Posts filed under 'retail monitor'
ใกล้จะเปิดฤดูกาลแข่งขันแล้ว แต่ลิเวอร์พูลที่ผมเชียร์ เพิ่งสอยนักเตะเข้าสังกัดมาได้เพียง 3 ราย เป็นแบ็กซ้าย, แบ็กขวา และผู้รักษาประตูตัวสำรอง (นับเฉพาะที่จะเอามาใช้งานจริงๆนะครับ พวกเยาวชนผมไม่ขอนับ)
ในขณะที่ตำแหน่งกองหน้า ต้องร้องเพลงรอต่อไป แต่คาดว่า คงจะได้ร็อบบี้ คีน มาแทนปีเตอร์ เคร้าซ์ที่ขายออกไปแล้ว
ส่วนกองกลางที่เล็ง เกเร็ธ แบรี่ ก็ตามง้อมาร่วมสองเดือนแล้ว ยังไม่ได้ตัวมาสวมเสื้อหงส์แดงเลย
นักเตะ 5 ตำแหน่งนี้แหละครับ ที่ราฟาเอล เบนิเตส ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลมองว่าเป็นจุดอ่อนของทีม ที่จะต้องแก้ไขก่อนฤดูกาลใหม่จะเริ่มขึ้น
ในทำนองเดียวกัน จุดแข็งที่มี ก็ต้องรักษาให้ดี โดยเฉพาะตอร์เรส กองหน้าสุดฮอต ที่หลายสโมสรอยากได้ตัวไปร่วมทีม
อันที่จริงธุรกิจก็เหมือนฟุตบอล ที่ผู้บริหารจะต้องทบทวน ค้นหาว่าจุดอ่อน จุดแข็ง วิกฤต และโอกาสอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้วางแผนไว้สู้ในปีต่อไป
หากแต่ในวงการธุรกิจ เวลาทำ Strategic Planning บางที เราก็งงๆ เหมือนกัน
เอาเป็นว่า ผมขออธิบายแผนกลยุทธ์ประจำปี ในเวอร์ชั่นง่ายๆ สไตล์ขลุกขลิก โดยใช้ฟุตบอลเป็นตัวเดินเรื่อง
เป้าหมายหลักของธุรกิจ ก็คือ “กำไร” ซึ่งก็มาจากสองทางเท่านั้น คือ “เพิ่มรายได้” และ “ลดรายจ่าย”
เป้าหมายของการทำทีมให้ได้แชมป์ คือ “ชัยชนะ” ซึ่งก็มาจากสองทาง คือ “ยิงประตูให้เยอะ” และ “เสียประตูให้น้อย”
ปีที่แล้ว ลิเวอร์พูลยิงได้ 67 ลูก แต่เสียประตูมากถึง 28 ลูก (อันนี้นับเฉพาะในพรีเมียร์ลีกเท่านั้น)
การยิงประตู อาศัยนักเตะเพียง 2 คนเป็นหลัก คือตอร์เรสและเจอราร์ด ซึ่งถือว่าน้อยเกินไป ทีมควรมีผู้ยิงประตูมากกว่านี้ ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงในการทำประตู จึงต้องหากองหน้าเพิ่ม มิเช่นนั้นแล้ว หากตอร์เรสเจ็บ ทีมก็จบเห่กันพอดี
“แล้วบริษัทของคุณ ซื้อกองหน้าเพิ่มหรือเปล่า?”
แต่การทำประตูใช่แค่เป็นหน้าที่ของกองหน้า แต่กองกลางและกองหลังก็ต้องมีส่วนร่วม
จุดนี้ เบนิเตส จึงซื้อแบ็กที่เติมเกมรุกได้ดี
ถ้าเป็นบริษัท ก็ต้องบอกว่า ทีมผลิตหรือทีมสำนักงานใหญ่ ต้องออกไปช่วยขาย คล้ายๆกับที่ “ชิคเว่” ทำ
การทำเกม หรือการส่งลูกบอลไปถึงกองหน้า ยังไม่มีความแม่นยำและไม่มีความหลากหลาย ยังเน้นโยนยาวให้กองหน้าวิ่งไปแย่งลูก การโยนยาวแบบนี้ จะมี Successful rate ค่อนข้างต่ำ
ในขณะที่ “ปีก” ก็ยังพริ้วไม่พอ คือ เลี้ยงไปได้ แต่เปิดบอลไม่แม่น ก็ทำให้ Successful rate ต่ำเช่นกัน
พอโยนไม่แม่น คู่ต่อสู้ก็เก็บบอลได้ ทีนี้ก็จะเจอการบุกกลับ
ดังนั้น ทีมต้องหากองกลางที่มาช่วยทำเกมตรงกลางให้แน่นขึ้น เพื่อไม่ให้เสียบอลง่ายเกินไป และก็ต้องช่วยเบรกเกม ไม่ให้คู่แข่งโต้กลับเร็วเกินไป
“แล้วบริษัทของคุณ มีแผนที่จะลดต้นทุนการผลิต? ลดขั้นตอนการผลิต? ผลิตสินค้าตรงกับที่ตลาดต้องการ? ไม่ผลิตเยอะเกินไป หรือน้อยจนขาดตลาด? ผลิตแล้วขายไม่ออกจะทำอย่างไร? แผนรับมือหากคู่แข่งลดราคา?”
