Archive for the Category »New media marketing «

หลังจากเฝ้ารอ corporate blog ของเมืองไทยเสียนาน แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ผมก็เลยขอนำ corporate blog ของต่างประเทศมาฝากกันก่อน
ส่วน “บล็อกบริษัท” ในเมืองไทย(ซึ่งเท่าเห็นๆก็มี เซ็นทรัล กับ เคทีซี)นั้น ได้เริ่มขยับแข้งขยับขา ออกสเต็บนิดๆหน่อยๆ แต่ดูเหมือนยังไม่ลงตัว
เอาเป็นว่า รอติดตามกันต่อไป หากมีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมจะะนำอัพเดทให้รู้กัน

ในต่างประเทศ corporate blog ก็มีให้เห็นพอสมควร
แต่ถ้านับเป็นจำนวนก็อาจจะยังไม่มากนัก จาก Top 500 บริษัท ตามการจัดอันดับของ Fortune ปรากฏว่ามีเพียง 60 บริษัทหรือราวๆ 12% เท่านั้นที่มี blog

แต่ผมเชื่อว่านี่เป็นช่วงเริ่มต้น อีกไม่นานคงมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่านี้แน่นอน อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่า blog จะเหมาะกับทุกธุรกิจ

มีบางธุรกิจจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมี corporate blog หรือใช้ blog ให้เกิดประโยชน์ ในขณะที่บางธุรกิจไม่ควรมี blog ส่วนบางธุรกิจอาจจะทำเป็น CEO blog น่าจะเหมาะกว่า

ธุรกิจไหนควรมี corporate blog! ธุรกิจไหนควรทำเป็น CEO blog! และธุรกิจไหนยังไม่ควรทำ blog! ไว้ผมจะทะยอยนำ “กรณีตัวอย่าง” มาเล่าสู่กันอ่าน

วันนี้ขอนำ corporate blog ของต่างประเทศ มาฝากเป็นชิ้นที่สอง ชิ้นแรกคือ สตาร์บัค ซึ่งผมได้เขียนรีวิวไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่ค่อยได้ลงลึกเท่าไร รับรองเดี๋ยวมีภาค 2 แน่นอนครับ

บล็อกวันนี้อยู่ในธุรกิจค้าปลีกเหมือนเดิมครับ บล็อกที่ว่าเป็นของ Walmart ยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งของโลกในตอนนี้
Walmart มีช่องทางสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตหลายชื่อด้วยกันครับ
อาทิ Walmart.com, Walmartstores.com, Helpaguybuy.com, Helpachickpick.com
ส่วนบล็อก ใช้ชื่อว่า Checkoutblog.com

บล็อกนี้ถือว่าค่อนข้างใหม่ หากเทียบกับ corporate blog อื่นๆ เพราะเปิดตัวได้เพียง 9 เดือนเท่านั้น
ในด้านคอนเท็นท์ ก็เป็นที่แน่นอนครับว่า วอลมาร์ทให้น้ำหนักกับสินค้าอุปโภคและไอทีเป็นส่วนใหญ่ เห็นได้จากการแยก categories Gadgets, Gaming, Lawn&Garden และ Movies ออกมาต่างหาก

โดยภารกิจนี้มี Blogger ผู้รับผิดชอบทั้งหมด 9 คน แบ่งหน้าที่ตามถนัด เพื่อเขียนและตอบข้อซักถาม ซึ่ง Blogger เกือบทั้งหมดก็ทำงานด้านจัดซื้อหรือด้านการตลาด อยู่กับวอลมาร์ทมานาน ชนิดรู้ที่มาที่ไปดีพอสมควร

ดูจากเนื้อหาที่เขียน ต้องบอกว่าอยู่ในแนวทางที่ดีทีเดียว คือไม่ใช่โฆษณาขายของหรือโปรโมตสินค้าใหม่ เพราะถ้าทำแบบนั้นมันก็ผิดคอนเซ็ปต์บล็อก และรับรองว่า ไม่มีใครเข้ามาอ่านแน่ๆ (มีเพียง Movies ที่ออกไปในแนวชวนซื้อ ซึ่งก็แน่นอนว่า มีคนเข้ามา comment น้อยมาก)

การเล่าที่มาที่ไปและแนวคิดของการออกแคมเปญ การปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ น่าจะทำให้ลูกค้าเข้าใจถึงความหวังดีของบริษัท
การเขียนถึงความพยายามและความสำเร็จที่ไปดีลกับผู้ผลิตจนทำให้ได้สินค้าเร็ว ในราคาถูก ก็น่าจะมีผลทำให้ลูกค้าอยากเข้าร้านมากขึ้น

ที่ผมชอบ คือ การเอาไอเดียมาเทสต์ว่า สิ่งไหนลูกค้าชอบมากกว่ากัน แม้มันจะไม่ถูกต้อง 100% หรือน่าเชื่อถือเท่ากับการทำวิจัยตลาด แต่การสอบถามความคิดเห็นด้วยต้นทุนต่ำและใช้เวลาเพียงน้อยนิด ก็น่าจะนำมาใช้ได้ในระดับหนึ่ง

