อยู่เฉยไม่ได้แล้วครับ เพราะรายรับไม่ขยับเพิ่มเท่าที่ควร
อุตสาห์เปลี่ยนโฉมร้านใหม่ ชูจุดขาย ‘ทำกันให้เห็นจะๆ’ ก็ยังไม่ดีอย่างที่คาด
แบบนี้มันต้องฉีกแนว
และถ้าแนวเดียวเอาไม่อยู่ ก็ต้องฉีกหลายๆแนว
ว่าแล้ว เบอเกอร์คิง ก็ปฏิวัติวงการฟาสต์ฟูดส์ ด้วยการเสิร์ฟเบียร์เสียเลย
เหตุผลกลไลที่เพิ่มเมนูเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีฟอง ก็ไม่มีอะไรมากครับ เป็นเพราะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในอเมริกา ยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้นอย่างที่ทั่นประธานาธิบดีคาดเอาไว้
ตอนนี้บรรดาร้านอาหารกว่าครึ่ง ยอดขายก็ยังลดลงจากปีก่อนต่อเนื่องมาแล้วหลายเดือน
สงสัยว่าเบอเกอร์คิงจะได้ตัวอย่างจากสตาร์บัคส์ ที่ล่าสุดได้ทดลองเปิดร้านรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่มีกลิ่นไอของร้านกาแฟสัญลักษณ์สีเขียวแม้แต่น้อย
เนื่องจากเป็นร้านทดลอง ที่ต้องการฉีกออกจากกรอบเดิมๆ จึงไม่แปลกที่ ‘ร้าน15th อเวนิว คอฟฟีแอนด์ที‘ จะเสิร์ฟไวน์และเบียร์
แต่ของแบบนี้ก็ใช่ว่าจะสุ่มสี่สุ่มห้าทำนะครับ มันต้องมีที่มาที่ไป ไม่อย่างนั้นก็ขายไม่ได้ จริงไหมครับ?
สินค้าตัวใหม่นี้จะมีวางขายเฉพาะในร้าน Whopper Bar ซึ่งเป็นร้านเบอเกอร์เวอชั่นใหม่ล่าสุดของเบอเกอร์คิง ที่ขายแฮมเบอร์เกอร์คู่กับท็อปปิ้งหลากหลายแบบ
และเป็นร้านที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น!!!
โดยเตรียมประเดิมร้านแรกที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา และอาจจะขยายต่อไปตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อย่างเช่น นิวยอร์ก ลอสแองเจลีส และลาสเวกัส
ไอเดียเพิ่มสินค้าตัวนี้ น่าลองครับ เพราะหากตั้งโจทย์เริ่มต้นที่ ‘ลูกค้า’ จับจุดได้ว่าเวลาลูกค้ามาเที่ยว ก็ต้องกิน ต้องดื่ม แบบนี้โอกาสสำเร็จก็พอมีให้เห็น
อีกอย่างหนึ่ง ร้านอาหารที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงก็มีเครื่องดื่มมึนเมา เอาไว้เสิร์ฟกันหลายร้าน
ช่วงวิกฤตแบบนี้แหละครับ ที่เราจะได้เห็นกึ๋นในการแก้เกม
เผลอๆอาจได้เห็นสิ่งที่คาดไม่ถึง
เพราะว่าการค้าขายมันไม่มีสูตรสำเร็จ และไม่ง่ายเหมือนผลิตเครื่อง GT 200 สแกนหาระเบิด
เมื่อคืนวันเสาร์กว่าที่ลิเวอร์พูลจะเอาตัวรอด ออกมาจากสนามของสโต๊คซิตี้ได้ เล่นเอาลุ้นแทบตาย ไม่มีใครคิดหรอกครับว่า ฟุตบอลระหว่างทีม(เคย)ใหญ่จะเล่นได้สีสูกับทีมระดับกลางๆค่อนไประดับล่าง การได้เพียงหนึ่งคะแนนจึงเป็นเรื่องน่าผิดหวัง
ทีมช่างปั้นหม้อ(อันนี้เป็นชื่อเล่นของสโต๊คซิตี้ครับ) รู้จุดอ่อนของลิเวอร์พูลดี จึงโจมตีตรงนั้นแบบเน้นๆตลอดทั้งเกม
หงส์แดงเป็นทีมที่ไม่ชอบใช้หัวเล่นฟุตบอล
หมายถึง เอาหัวโหม่ง นะครับ!