ครบทุกตำแหน่งแล้วใช่ไหมครับ?
ยังครับ! ยังไม่ครบ
เพราะทั้งหมดนั้นเป็นแค่เตรียมการสำหรับปีหน้า แต่ยังไม่ได้เผื่ออนาคตไปอีก 3-5 ปี
นั่นคือ บริษัทต้องมี product innovation เหมือนที่ทีมฟุตบอล ซื้อนักเตะเยาวชนฝีเท้าดี เอามาปั้นต่อ เพื่อใช้งานในอนาคต
ลองคิดแบบผู้จัดการทีมฟุตบอลดู แล้วคุณจะรู้ว่ามีหนทางเพิ่มกำไรได้อีก
July 22nd, 2008
วันนี้ขอมาแจ้งข่าวสั้นๆ บังเอิญว่าช่วงนี้คอมฯที่บ้านมีปัญหานิดหน่อย จึงยังหาเวลาเขียนเล่าไอเดียธุรกิจเหมือนเคยไม่ได้
ตอนเริ่มเขียนบล็อกใหม่ๆ เห็นคนอื่นเขาทำบล็อกลูก (คือมีบล็อกมากกว่าหนึ่งแห่ง) ผมก็เลยลองทำบ้าง แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด
กลายเป็นซากปรักหักพัง พอๆกับตอม่อโครงการโฮปเวล (น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น Hopeless)
เพราะเอาเข้าจริง แค่ clookclick.com ก็อัพเดทได้กะปริดกะปรอยเหลือเกิน
แต่เหมือนมีตัวช่วย เพราะล่าสุดผมเริ่มปั่นบล็อกลูก ได้อยู่ตัวพอสมควร
วันนี้จึงถือโอกาสมาแนะนำให้รู้จัก
สาเหตุเริ่มจากมีอีเมลเข้ามาถามไถ่ข้อมูล ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาครับ และข้อมูลที่ต้องการก็ออกไปทาง วิชาการพอสมควร
ครั้นจะนำข้อมูลเหล่านั้น มาไว้ในขลุกขลิก ก็ดูจะไม่เข้ากัน
เดี๋ยวจะกลายเป็น กิน “ฮอทลาเต้” กับ “ขนมครก”
ผมจึงทำ doopa.wordpress.com ขึ้นมา เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมความเคลื่อนไหวธุรกิจค้าปลีก
ย้ำครับว่า เป็นที่เก็บข้อมูลและข่าวสาร เท่านั้น มิได้ใส่ใข่หรือเพิ่มน้ำแต่อย่างใด
ภายหลังจากทดลองทำมาได้สักระยะ(6 เดือนแล้ว) และเห็นว่ามีแนวโน้มจะเดินต่อได้ ไม่หนีหน้าคนอ่านไปดื้อๆ ผมจะกล้านำมาเปิดตัวในวันนี้
อยากรู้จักน้องใหม่ ในสังกัดขลิกขลิก ก็เชิญได้เลยครับที่ doopa.wordpress.com
July 14th, 2008

ช่วง 2-3 ปีมานี้ เวลาไปเดินช็อปปิ้งในห้างติดแอร์ เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างไหมครับ?
อย่าตอบว่า ราคาแพงขึ้นนะครับ เพราะคำนี้มันแสลงหูเกินไป!
การแข่งขันที่ดุเดือดเลือดพล่าน ทำให้ผู้ค้าปลีกต้องงัดกลยุทธ์ต่างๆนานาออกมาสู้กัน
ถ้าพูดเฉพาะสินค้า ก็มีสู้ได้ 2 วิธี
คือ ทำให้ราคาต่างจากชาวบ้าน (ต่างในที่นี้ คือถูกกว่านะครับ ถ้าโฆษณาว่าแพงกว่า จะมีลูกค้าไปช็อปหรือ?)