สไตล์การเขียนของแต่ละคน ที่บอกว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มีทั้งชมและมีทั้งติ ทำให้ corporate blog ของวอลมาร์ท ยังคงความเป็น personality (ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของบล็อก) ได้เป็นอย่างดี

สรุปแล้ว corporate blog ของวอลมาร์ท ทำได้น่าสนใจทีเดียว
แต่นี่แค่เริ่มต้น ต้องดูกันยาวๆ ครับ

ช่วงนี้กระแส web 2.0 เป็นที่กล่าวถึงอย่างมากเลยนะครับ จากแต่ก่อนที่รู้ๆกันอยู่ในวงคนเล่นบล็อก เล่นสเปซเท่านั้น
แต่วันนี้ นักการตลาดและผู้สื่อข่าว นำเรื่องราวไปเผยแพร่กันมากขึ้น
ชาวบ้านชาวช่องที่ดูโทรทัศน์อาจมีงงกันบ้างว่า “ไอ้ 2.0 นี้ มันคืออะไร? และต่างอะไรกับ 1.0?”

ที่เขียนมานี้ ไม่ได้จะอธิบายหรือขยายความ web 2.0 หรอกครับ
แต่จะมาอัพเดทกลยุทธ์ของร้านกาแฟสตาร์บัค
(อีกแล้วครับท่าน หลายคนอาจเริ่มเบื่อ เพราะผมเขียนถึงร้านกาแฟนี้บ่อยมาก ทนๆอ่านกันหน่อยนะครับ)

เมื่อพูดถึงการทำธุรกิจ หลายท่านคงจำได้ว่าผมเคยเสนอคาถา “ลูกค้าต้องมาก่อน” จะเดี๋ยวนี้หรือเดี๋ยวใหนก็ตาม
แต่ถ้าใครอุตริปล่อยให้ “ลูกค้ามาก่อน ก็รอไปก่อน” เพราะพนักงานมาสาย แบบนี้ก็เตรียมม้วนเสื่อได้เลยครับ

ลูกค้าสำคัญขนาดนี้ ทุกธุรกิจจึงพยายามหาวิธี รู้ให้ได้ว่า “ลูกค้าต้องการอะไร”
การวิจัยตลาด การสำรวจความคิดเห็น การทำ focus group เป็นวิธีเต้ยๆ ที่นักการตลาดใช้กันมานานนม

แต่ช้าก่อน!
หากท่านเล่นบล็อก เล่นสเปซ ท่านจะพบทางเลือกใหม่
เพราะในเมื่อลูกค้าสมัยใหม่ ใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์เกือบทั้งวัน และก็มี Social networking เกิดขึ้นมากมาย

ด้วยเหตุนี้แหละ สตาร์บัคจึงทำสเปซให้ลูกค้าที่หลงไหลในรสกาแฟได้ร่วมเสนอไอเดีย ใน Mystarbucksidea.com ซึ่งก็น่าจะเป็นแฟนพันธ์แท้ ของสตาร์บัค

เหมือนเป็นการลงทะเบียนแจ้งจำนวน ว่ามีลูกค้าหลัก มากน้อยแค่ไหน
จุดนี้สตาร์บัคได้ไปเต็มๆ พร้อมรายชื่อและอีเมล ที่ใช้ทำธุรกิจในวันข้างหน้าได้อีก

ถึงตรงนี้ หลายคนอาจกังวลว่า “ถ้ามีลูกค้าร่วมเสนอไอเดียเป็นจำนวนมากๆหล่ะ” ทางร้านจะจัดการกับไอเดียต่างๆ อย่างไร?
เพราะถ้าลูกค้าเสนอแล้วเงียบ มันก็ไม่เป็นผลดีเท่าไร

ไม่ยากครับ!
เขาหาทางออกด้วยการใช้ระบบโหวต
ถ้าไอเดียไหนเจ๋งจริง ก็จะมีคนโหวตเยอะ

นี่เป็นการลงประชามติ ว่าอย่างไหนลูกค้าต้องการมากกว่ากัน

นอกจากนี้ยังการรายงานความคืบหน้าด้วย
เพราะในส่วน Ideas in Action จะบอกว่า สตาร์บัคทำอะไรไปบ้างแล้วกับไอเดียที่เสนอมา
และเป็นที่แน่นอนครับว่า ไอเดียที่ได้คะแนนโหวตสูงๆ กำลังอยู่ในขั้นตอน Under review หรือไม่ก็ Coming soon

การเปิดให้ลูกค้ามีส่วนร่วมแบบนี้นี่แหละ ที่ผมขอเรียกว่า Strarbucks 2.0

แทนที่จะปล่อยให้ลูกค้าเซ็งแล้วเดินหนีไปซื้อสินค้าของคู่แข่ง
ก็แปลง “เสียงบ่น” เป็น “สินค้าและบริการใหม่” เสียเลย

แหล่งข้อมูล
https://www.starbucks.com/mystarbucksidea/browse.aspx