร้างเสร็จตั้งนาน แต่ยังไม่เปิดบริการเสียที ที่เป็นแบบนี้เพราะประชาชนและกลุ่มทุ่นในบริเวณนั้นเขาไม่เห็นด้วย เรื่องก็เลยคาราคาซัง

อย่างที่สอง คือ มีรายใหม่เข้ามาแจม
เป็นธรรมดาของการทำธุรกิจ ร้านไหนคึกคัก มักมีคนเข้ามาแจม
ธุรกิจค้าปลีกก็เหมือนกัน เมื่อเห็นว่ามีโอกาสโตได้อีก ก็ย่อมจูงใจให้เข้ามาลงทุน
กลุ่มทุนที่มีความได้เปรียบและสามารถกระโดดมาแจมได้เลย ก็เป็นบริษัทสร้างบ้านจัดสรร เพราะมีความเชี่ยวชาญเรื่องที่ดิน
บางบริษัทมีที่ดินอยู่แล้ว แทนที่จะสร้างคอนโดฯ ที่อยู่อาศัยทั้งหมด ก็กันพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับสร้างช้อปปิ้งมอลล์
แต่เขาไม่ได้เปิดห้างเองนะครับ สร้างพื้นที่ให้เช่า หรือไม่ก็ไปจับมือกับโมเดิร์นเทรด
อย่างเช่น KE Land ก็ไปดึง Tops ให้มาเปิดที่ The Crystal รามอินทรา
หรือ TCC Land ก็ให้ Carrefour มาเปิดใน The Market บางโพ

อย่างที่สาม คือ ลูกค้าไม่บ้าเห่อ
ตอนเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตใหม่ๆ คนไทยแห่กันไปขนสินค้าเป็นรถเข็น เพราะตะลึงกับสินค้าราคาถูก
แม้ตอนนี้จะยังมีภาพแบบนี้ให้เห็นอยู่ แต่ลูกค้าก็เริ่มมีพฤติกรรมเปลี๊ยนไป
‘ของถูก’ ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการซื้อ สินค้าบางอย่างยอมจ่ายแพงหน่อยขอให้ได้คุณภาพดี
หากใครเป็นขาประจำของ Tops ก็จะเห็นว่า มีการอัพเกรดสินค้าให้ดูดี มีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ
แถมยังคัดสรรสินค้าเข้าร้านไม่เหมือนกัน

Tops สาขาสีลมมีสินค้าแบรนด์ดังและสินค้านำเข้า มากกว่า Tops สาขาสายไหม
ที่เป็นแบบนี้ เพราะลูกค้าทั้งสองทำเล มีตังค์ไม่เท่ากัน ชอบอาหารไม่เหมือนกัน

อย่างที่สี่ คือ ซื้อข้าวสารกรอกหม้อ
อันนี้เป็นผลมาจากเรื่องเศรษฐกิจด้วย
ปกติเวลาไปโลตัส คาร์ฟูร์ บิ๊กซี ลูกค้าก็จะช้อปเผื่อใช้ 2-3 อาทิตย์
เป็นการซื้อตุน ที่ต้องควักตังค์ล่วงหน้า
แต่พอเงินเริ่มหายาก การใช้จ่ายก็พิถีพิถันมากขึ้น ซื้อเท่าที่จำเป็น ซื้อเพราะเห็นว่าจะได้ใช้

ทั้งหมดนี้เป็น ‘เหตุ’ ที่ทำให้ร้านขนาดใหญ่ เปิดได้น้อยลง
บางรายเปิดไม่ได้ตามเป้า
บางรายไหวตัวทัน ปรับลดเป้าตั้งแต่ต้นปี

แล้วปีหน้า จะเป็นอย่างไร?
เดี๋ยววันพฤหัสหน้าจะกลับมาคุยกันต่อครับ

ภาพจาก eslpod.com