หรือไม่ก็ ทำให้ตัวสินค้าแตกต่างจากร้านอื่น (ต่างในที่นี้ คือคุณภาพดีกว่า ทนกว่า อร่อยกว่า และอีกหลายๆสรรพคุณที่ควรจะดีกว่า)
เรื่องราคา เราเห็นมาเยอะแล้วนะครับ ทั้งลด-แลก-แจก-แถม ซื้อแพกคู่ถูกกว่าซื้อเดี่ยว ถือบัตรสมาชิกได้ราคาถูกกว่า
นั่นเป็นลีลาพื้นๆ เบสิคๆ
แต่เรื่องตัวสินค้านี่ซิ ในบ้านเรายังมีน้อยไป
รู้สึกไหมว่าเวลาไปเดินซื้อของในห้างไหน ก็เห็นมีแต่ยี่ห้อคล้ายๆกัน ต่างกันแค่ตำแหน่งบน shelf และราคาสมาชิก
ความเหมือนของตัวสินค้านี่แหละ เป็นบ่อเกิดของสงครามราคา
อันนี้ทุกห้างรู้ดี และก็พยายามหนีให้พ้น แต่ก็ทำยาก
การทำสินค้ายี่ห้อของตนเอง หรือที่เรียกว่า “เฮ้าสแบรนด์” หรือ “ไพรเวทแบรนด์” ก็เป็นวิธีสร้างความแตกต่างอย่างหนึ่ง
เพียงแต่วิธีนี้ ลูกค้ารู้ไต๋ ว่าได้ของคุณภาพไม่ดีเท่ายี่ห้อดัง
ตลาดบ้านเรา จึงมี “เฮ้าสแบรนด์” อยู่น้อยนิด
สร้างแบรนด์เองยาก กว่าลูกค้าจะเชื่อมั่นก็อีกนาน แล้วมันจะมีวิธีอื่นไหม?
ขอตอบว่า มีครับ!
ก็ใช้แบรนด์ดังนี่แหละ แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องขายที่นี่ที่เดียว
เคยได้ยินคำว่า Only at ไหมครับ?
นี่แหละเทรนด์สุดฮิตของค้าปลีกยุคนี้
กลยุทธ์นี้เป็นความร่วมมือพิเศษของผู้ค้าปลีกกับเจ้าของสินค้าที่เป็นพันธมิตรกัน ภายใต้เงื่อนไขทางธุรกิจที่แฮ้ปปี้ทั้งสองฝ่าย
ในบ้านเรา สินค้า Only at ที่เจอบ่อยๆ มักจะเป็นเครื่องดื่ม และไอศครีม
แต่ที่สหรัฐ เขาก้าวไปอีกขั้น เพราะที่นั่นห้างวอลมาร์ทจับมือกับนักร้องดัง ทำอัลบั้มเพลงเสียเลย
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น หลังจาก Apple เปิด Music Store ซึ่งก็กระทบชิ่งยอดขาย CD ของวอลมาร์ทอย่างมาก
ยักษ์ค้าปลีกจึงแก้เกม ด้วยการจับมือกับนักร้องดัง ทำ CD อัลบั้มใหม่ ที่วางขายเฉพาะในวอลมาร์ทเท่านั้น
จากที่ทดลองทำอัลบั้ม Long Road out of Eden ของ EAGLES ปรากฎว่าทำยอดขายติด Top 3 อัลบัมขายดีเสียนี่
แบบนี้ก็เข้าทางวอลมาร์ทซิครับ
ในฝั่งนักร้องเอง ก็ได้ประโยชน์ครับ การมีวอลมาร์ทก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นอกเหนือจากค่ายเพลง
กลับมาที่บ้านเรา ไอเดียแบบนี้ยังไม่มีให้เห็น
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นจริงไม่ได้ ไอเดียนี้เฮียฮ้อ และอากู๋ต้องระวังให้ดีนะครับ
ลองนึกภาพ แดน-บีม ออกเพลงกับห้างโลตัส, เบิร์ด ธงชัย อัลบั้มใหม่ขายที่บิ๊กซี หรือ ซีดีโฟร์-มด วางขายเฉพาะเซเว่นฯ ซิครับ
June 18th, 2008

ช่วงนี้รัฐบาลหลายๆประเทศ ต่างเจอศึกหนักเหมือนกันเลยครับ
วันไหนไม่มีประท้วง ไม่มีการปิดถนน ถือว่าเป็นข่าวดีมากๆ
แต่ไม่ใช่รัฐบาลที่เจอศึกหนักอยู่ฝ่ายเดียว ประชาชนตาดำๆนี่ซิ เจอศึกหนักกว่า
ไหนจะราคาน้ำมันที่ขึ้นทุกวัน!
