Archive for the Category »green idea «


ผมเพิ่งเห็นข้อดีของการที่ลิเวอร์พูลทีมโปรด ตกรอบหมดทุกรายการ
เหลือเพียงลุ้นที่ 4 ในลีก และลุ้นรางวัลปลอบใจคือถ้วยยูเรก้า (ชื่ออย่างเป็นทางการคือ ยูโรป้า) มันทำให้ผมมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ไม่ต้องอดหลับอดนอนอย่างเคย

บางปีทำท่าดี หงส์แดงมีลุ้นทุกรายการ ผ่านเข้ารอบลึกๆเกือบทั้งหมด สุดท้ายก็ไปพลาดตอนจะถึงนัดชิง
สำหรับแฟนพันธุ์ทางอย่างผม ‘ตกรอบไว’ กับ ‘ตายนัดชิง’ มีค่าเท่ากัน คือไม่ได้แชมป์!!!

พอไม่มีบอลดู ผมก็มีเวลาไปทำอย่างอื่นได้มากขึ้น แต่ก็ยังป้วนเปี้ยนอยู่กับเรื่องฟุตบอลเหมือนเดิม แล้วก็พบว่า การเล่นฟุตบอลก็ช่วยลดโลกร้อนได้ด้วย

เพราะคนเล่นบอลสามารถเอาเงินที่ชนะพนัน มาบริจาคได้
เฮ้ย! ไม่ใช่เล่นบอลแบบนั้น
อันนี้หมายถึง ใช้เท้าเตะลูกกลมๆต่างหาก

นี่เป็นไอเดียของนักศึกษากลุ่มหนึ่งจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ติดตั้งอุปกรณ์ตัวเล็กๆลงไปในลูกฟุตบอล เมื่อมีการเตะ แรงกระทบที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดพลังงาน จากนั้นมันจะสะสมไว้ในอุปกรณ์ชิ้นนี้
ซึ่งเพียงพอต่อการให้แสงสว่างกับหลอดไฟ LED หรือไม่ก็เป็นแบตเตอรี่มมือถือ
แม้จะเป็นเพียง prototype แต่การได้ทดลองจริงๆแล้วในทวีปแอฟริกา ก็มีทีท่าว่าจะใช้งานได้จริง
จำชื่อ sOccket นี้ไว้นะครับ อีกไม่นานจะเป็นที่คุ้นหูกว่านี้

แหม! ถ้าจะให้ดี ฟีฟ่าน่าจะช่วยโปรโมตด้วย เพราะกลางปีนี้ก็มีศึกฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้พอดี คราวนี้ฟุตบอลไม่ใช่แค่ช่วยสร้างสันติภาพ แต่ยังช่วยลดโลกร้อนอีกด้วย
อินเทรนสุดๆ

อันที่จริงสมัยเรียนมหา’ลัย ผมก็เคยเตะบอล แบบช่วยลดโลกร้อนมาแล้ว
ด้วยการแข่งในสนามกีฬาที่ประหยัดน้ำสุดๆ
ไม่มีเทคโนโลยีอะไรพิเศษหรอกครับ เพียงแค่มหา’ลัยไม่ค่อยรดน้ำก็เท่านั้นเอง
แต่ต่อให้รดน้ำมากขนาดไหน หญ้าก็เขียวไม่ทัน เพราะนักกีฬาอาชีพ(เรียนหนังสือเป็นงานอดิเรก)อย่างพวกเรา จะเอาเวลาว่างทุกช่วงมาโม้แข้งกัน ดังนั้น รอให้หญ้าตายหมด แล้วค่อยรดค่อยปลูกใหม่ จะดีกว่า

ไอเดียฝาแฝดของลูกฟุตบอลผลิตไฟฟ้า ก็มีให้เห็นในอีกหลายๆผลิตภัณฑ์
ที่เจ๋งไม่แพ้กัน คือ ฝังอุปกรณ์ลงไปในพื้นถนน โดยเฉพาะบริเวณที่คนพลุกพล่าน
ซึ่งมีใช้แล้วในญี่ปุ่น ที่ติดตั้งบริเวณสถานีรถไฟที่มีคนใช้บริการเยอะ

คนหนัก 60 กิโลกรัมเดินเหยียบแผ่นนี้ 1 ครั้ง สร้างไฟได้ 0.1 วัตต์ แล้ว 2 ล้านกว่าคนที่สถานีชิบูย่า จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากขนาดไหนในแต่ละวัน

แหม ถ้าผลิตออกมาเร็วกว่านี้ เมืองไทยเราก็มีพื้นที่พร้อมให้ใช้งานหลายแห่งนะ
ไม่ว่าจะ ‘ทำเนียบ สี่เสา หรือ เขายายเที่ยง’

