
จบไปเรียบร้อยแล้วครับ!
ไม่ใช่คดียึดทรัพย์นะ แต่เป็นแคมเปญแสตมป์ของเซเว่นฯ เห็นหลายคนสะสมจนหยดสุดท้าย
ปีนี้ไม่รู้ว่า แฟนคลับเพิ่มขึ้นหรือบริษัทประมาณการณ์ผิด
เพราะมีคนแห่จองของพรีเมี่ยมเยอะเหลือเกิน จองวันนี้ต้องรอไปอีกเป็นเดือน
กลายเป็น ออร์เดอร์วันนี้ รอเด้อ! อีกหนึ่งเดือน
ผมเลยต้องปรับแผน แทนที่จะแลกของ ก็ใช้เป็นเงินซื้อสินค้าซะเลย
ช่วงที่จัดโปรฯนี้ มีใครได้ข่าวแปลกๆเหมือนผมไหม? ที่ว่าร้านบางแห่ง ก็รับแสตมป์เซเว่นฯเหมือนกัน
หากตังค์ไม่พอ ก็ใช้แสตมป์เงินแสตมป์ทอง จ่ายแทนได้
‘เป็นโปรโมชั่นข้ามร้าน’ ที่ไม่มีการเตี๊ยมกันมาก่อน
เออ… ที่เป็นแบบนี้ได้ เพราะเจ้าของร้านต้องการสะสมไว้แลกของพรีเมี่ยมเหมือนกันครับ
งานนี้น่าจะแฮ้ปปี้ทั้งสองฝ่าย เซเว่นฯก็ได้ เจ้าของร้านอื่นๆก็ได้
แต่โปรโมชั่นข้ามร้านเหมือนกัน แต่ไม่น่าจะทำให้สองฝ่ายแฮ้ปปี้ มันมีตัวอย่างให้เห็นที่เมืองจีนครับ
นี่เป็นกลยุทธ์ของผู้ตาม เมื่อ McDonald’s เปิดเกมสู้ KFC ด้วยการเปิดรับคูปองของร้านคู่แข่ง
งงไหมครับ?
คืองี้…ในตลาดเมืองจีนนี่ KFC ถือว่าเป็นเจ้าตลาด และประสบความสำเร็จมากกว่า มีสาขากว่า 3,400 แห่ง ในขณะที่ Mc มีสาขาเพียง 1,135 สาขาเท่านั้น ต่างกันกว่าหนึ่งช่วงตัว
งานหนักจึงตกอยู่ที่ Mc ว่าจะไล่กวดอย่างไร
การเปิดสาขาเพิ่มขึ้น ก็เป็นวิธีการหนึ่ง
แต่ที่สำคัญต้องแย่งลูกค้าเข้าร้านให้ได้เยอะๆ
และแล้ว Mc ก็คิดแคมเปญที่สร้างความตะลึงให้วงการค้าปลีก คือ ลูกค้าสามารถนำคูปองส่วนลดของร้านคู่แข่ง มาใช้เป็นส่วนลดในร้าน Mc ได้
โดยลูกค้าสามารถนำคูปองส่วนลด ปีกไก่ทอด ของร้าน KFC หรือไม่ก็คู่แข่งรายอื่นๆ อาทิ Burger King, Dicos และ Wallace มาซื้อ McWing ในราคาพิเศษสุดๆ
ทำแบบนี้ ไม่รู้จะไปยั่วต่อมโมโหของคู่แข่งหรือเปล่า
แต่ดูเหมือน KFC จะไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้มากนัก เพราะเขามองว่า ที่ได้รับความนิยมเป็นเพราะรสชาติอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะต่างหาก
ว่าแล้ว ก็เตรียมเดินหน้าคิดค้นเมนูใหม่ๆต่อไป

ตอนนี้ฟุตบอลอาชีพในบ้านเรากำลังมาแรง คนดูเริ่มหันมาสนใจ พร้อมๆกับสปอนเซอร์ในเมืองไทยก็เอาด้วยเหมือนกัน หลายทีมได้รับเงินอุดหนุนเป็นสิบล้าน
