Archive for the Category »retail tactic «


ตอนนี้ฟุตบอลอาชีพในบ้านเรากำลังมาแรง คนดูเริ่มหันมาสนใจ พร้อมๆกับสปอนเซอร์ในเมืองไทยก็เอาด้วยเหมือนกัน หลายทีมได้รับเงินอุดหนุนเป็นสิบล้าน

ไม่รู้ว่าที่ต่อยกันในสนามศุภฯเมื่ออาทิตย์ก่อน จะเป็นหนึ่งในแผนประชาสัมพันธ์หรือเปล่า
แต่กลัวจะกลายเป็น ประชาสัม ‘พัง’ มากกว่า เพราะแฟนบอลหลายทีมเริ่มชักแหยง เวลาเจอทีมการท่าเรือฯ

ที่น่าห่วงไม่แพ้เรื่องแฟนบอลตีกัน คงจะเป็นเรื่องที่นักการเมืองเข้ามายุ่ง
เป็นที่รู้กันว่า นักการเมืองเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ
พิเศษในที่นี้ไม่ได้แปลว่า ดีหรือเก่ง นะครับ
เอาเป็นว่า ไม่เหมือนคนธรรมดาสามัญที่หาเช้ากินค่ำ เสียภาษีและทำหน้าที่ตามกฎหมายทุกข้อ
ดังนั้นเวลามีคนกลุ่มนี้เข้ามายุ่ง เรื่องบางเรื่องก็กลายเป็นเรื่องได้
(”อ้าว แล้วมันเรื่องอะไรหละ”)
ก็ได้แต่ลุ้นว่า อย่ามาทำให้วงการฟุตบอลอาชีพไทย ที่เริ่มจะตั้งไข่ได้ เสียศูนย์ก็แล้วกัน

ผมได้แต่ติดตามดูว่า ในช่วงกระแสนิยมบอลไทยอย่างนี้ มีบริษัทไหนฉวยโอกาสได้ดีกว่ากัน
การเป็นสปอนเซอร์ คงเป็นแคมเปญการตลาดแบบธรรมดาของสินค้าแบรนด์ดัง อาทิ
จ่ายเป็นหลักล้าน แลกกับ โลโก้สินค้าบนอกเสื้อ
ใจป้ำขึ้นมาหน่อย ก็จ่ายเงินก้อนใหญ่ เพื่อใช้ยี่ห้อสินค้าเป็นชื่อทีม ดังนั้นอย่าได้แปลกใจหากบางทีม จะมีชื่อใหม่ทุกปี
ที่เท่ขึ้นมาอีกนิด ก็คือ เอายี่ห้อสินค้า มาตั้งเป็นชื่อสนาม
เผลอๆ อาจมีชื่อถนน ชื่อสนามซ้อม หรือ ฝั่งสแตนด์ที่นั่ง เป็นชื่อรุ่นสินค้าต่างๆก็ได้ ไอเดียแบบนี้ไม่มีการันตีว่าจะไม่เกิด

แต่ที่ฉวยโอกาสได้นิ่มๆ ต้องยกให้ ‘เคาน์เตอร์เซอร์วิส’ เจ้าเดียวกับที่รับจ่ายค่าน้ำค่าไฟนั่นแหละครับ
อาศัยจังหวะที่คู่แข่งมะรุมมะตุ้น ทั้ง Pay at post ของไปรษณีย์ฯ, เจมาร์ทเพย์พ้อยท์ ในร้านแฟมิลี่มาร์ท และใหม่ล่าสุดคือ บิลเพย์เมนท์ของเทสโก้โลตัส ที่อัดโปรโมชั่น ลดค่าธรรมเนียม