ไหนจะราคาอาหารที่เพิ่มไม่หยุด!
วันนี้กำเงินไปจ่ายตลาดเท่าเดิม แต่อาจได้ของไม่ครบเหมือนเดิม
ในบ้านเรา มาตรการ “ธงฟ้า”ที่ใช้มานาน ก็เริ่มเป็นที่ถกเถียงว่ามันดีจริงหรือเปล่า?
ช่วยผู้บริโภคนั่นอาจใช่ แต่ว่าธงฟ้าก็มีส่วนทำให้ตลาดปั่นป่วนเหมือนกัน แบบนี้ผู้ผลิตก็แย่ซิ
ดูท่าว่า “ธงฟ้า” จะถูกพับธง เพราะตอนนี้รัฐบาลกำลังมองหามาตรการใหม่
ต้องมาลุ้นครับว่า “คูปอง” จะเวิร์กหรือไม่?
ระหว่างนี้ ผมมีไอเดียจากอิตาลีมาฝากกัน
ในประเทศที่รวยกว่าเรา การศึกษาดีกว่าเรา เตะฟุตบอลเก่งกว่าเรา(เกี่ยวไหมเนี่ย?) เขามีวิธีช่วยเหลือผู้บริโภคอย่างไร?
แน่นอนครับว่า คงไม่ใช่วิธีลดราคา แจกเงิน หรือแจกคูปองแน่ๆ
สิ่งที่เขาทำ คือพยายามช่วยผู้บริโภคให้รู้ทันร้านค้า
เพราะราคาสินค้าที่ขยับขึ้นลงไหวเหมือนกันราคาหุ้น ทำให้ผู้บริโภคอาจถูกหลอกได้ Department for Agriculture, Food & Forestry ของอิตาลี จึงให้บริการ SMS แจ้งราคาสินค้า
หน่วยงานนี้ จัดทำฐานข้อมูลราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน กว่า 80 ชนิด อาทิ ผัก ผลไม้ เนื้อ ปลา ไข่ นม เป็นต้น ของร้านค้ากว่า 2,200 แห่ง ซึ่งราคาของร้านแต่ละประเภท จะแตกต่างกัน
เช่น ร้านสะดวกซื้อ หรือซูเปอร์มาร์เก็ต ย่อมแพงกว่า ดิสเคาท์สโตร์
เมื่อผู้บริโภคไปช็อปปิ้งและเกิดความไม่แน่ใจว่า สินค้าที่วางอยู่ตรงหน้าขายแพงเกินกำหนดหรือไม่ ก็เพียงแค่พิมพ์ชนิดสินค้าและส่ง SMS ไปที่เบอร์ 47947
จากนั้นก็จะมี SMS ตอบกลับมา ว่าราคาขายส่ง ราคาขายปลีกในแต่ละพื้นที่เป็นเท่าไร?
ถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดว่า แบบนี้ค่ายมือถือก็รวยเลยซิ
ไม่ครับ เพราะนี่เป็นบริการฟรี ที่ออกมาช่วยเหลือประชาชน
เพียงแต่ เกรงว่าคนจะใช้กันเยอะเกิน เขาจึงจำกัดจำนวนครั้ง ไม่ให้เกินวันละ 5 ครั้ง และเดือนหนึ่งก็ถามได้ 30 ครั้งเท่านั้น
“ของฟรีย่อมมีจำกัด”
แต่ถึงอย่างไร ผู้บริโภคก็สามารถเข้าเว็บไซด์ ไปดูข้อมูลได้
ดูย้อนหลัง ดูแนวโน้ม เผื่อจะเลือกช่วงเวลาที่ได้ของถูก
กระทรวงพาณิชย์เมืองไทยสนใจจะนำไปใช้ไหมครับ?