ไม่รู้ว่าที่ต่อยกันในสนามศุภฯเมื่ออาทิตย์ก่อน จะเป็นหนึ่งในแผนประชาสัมพันธ์หรือเปล่า
แต่กลัวจะกลายเป็น ประชาสัม ‘พัง’ มากกว่า เพราะแฟนบอลหลายทีมเริ่มชักแหยง เวลาเจอทีมการท่าเรือฯ
ที่น่าห่วงไม่แพ้เรื่องแฟนบอลตีกัน คงจะเป็นเรื่องที่นักการเมืองเข้ามายุ่ง
เป็นที่รู้กันว่า นักการเมืองเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ
พิเศษในที่นี้ไม่ได้แปลว่า ดีหรือเก่ง นะครับ
เอาเป็นว่า ไม่เหมือนคนธรรมดาสามัญที่หาเช้ากินค่ำ เสียภาษีและทำหน้าที่ตามกฎหมายทุกข้อ
ดังนั้นเวลามีคนกลุ่มนี้เข้ามายุ่ง เรื่องบางเรื่องก็กลายเป็นเรื่องได้
(”อ้าว แล้วมันเรื่องอะไรหละ”)
ก็ได้แต่ลุ้นว่า อย่ามาทำให้วงการฟุตบอลอาชีพไทย ที่เริ่มจะตั้งไข่ได้ เสียศูนย์ก็แล้วกัน
ผมได้แต่ติดตามดูว่า ในช่วงกระแสนิยมบอลไทยอย่างนี้ มีบริษัทไหนฉวยโอกาสได้ดีกว่ากัน
การเป็นสปอนเซอร์ คงเป็นแคมเปญการตลาดแบบธรรมดาของสินค้าแบรนด์ดัง อาทิ
จ่ายเป็นหลักล้าน แลกกับ โลโก้สินค้าบนอกเสื้อ
ใจป้ำขึ้นมาหน่อย ก็จ่ายเงินก้อนใหญ่ เพื่อใช้ยี่ห้อสินค้าเป็นชื่อทีม ดังนั้นอย่าได้แปลกใจหากบางทีม จะมีชื่อใหม่ทุกปี
ที่เท่ขึ้นมาอีกนิด ก็คือ เอายี่ห้อสินค้า มาตั้งเป็นชื่อสนาม
เผลอๆ อาจมีชื่อถนน ชื่อสนามซ้อม หรือ ฝั่งสแตนด์ที่นั่ง เป็นชื่อรุ่นสินค้าต่างๆก็ได้ ไอเดียแบบนี้ไม่มีการันตีว่าจะไม่เกิด
แต่ที่ฉวยโอกาสได้นิ่มๆ ต้องยกให้ ‘เคาน์เตอร์เซอร์วิส’ เจ้าเดียวกับที่รับจ่ายค่าน้ำค่าไฟนั่นแหละครับ
อาศัยจังหวะที่คู่แข่งมะรุมมะตุ้น ทั้ง Pay at post ของไปรษณีย์ฯ, เจมาร์ทเพย์พ้อยท์ ในร้านแฟมิลี่มาร์ท และใหม่ล่าสุดคือ บิลเพย์เมนท์ของเทสโก้โลตัส ที่อัดโปรโมชั่น ลดค่าธรรมเนียม
คู่แข่งชวนทะเลาะด้วย ค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า แต่เจ้าตลาดไม่เล่นด้วย
หันไปแก้เกมด้วยการเพิ่มจุดบริการ และเพิ่มบริการใหม่ๆแทน
หนึ่งในนั้น คือการจับมือกับสโมสรฟุตบอลในไทยลีค ขายตั๋วเข้าชม
งานนี้วินวินทั้งสองฝ่าย เคาน์เตอร์เซอร์วิสได้ค่าต๋งนิ่มๆ ส่วนสโมสรก็ประหยัดค่าจ้างพนักงานมานั่งขาย
แม้จะมีเพียง 2 ทีม คือชลบุรี เอฟซี และศรีสะเกษ ที่ขายตั๋วแบบนี้ แต่คิดว่าอีกไม่นานทีมอื่นๆก็เอาด้วย
นี่เป็นตลาดเกิดใหม่ ที่รอวันขยายตัว
ภาพจาก สยามกีฬา
เพื่อนๆออกไอเดีย