คู่แข่งชวนทะเลาะด้วย ค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า แต่เจ้าตลาดไม่เล่นด้วย
หันไปแก้เกมด้วยการเพิ่มจุดบริการ และเพิ่มบริการใหม่ๆแทน
หนึ่งในนั้น คือการจับมือกับสโมสรฟุตบอลในไทยลีค ขายตั๋วเข้าชม
งานนี้วินวินทั้งสองฝ่าย เคาน์เตอร์เซอร์วิสได้ค่าต๋งนิ่มๆ ส่วนสโมสรก็ประหยัดค่าจ้างพนักงานมานั่งขาย
แม้จะมีเพียง 2 ทีม คือชลบุรี เอฟซี และศรีสะเกษ ที่ขายตั๋วแบบนี้ แต่คิดว่าอีกไม่นานทีมอื่นๆก็เอาด้วย
นี่เป็นตลาดเกิดใหม่ ที่รอวันขยายตัว

ภาพจาก สยามกีฬา

อยู่เฉยไม่ได้แล้วครับ เพราะรายรับไม่ขยับเพิ่มเท่าที่ควร
อุตสาห์เปลี่ยนโฉมร้านใหม่ ชูจุดขาย ‘ทำกันให้เห็นจะๆ’ ก็ยังไม่ดีอย่างที่คาด

แบบนี้มันต้องฉีกแนว
และถ้าแนวเดียวเอาไม่อยู่ ก็ต้องฉีกหลายๆแนว
ว่าแล้ว เบอเกอร์คิง ก็ปฏิวัติวงการฟาสต์ฟูดส์ ด้วยการเสิร์ฟเบียร์เสียเลย

เหตุผลกลไลที่เพิ่มเมนูเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีฟอง ก็ไม่มีอะไรมากครับ เป็นเพราะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในอเมริกา ยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้นอย่างที่ทั่นประธานาธิบดีคาดเอาไว้
ตอนนี้บรรดาร้านอาหารกว่าครึ่ง ยอดขายก็ยังลดลงจากปีก่อนต่อเนื่องมาแล้วหลายเดือน

สงสัยว่าเบอเกอร์คิงจะได้ตัวอย่างจากสตาร์บัคส์ ที่ล่าสุดได้ทดลองเปิดร้านรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่มีกลิ่นไอของร้านกาแฟสัญลักษณ์สีเขียวแม้แต่น้อย
เนื่องจากเป็นร้านทดลอง ที่ต้องการฉีกออกจากกรอบเดิมๆ จึงไม่แปลกที่ ‘ร้าน15th อเวนิว คอฟฟีแอนด์ที‘ จะเสิร์ฟไวน์และเบียร์

แต่ของแบบนี้ก็ใช่ว่าจะสุ่มสี่สุ่มห้าทำนะครับ มันต้องมีที่มาที่ไป ไม่อย่างนั้นก็ขายไม่ได้ จริงไหมครับ?
สินค้าตัวใหม่นี้จะมีวางขายเฉพาะในร้าน Whopper Bar ซึ่งเป็นร้านเบอเกอร์เวอชั่นใหม่ล่าสุดของเบอเกอร์คิง ที่ขายแฮมเบอร์เกอร์คู่กับท็อปปิ้งหลากหลายแบบ
และเป็นร้านที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น!!!
โดยเตรียมประเดิมร้านแรกที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา และอาจจะขยายต่อไปตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อย่างเช่น นิวยอร์ก ลอสแองเจลีส และลาสเวกัส

ไอเดียเพิ่มสินค้าตัวนี้ น่าลองครับ เพราะหากตั้งโจทย์เริ่มต้นที่ ‘ลูกค้า’ จับจุดได้ว่าเวลาลูกค้ามาเที่ยว ก็ต้องกิน ต้องดื่ม แบบนี้โอกาสสำเร็จก็พอมีให้เห็น
อีกอย่างหนึ่ง ร้านอาหารที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงก็มีเครื่องดื่มมึนเมา เอาไว้เสิร์ฟกันหลายร้าน

ช่วงวิกฤตแบบนี้แหละครับ ที่เราจะได้เห็นกึ๋นในการแก้เกม
เผลอๆอาจได้เห็นสิ่งที่คาดไม่ถึง
เพราะว่าการค้าขายมันไม่มีสูตรสำเร็จ และไม่ง่ายเหมือนผลิตเครื่อง GT 200 สแกนหาระเบิด