June 16th, 2008
“ชอบทำบุญ”
“ชอบใส่ซองผ้าป่า”
“ถวายสังฆทานบ่อยๆ”
“ปล่อยนก ปล่อยปลา ในวันเกิด”
“เข้าวัดทุกๆวันหยุด”
“ที่คอนโดฯมีหิ้งพระ”
“ที่บ้านมีพระพุทธรูปหลายองค์”
“ในรถแขวนเหรียญหลวงพ่อ”
ถ้าใครไม่ชอบสักอย่าง หรือไม่มีแม้สักรายการตามที่ลิสต์มาข้างต้น ผมก็ต้องขออภัยที่เนื้อหาวันนี้อาจไม่ตรงใจ เพราะเรื่องที่จะเล่า เกี่ยวข้องกับวัดวาอารามและการทำบุญ
หากย้อนไป 12 เดือนที่แล้ว พอจะจำกันได้ไหมครับ ว่า “กระแสที่บูมสุดขีด” ในสังคมไทยคืออะไร?
ถ้าตอบว่า “แดจังกึม” แปลว่านั่ง Time Machine ย้อนไกลไปหน่อย ต้องเข้าเกียร์เดินหน้ามาอีก
กระแสสุดฮิตเมื่อปีที่แล้ว ก็คือ “จตุคามฯ” ครับ!
แม้ตอนนี้จะซาลงไปมากพอสมควร แต่หากเกิดปัญหาหรือวิกฤตในบ้านเมือง ความเชื่อและความศรัทธาแบบนี้ ก็จะได้รับนิยมอีกครั้ง
อย่างเช่นช่วงนี้ เศรษฐกิจกำลังแย่ๆ ข้าวของราคาแพง ในขณะที่การบ้านการเมืองยังมีถกเถียงก่อม๊อบกัน หลายคนเริ่มหมดที่พึ่ง จึงหันหน้าเข้าวัดมากขึ้น
ใช้การทำบุญ เพื่อสงบจิตสงบใจ!
แม้ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ จะจัดทำเครื่องสังฑทานไว้ให้เลือกมากมายหลายราคา แต่ก็ต้องบอกว่ายังไม่ครบเครื่องพอ
นี่จึงทำให้เกิดห้างฯแบบใหม่ ที่เป็น One Stop Shopping สำหรับการทำบุญโดยเฉพาะ
ตามข่าวบอกว่า
“บริษัท สังฆภัณฑ์ จำกัด” เปิดตัวห้างสรรพสินค้าสังฆภัณฑ์แห่งแรก ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 บนพื้นที่เกือบ 2 ไร่ มีพื้นที่ขายราวๆ 2 พันตารางเมตร
ก็ใหญ่พอๆกับซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดมาตรฐาน
ในนี้จะมีทั้งเครื่องบวช เครื่องกฐิน เครื่องผ้าป่า เครื่องไทยธรรม สังฆทานชุด พวงหรีด วัตถุมงคล ของขวัญ ของชำร่วย ….
โอ้ย! เยอะครับ รวมแล้วนับแสนชิ้น
และในเมื่อเป็นห้างฯขายอุปกรณ์ทำบุญ ลูกค้าคงไม่ไช่ฆราวาสอย่างเดียว ต้องมีพระสงฆ์มาใช้บริการด้วยแน่ๆ ทางห้างฯจึงจัดทำห้องรับรองพระสงฆ์ ที่มีขนาดใหญ่เพียงพอ
บริการอีกอย่างที่ทำให้ห้างฯนี้แตกต่างจากร้านขายทั่วไป คือการให้คำแนะนำ เพราะเป็นที่รู้กันอยู่นะครับว่า เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่แม้จะชอบทำบุญแต่ก็ยังไม่เข้าใจในแต่ละพิธี ว่าต้องใช้อะไรบ้าง?
บางทีกลัวทำผิด ทำถูก เลยพาลให้ไม่เข้าวัดเสียอย่างนั้น
หากห้างขายสินค้าเฉพาะอย่าง หรือ Specialty Store แห่งนี้ประสบความสำเร็จ และขยายสาขาเพิ่ม เหมือนที่บริษัทเขาตั้งใจไว้ว่าจะเปิดให้ครบ 4 มุมเมือง
ต่อไปในช่วงวันหยุด พ่อแม่อาจพาลูกๆไปเดินห้าง เพื่อเตรียมของไปไหว้พระ
เข้าวัดทำบุญในวันหยุด เพื่อสงบจิตสงบใจ
แต่ถ้าได้เลขท้าย 3 ตัวด้วยก็จะดี (อิอิ ไม่ได้ทำบุญหวังผลนะครับ แต่หวังเลขท้าย)
:ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม 2551
May 26th, 2008
Next Posts
Previous Posts