ตอนที่เพื่อนส่งลิงค์มาให้ดู นึกว่าเป็นแค่มุขขำๆที่ชาวเน็ตชอบอำกันเล่น แต่ที่ไหนได้ “มันเป็นแคมเปญการตลาดจริงๆนี่หว่า!”
ไอเดียจับแพะมาชนแกะ ซึ่งไม่น่าจะชนกันได้ แต่ก็ชนกันแล้ว เกิดขึ้นเมื่อเบียร์ไฮเนเก้นส์ ทำสินค้าพิเศษขึ้นมาต้อนรับเทศกาลวันแห่งความรัก
ไม่ใช่แก้ว ไม่ใช่หมอนหรือตุ๊กตาน่ารักๆ แต่เป็น ‘ลิปกลอส’ ครับ!
ขายเบียร์แท้ๆแต่ทำ ‘ลิปกลอส’ ซะงั้น
ฟังดูมันไม่น่าจะไปกันได้
แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะงานนี้มีการคิดมาเป็นอย่างดี
เพราะสินค้าตัวใหม่นี้ จะหนุนให้สินค้าหลักเด่นขึ้น
ก็ดูสิครับ พลันที่หญิงสาวทาลิปสติกรสไฮเนเก้นส์ ก็ทำให้แฟนหนุ่มทิ้งทุกอย่างในมือ ถลาเข้ามากอดจูบซะขนาดนั้น
อืม! แรงดึงดูดเยอะขนาดนี้ คงจะถูกใจสาวน้อยสาวใหญ่กันนะครับ
แต่คุณผู้ชายนี่สิ ต้องระวังให้ดี เพราะลิปกลอสชิ้นนี้อาจมีผู้ชาย(ไม่แท้)บางคนเอาไปทาก็ได้
ดังนั้น ต้องตั้งสติก่อนสตาร์ท เว้นแต่ว่า คุณจะเป็นพวกอนุรักษ์ธรรมชาติ ชอบต้นไม้ใบหญ้า และป่าเดียวกัน (แหะๆ)
นี่เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่มีรสชาติเบียร์ในเนื้อลิปสติก
ซึ่งถ้ามาขายในเมืองไทย อาจต้องมีข้อความท้ายโฆษณาประมาณว่า
“ห้ามทาลิปสติกขณะขับรถ”
หรือ “ห้ามทาเกินวันละ 2 แท่ง โปรดอ่านคำเตือนข้างกล่อง”

เท่าที่จำความได้ สมัยวิ่งเล่นอยู่กลางทุ่งนา
หากหน้าหนาวปีไหนไม่ได้ไปนอนในซุ้มกองฟาง ถือว่าผิดหวังอย่างมาก
เพราะนี่เป็นโอกาสเพียงไม่กี่ครั้ง ที่จะได้ไปนอนดูดาวเต็มฟ้า
แม้อากาศจะหนาวเย็น แต่ฟางข้าวเส้นเล็กๆที่วางซ้อนกันบนโครงไม้ ทำให้เต๊นท์แบบธรรมชาติอุ่นกว่าที่คาดคิด
ตกกลางคืน คุณยายจะมีของหวานมาให้ทานแก้หิวด้วย นี่จึงเหมือนได้มาปาร์ตี้
การทำนาที่พึ่งแรงงานคนและไอ้ทุย ทำให้แต่ละกระบวนการใช้เวลานานกว่าสมัยนี้มาก
ฤดูเกี่ยวข้าว ชาวนาจึงต้องทำที่พัก ปักหลักอยู่กลางทุ่ง
กลางวันก็เกี่ยวไป นวดไป ตกกลางคืนก็นอนตรงนั้นเลย
นอกจากประหยัดเวลาเดินทางแล้ว การนอนแบบนี้ก็เหมือนอยู่เวรยามไปในตัว
ซึ่งเรือนนอน ที่หาง่ายทำง่ายที่สุด ก็คือ การเอาฟางข้าวมาก่อเป็นซุ้มอุโมง
ชาวเอสกิโม ใช้น้ำแข็งทำที่พักฉันใด ชาวนาไทยก็ใช้เส้นฟางทำที่นอนฉันนั้น
รูปทรงคล้ายกัน ต่างกันแค่วัสุดที่ใช้
หลักฐานนี่ช่วยยืนยันได้ว่า ชาวนาไทยไม่ชอบปั้นน้ำเป็นตัว (แหะๆ)
แต่เมื่อควายเหล็ก เข้าไป takeover กิจการของเจ้าทุย บรรยากาศแบบนี้ก็หายไปด้วย
เดี๋ยวนี้ การเกี่ยวข้าวและนวดข้าวใช้เวลาไม่กี่วัน ทุกอย่างใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยผลิต รวมทั้งเพิ่มสารพิษลงไปดิน
ทุ่งนา จึงไม่ต่างอะไรกับ โรงงานขนาดใหญ่
หากแต่โรงงานนี้ ไม่มีหลังคา และเครื่องตอกบัตร เท่านั้นเอง!
วิถีชีวิตของเกษตรกร จึงไม่ได้ผูกพันกับกระบวนการผลิต เหมือนเช่นเคย
ที่เล่ามาไม่ได้หวังว่าจะให้ภาพแบบนี้ ฟื้นกลับมาหรอกนะครับ
เพียงแต่คิดว่า นอกจากเมล็ดข้าวที่ขายได้ ไลฟสไตล์แบบคันทรี่ ก็น่าจะทำเงินเหมือนกัน
ยิ่งเดี๋ยวนี้กระแสโฮมสเตย์กำลังฮิต ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะลองทำ
อย่างที่ยุโรป เกษตรกรในเยอรมัน ออสเตรีย และสวิสเซอร์แลนด์ ก็แปลงโรงนา มาเป็นโรงแรม
ส่วนที่นอนก็ไม่ได้ไปซื้อหามาเพิ่ม
เอาฟางนี่แหละ เป็นฟูก ส่วนเครื่องนอน ลูกค้าต้องหิ้วมาเอง
คล้ายๆไปกางเต๊นท์นอนพักแรม แต่เปลี่ยนจาก ลานกว้าง มาเป็นโรงเก็บฟาง
โฮมสเตย์ดูหิ่งห้อย มีเยอะแล้ว
ลองทำ ฟางสเตย์ ดูดาวบ้าง ก็ไม่เลวนะครับ
อ้อ! อย่าลืมติดป้ายหน้าห้องพักให้ชัดๆด้วยว่า “ห้ามสูบบุหรี่”
ภาพจาก guardian.co.uk
เพื่อนๆออกไอเดีย