ทุกครั้งที่ได้บอล นักเตะสโต๊คซิตี้จะบอมบ์ลูกโด่งไปข้างหน้า
กองกลางตัวเตี้ยๆของหงส์แดง อย่าง ‘มาสเคราโน่’ และ ‘ลูคัส เลว่า’ ได้แต่ชะเง้อมองบอลข้ามหัวไปมา จนเมื่อยคอ
หนำซ้ำสโต๊คซิตี้ยังงัดสูตรเด็ด ด้วยการใช้มือเล่นฟุตบอลแบบไม่ผิดกติกา
ผมว่า นี่เป็นฟุตบอลอีกหนึ่งนัด ที่มีการใช้มือมากที่สุดแน่ๆ เพราะลูกทุ่มในเขตลิเวอร์พูลเกือบทุกลูก สามารถทุ่มไกลเข้าไปในเขตประตูได้เลย
หาก ‘ดีแลบ’ นักเตะจอมทุ่มไกล ไม่บาดเจ็บจนต้องเปลี่ยนออก ผมว่าหงส์แดงได้แพ้แน่ๆ
ก็จะสู้ยังไงไหว ในเมื่อลิเวอร์พูลเล่นฟุตบอลอย่างเดียว
แต่สโต๊คซิตี้ เล่นทั้งฟุตบอล แฮนด์บอล และเฮดบอล พร้อมๆกัน
เห็นรูปแบบการเล่นของสโต๊ค ผมมั่นใจว่าอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีกได้แน่ๆ แต่หงส์แดงนี่ซิ ยังหาจุดเปลี่ยนเกมไม่เจอ
แม้นักเตะจะออกมาปกป้องผู้จัดการทีม (ก็แหงสิครับ พวกนี้ผู้จัดการทีมคนนี้เป็นคนดึงมาร่วมทีมทั้งนั้น)
แต่เบนิเตส ผู้จัดการทีมหงส์แดง ก็ปัดความรับผิดชอบไม่ได้ มีอย่างที่ไหนทุ่มเงินไป 20 ล้านปอนด์ แต่กลับได้นักเตะมานั่งเป็นตัวสำรองในบางนัดเท่านั้น อันนี้ต้องโทษทีมแพทย์ด้วยครับ ที่วิเคราะห์สถานการณ์ผิดพลาดอย่างแรง จากเดิมที่คาดว่าจะพักแค่ 2 เดือน
หากเทียบเป็นร้านค้าปลีก ก็เหมือนทีมจัดซื้อ ที่อ่านเกมตลาดผิด คิดว่าสินค้าตัวใหม่จะทำยอดขายได้ดี
แต่เอาเข้าจริง กลับแป๊ก! เสียนี่
ส่วนนักเตะตัวหลัก ดั้นทะลึ่งมาเจ็บพร้อมกันอีก
ทีมหงส์แดงตอนนี้ ก็เลยเหมือนร้านค้า ที่สินค้าสั่งซื้อมาใหม่ไม่โดนใจลูกค้า ส่วนสินค้าตัวหลักที่ทำเงินแน่ๆ เกิดเอ็กซิเดนท์เครื่องจักรเสีย ผลิตไม่ทัน
เหลือทางเดียวครับ “มีแค่ไหน ใช้แค่นั้น”
เบนิเตสต้องหาทางกระตุ้นนักเตะ ให้ขยันและทุ่มเทกว่านี้ ไล่บี้-บด-กดดันคู่แข่ง ทุกจังหวะ
ร้านค้าก็เหมือนกันครับ หากสถานการณ์เป็นอย่างลิเวอร์พูล ก็ต้อง ‘ฮาร์ดเซล’ กว่าเดิม กระตุ้นตลาดทุกรูปแบบ และลุยกิจกรรมเชิงรุก ทั้งออกงานแฟร์ ไปตามอีเว้นท์ หรือแม้แต่ลุยถึงหน้าบ้านลูกค้า อย่างเช่น ขายอุปกรณ์ตัดสัญญาณไฟอัตโนมัติ สามารถเอารถวิ่งออกไปให้บริการตรวจเช็คไฟฟรี
แคมเปญ ลด-แลก-แจก-แถม หากไม่เคยใช้ ก็ต้องลองคิด ลองทำดู
หรือแม้แต่มุข ‘ตอดเล็ก ตอดน้อย’ ที่เด็กร้านเซเว่นฯชอบใช้ “รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มไหมค่ะ” ก็ไม่ควรมองข้ามครับ!
เพื่อนๆออกไอเดีย