ขอขอบคุณ ภาพจาก ohgizmo.com และ tokyo5

กำลังมองหามือถือใหม่อยู่ครับ!
ทั้งที่ใช้มาได้เพียงปีเศษๆ
การใช้งานมือถือได้เพียงหนึ่งปี สำหรับผมถือว่ายังไม่คุ้ม หักค่าเสื่อมแล้วยังขาดทุน
แต่ที่ต้องมองหาเครื่องใหม่ เพราะตัวที่ใช้เริ่มออกอาการงอแงเป็นบางครั้ง

“ของสมัยนี้ มันเสียง่ายจริงๆ ใช้ไม่ทันไร รวนซะแล้ว”
ผมพยายามหาเหตุผลประกอบ
เพราะใจหนึ่งก็อยากได้ของใหม่เหมือนกัน แต่อีกใจหนึ่งก็ท่องคาถา ‘พอเพียง’

หากมองย้อนกลับไป
มือถือเครื่องแรก ผมใช้หลายปีกว่าจะซื้อใหม่ เพราะมันไม่ยอมเจ๊งสักที
ชิ้นต่อๆมา ก็ใช้งานเกินสองปี
ส่วนชิ้นล่าสุด เกินปีมาแบบปริ่มๆ
และมีแนวโน้มว่า จะได้เปลี่ยนเครื่องเร็วกว่าครั้งก่อน

ถ้าเอาจำนวนปีมาเขียนกราฟ ภาพที่ได้จะเป็นลูกศรหัวทิ่มลงพื้น
นับวันจะต้องเปลี่ยนเครื่องบ่อยขึ้น

ผมไม่แน่ใจว่าคนส่วนใหญ่ใช้มือถือเฉลี่ยกี่เดือนหรือกี่ปี?
แต่เท่าที่เคยคุยกับคนขายที่มาบุญครอง เขาบอกว่า ถ้าพวกอินเทรนด์สุดๆ จะใช้งานไม่เกินหนึ่งปี บางคนก็แค่ห้าหกเดือนเท่านั้น
พอมีเครื่องรุ่นใหม่ออกมา ก็เอารุ่นก่อนมาขายและถอยรุ่นใหม่ไปใช้ทันที
เขาบอกว่า คนกลุ่มนี้จัดเป็น หัวขบวนครับ!

ถ้าอย่างนั้น ผมก็คงอยู่โบกี้กลางๆ ค่อนไปทางท้ายขบวน
แต่คงไม่ใช่โบกี้สุดท้ายแน่ๆ เพราะเครื่องที่เลิกใช้ มันยังไม่หมดอายุขัย สามารถให้คนอื่นไปใช้ต่อได้

สำหรับพวกหัวขบวน การนำของเก่าไปปล่อยต่อ ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะคนพวกนี้เชี่ยวชาญอยู่แล้ว
แต่สำหรับพวกโบกี้ถัดๆมา ที่ใช้ของจนเก่านี่ซิ ไม่รู้จะไปปล่อยที่ไหน
จะนั่งรถไปมาบุญครอง ก็ไม่รู้ว่าจะคุ้มค่ารถ ค่าเสียเวลาหรือเปล่า

ไอเดียรับซื้อมือถือเก่า ของ ecoATM จึงน่าจะตอบโจทย์คนกลุ่มนี้
โดยทำเป็นตู้อัตโนมัติ ให้หย่อนมือถือลงไป เครืองก็จะจัดการเสร็จสรรพ พร้อมคำนวณราคามาให้ ว่ายังมีมูลค่าเท่าไร
จากนั้นก็จ่ายออกมาเป็นคูปองซื้อสินค้า

หน้าตาเหมือนตู้ถอนเงินอัตโนมัติ วางในห้างสรรพสินค้า น่าจะเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าได้มากขึ้น
โปรเจคนี้หวังว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนการ re-use มือถือให้มากกว่าเดิม
หรือไม่ก็ นำเครื่องเก่ามา recycle ให้ถูกวิธี แทนที่จะทิ้งปนกับขยะทั่วๆไป

เครื่อง ecoATM ไม่ได้จำกัดแค่มือถือ แต่ยังรวมถึงเครื่องเล่น mp3 และกล้องถ่ายรูป ที่มีรุ่นใหม่ๆออกมาถี่เหมือนกัน

เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว ราคาที่ถูกลง ทำให้สินค้าใหม่ๆออกสู่ตลาดมากขึ้น
แปลว่า ‘ของเก่า’ ก็มีเยอะตามไปด้วย

นี่เป็นโอกาสก้อนใหญ่ ของการทำธุรกิจยุคต่อไป
ถ้าจับลูกค้าหัวขบวนไม่ทัน
ก็หันมามองพวกโบกี้กลางๆก็ได้ครับ
อ้อ! แต่เลือกขบวนให้ถูกด้วยหละ
เดี๋ยวเจอสไตรค์ ไม่วิ่งให้บริการ จะหาว่าไม่เตือน!!!
ภาพจาก cnet.com