Archive for the Category »New media marketing «


‘อยู่บ้านมากขึ้น ไม่ค่อยออกไปช้อปปิ้ง’
‘รองานแฟร์ รอของลดราคา’
‘มีตำหนินิดหน่อยก็เอา ถ้าราคาถูกจริง’

พฤติกรรมแบบนี้แหละ ที่ทำให้ผู้ค้าขายเหนื่อยไปตามๆกัน
“ทำอย่างไร ลูกค้าจึงจะมาเขาร้านเรา?”
คำถามนี้ นับวันยิ่งหาคำตอบยากขึ้นเรื่อยๆ

กระบวนท่าพื้นๆที่ใช้กัน อาทิ โฆษณาทางทีวี ติดคัทเอาท์ใหญ่ๆว่าลดกระหน่ำ หรือแจกใบปลิวถึงประตูบ้าน
นับวันก็ได้ผลน้อยลง
งั้นลองใช้วิธีนี้ดู เผื่อว่า ‘เกลือตัวแม่’ จะเปลี่ยนใจ

ก็เอาของฟรีมาล่อยังไงละครับ!!! แต่จะแจกคูปองฟรี ก็ดูธรรมดาไป ต้องหาลูกเล่นที่มากกว่านั้น และที่สำคัญลูกเล่นที่ว่านี้ ต้องตรงกับพฤติกรรมของลูกค้าด้วย

ไอเดียนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เมื่อเซเว่นฯสวีเดนจับมือกับไอโฟน พัฒนาแอพพลิเคชั่น ระบุแผนที่ตั้งร้านเซเว่นฯ โดยเปิดให้ดาวน์โหลตได้ฟรี
แคมเปญเริ่มจาก หลังติดตั้งแอพฯ ก็จะมีแผนที่บอกระยะทางไปร้านเซเว่นฯที่อยู่ใกล้สุด 2-3 ร้าน เพื่อให้ลูกค้าไปรับ กาแฟฟรีๆ 1 แก้ว

ได้แอพฯฟรี มีกาแฟให้กินอีกด้วย มีหรือที่จะพลาด!!!
ว่าแล้วจำนวนคนดาวน์โหลดก็ทะลุ 2,500 ครั้งภายในอาทิตย์เดียว และดันแอพฯนี้ ให้ติดท็อปเทนของชุมชนไอโฟนในทันที

แม้ 1 คน จะมีโอกาสเพียงครั้งเดียว
แต่เซเว่นฯ ก็เตรียมออกแคมเปญในเดือนถัดไป
จากที่แจกกาแฟในเดือนเมษา เดือนพฤษภา จะเป็นคิวของ ‘ไอศกรีม’(และเดาว่า น่าจะมีแจกไปเรื่อยๆเดือนละรายการ ชิ้นต่อไปน่าจะเป็นใส้กรอก, ซาลาเปา เออ…ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าที่สวีเดน เขาขายซาลาเปาหรือเปล่า? ถ้าไม่มีก็เปลี่ยนเป็น ถุงยาง หรือเรดบลูก็น่าจะได้

แคมเปญนี้ win-win ทุกฝ่าย ทั้งลูกค้า ทั้งไอโฟนและเซเว่นฯ
แน่นอนว่าลูกค้าที่เขาร้าน บางคนตั้งใจมากินฟรี แต่เอาเข้าจริงก็เผลอซื้ออย่างอื่นติดมือไปด้วย
เป็นกลยุทธ์(แอบ)ขายพ่วง ที่ลูกค้าไม่ทันตั้งตัว

แต่ที่มากกว่านั้น ร้านค้าจะรู้ว่าลูกค้าชอบซื้ออะไรคู่กับอะไร และลูกค้าคนนั้นเป็นใคร
ขั้นต่อไป ก็ส่งโปรโมชั่นผ่าน SMS ไปถึงตัวได้เลย

ภาพจาก www.signar.se

แม้ “ทีวี” จะยังเป็นพื้นที่หลัก ที่ใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์
แต่เดียวนี้ไลฟสไตล์เริ่มเปลี่ยนไปแล้วครับ คนส่วนหนึ่ง(ส่วนใหญ่ในบางประเทศ แต่ยังเป็นส่วนน้อยในเมืองไทย)เริ่มดูทีวีน้อยลง แต่หันไปรับสื่อแบบอื่นมากขึ้น

ในยุคที่อินเตอร์เน็ตบูม เว็บไซด์ครองเมือง หลายบริษัทก็แห่มาทำเว็บไซด์ของบริษัท แต่ก็เหมือนจะตีโจทย์ไม่แตก
เว็บหลายๆบริษัท จึงเป็นเหมือน เจ้าที่ประจำบริษัท ที่นิ่ง ทั้งเนื้อหาและรูปแบบ

ผ่านมาอีกหลายปี เข้าสู่ยุค เว็บ 2.0
ความตื่นตัวเรื่อง Blog ก็ทำให้บริษัทต้องหลิ่วตา มาลองเล่น Blog ดูบ้าง
บางบริษัท CEO ลงมาเล่นเองเลย เขียนบล็อกเล่าสถานการณ์รายวัน เช่น เวทโทรส (ไว้โอกาสเหมาะๆผมจะเขียนถึงให้ละเอียดกว่านี้)
บางบริษัทก็ให้พนักงานที่ดูแลสินค้าแต่ละหมวด มาอัพเดทความคืบหน้า และขอความเห็นของลูกค้า เพื่อเอาไปพัฒนาต่อ ซึ่ง วอลมาร์ท และสตาร์บัคส์ ก็ทำได้ดีทีเดียว (อันนี้เขียนไปเยอะแล้ว ตามไปอ่านได้ในบทความเก่าๆ)

ในขณะที่ Blog กำลังดัง ก็มี “สื่อ” รูปแบบใหม่ เกิดขึ้นมากมาย
ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าสมัยใหม่ทั้งสิ้น
เป็นแบบนี้แล้ว ถ้าบริษัทไหนอยู่เฉย ก็มีโอกาสตกขบวนรถไฟซิครับ

รถไฟขบวนนี้ ชื่อ ไลฟสไตล์ครับ!!!

ที่ปืนไว คือ ดังกิ้นโดนัท
เปิด Youtube channel ตั้งแต่ต้นปี 2006 มีแฟนประจำ 1549 คน
อันที่จริงคลิปโฆษณาสินค้าก็มีโพสต์อยู่เกลื่อน บริษัทไม่ต้องทำอะไรก็ได้
แต่การกระโดดเข้ามาเปิดช่องดังกิ้นโดนัท ก็เพื่อ…

1. ทำโฆษณาใหม่ๆ ในมุมมองลูกค้า
ง่ายมากครับ แค่จัดประกวดโดยกำหนดหัวข้อ แล้วให้แฟนๆอัพโหลดคลิปทางยูทิวบ์ แค่นี้ก็จะได้ผลงานที่หลากหลาย ในขณะที่ค่าใช้จ่ายนิดเดียว

และเมื่อดูคลิปประกวด ก็จะมีลิงค์ไปยังคลิปอื่นๆที่มีเนื้อหาของดังกิ้นโดนัท
สิ่งที่ตามมา ก็คือ…

2. สร้างความใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น หรือที่เรียกว่า CRM นั่นแหละครับ
แน่นอนว่าคนที่โพสต์ส่วนใหญ่ก็ต้องมีความสัมพันธ์กับแบรนด์นี้อยู่แล้ว ดังนั้น หากดังกิ้นโดนัท จะใช้คนกลุ่มนี้เป็นกระบอกเสียงแทนบริษัท โดยที่บริษัทไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง แต่อาจมีการให้รางวัลเล็กๆน้อยๆแทน ก็สามารถทำได้

3. บริหารข่าวดี
อย่าลืมนะครับ ยุคที่ข่าวสารล้นโลกและเคลื่อนที่เร็วแบบนี้ หากมีข่าวไม่ดีแพร่ออกไป ความเสียหายจะมหาศาลมาก ดังนั้นการตั้ง ช่องดังกิ้นโดนัท บนยูทิวบ์ ก็เหมือนได้มอนิเตอร์ข่าวสารบนโลกอินเตอร์เน็ตไปในตัว หากข่าวไม่ดีออกมา ก็จะผ่อนหนักเป็นเบาได้ทันท่วงที

การออกมาเล่นกับ New media ยังไม่มีบทสรุปที่ชัดเจนแน่นอน ว่าแบบไหนดี? แบบไหนไม่ดี?
แต่ของแบบนี้ ถ้าไม่ลองทำ ลองปรับ ก็จะไม่มีวันรู้
…ต้องสู้ๆต่อไป เพื่อพิชิตใจลูกค้า